เดโมแครตครองสภา ‘ทรัมป์’ เผชิญทางแยก ‘รบอิหร่านต่อ’ หรือ ‘พอแค่นี้’
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากทำสงครามหวัง "เปลี่ยนระบอบการปกครองอิหร่าน" แต่กลับกลายเป็นว่าอำนาจในการควบคุมวอชิงตันของเขากลับสั่นคลอนเสียเอง เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างเบื่อหน่ายกับสงคราม และได้รับผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้อำนาจการควบคุมสภาตกไปเป็นของเดโมแครต
สถานการณ์นี้ทำให้ประธานาธิบดีที่กำลังอ่อนแอ เผชิญกับทางเลือกระหว่าง “หาทางออกด้วยการเจรจา” กับ “ทวีความรุนแรงที่อาจเพิ่มความเสี่ยง”
ในเตหะรานและประเทศพันธมิตร ผลการเลือกตั้งถูกตีความอย่างรวดเร็วว่าเป็นการตัดสินเกี่ยวกับความขัดแย้ง และตอนนี้หลายประเทศในอ่าวเปอร์เซียต่างสงสัยว่า “ทรัมป์จะเลือกเส้นทางใด”
“อิหร่านประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนระบอบการปกครองในอเมริกา” นี่คือปฏิกิริยาแรกจากแหล่งข่าวรายหนึ่งที่ใกล้ชิดกับพันธมิตรของสหรัฐในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย แหล่งข่าวของรอยเตอร์ระบุว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ในรัฐแถบอ่าวเปอร์เซียต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก เมื่อเห็นชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ เมื่อวันอังคาร (3 พ.ย.) ที่ผ่านมา
แหล่งข่าวสองรายที่ใกล้ชิดกับแวดวงรัฐบาลอ่าวเปอร์เซียกล่าวว่า ทรัมป์ที่อ่อนแอลงและเผชิญหน้ากับสภาคองเกรสที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก ซึ่งสามารถจำกัดทางเลือกทางทหารของเขาได้ อาจทำให้เขามีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะทำข้อตกลง และการโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบมีโอกาสน้อยลง ในขณะที่สหรัฐอาจอ้างการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์แบบจำกัดวงว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว และยุติความขัดแย้ง ส่วนจีนกำลังเร่งความพยายามไกล่เกลี่ยเพื่อหาทางออก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียระบุว่า ข้อตกลงที่เปิดทางให้อิหร่านประกาศชัยชนะได้อย่างชัดเจน และทำให้ทรัมป์ตกอยู่ในสถานะผู้พ่ายแพ้ และอาจยิ่งกระตุ้นให้เขากระทำการอย่างหุนหันพลันแล่น แทนที่จะใช้ความยับยั้งชั่งใจ
เสียงตำหนิจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันจากการเลือกตั้งกลางเทอมเกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอิสราเอลลงแนนเสียงสะท้อนความไม่พอใจต่อผู้ริเริ่มสงครามอีกคนหนึ่งอย่าง นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู โดยพรรคฝ่ายขวาของเขาได้รับ 53 ที่นั่ง จาก 120 ที่นั่งในรัฐสภาในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ทำให้เขาขาดไป 8 ที่นั่งที่จะสามารถครองเสียงข้างมากได้ และตอนนี้เขาต้องต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจไว้
ผู้นำที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากสองคน ซึ่งอนาคตทางการเมืองของพวกเขามีความเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ของสงครามมากขึ้นเรื่อยๆ อาจมองว่า “การยกระดับความขัดแย้งไม่ใช่ความเสี่ยง” แต่เป็นทางออกของสถานการณ์ทางการเมืองที่ยากลำบากของพวกเขา แม้ว่าการคาดการณ์เช่นนี้อาจไม่สมเหตุสมผล แต่ก็อันตรายไม่น้อย
อยู่ที่ ‘อิหร่าน’ มองสถานการณ์อย่างไร
เอ็บเตซัม อัล-เกตบี ประธานศูนย์นโยบายเอมิเรตส์ในอาบูดาบี กล่าวว่า“ผลการเลือกตั้งของสหรัฐทำให้การเจรจาไกล่เกลี่ยมีความเร่งด่วนมากขึ้นสำหรับทรัมป์ แต่ก็ไม่ได้ง่ายขึ้นสำหรับอิหร่าน”
อัล-เคตบี กล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับว่าเตหะรานมองสถานการณ์ในขณะนี้อย่างไร
“หากเตหะรานตระหนักว่าทรัมป์ต้องการข้อตกลง แต่ไม่ใช่แค่ข้อตกลงแบบใดก็ได้ อาจเกิดโอกาสในการยุติสงครามขึ้นได้อย่างแท้จริง แต่หากเตหะรานตีความผลลัพธ์นี้ว่าเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าความเด็ดเดี่ยวของอเมริกันอ่อนแอลง อาจกลายเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ทรัมป์ตัดสินใจยกระดับความขัดแย้งทางทหารครั้งใหม่แทน” ซึ่งอัล-เคตบีต้องการสื่อว่า หากอิหร่านตีความว่าทรัมป์อ่อนแอ แล้วฉวยโอกาสเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐ ก็อาจกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ทรัมป์ตอบโต้ด้วยกำลังทหาร แทนที่จะเดินหน้าเจรจายุติสงคราม
เธอกล่าวต่อว่า ประเทศในอ่าวเปอร์เซียต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เปิดทางไปสู่การยุติสงคราม แต่ไม่ใช่ด้วยการแลกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ข้อตกลงที่ละเลยเรื่องเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อนุญาตให้อิหร่านเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขทางการเมืองต่อการขนส่ง หรือปล่อยให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเผชิญกับภัยคุกคามทางทหาร อาจเป็นเพียงการจัดการชั่วคราวที่วางรากฐานให้เกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหม่
แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านสองรายระบุว่า เตหะรานยังคงอยู่ในภาวะเฝ้าระวังขั้นสูง โดยเกรงว่าทรัมป์อาจพยายามแก้มือความพ่ายแพ้ด้วยการโจมตีทางทหาร
ขณะที่โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน เตือนว่า อย่าแสดงท่าทีอ่อนข้อแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอิหร่านไม่มีเจตนาลดข้อเรียกร้องเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ
อับดุลคาเลก อับดุลลา นักวิเคราะห์การเมืองจากสหรัฐอาหรับเอมิเตส์ (ยูเออี) กล่าวว่า อันตรายที่ใหญ่กว่าในขณะนี้มาจากอิหร่าน มากกว่าสหรัฐ หรืออิสราเอล ผู้นำอิหร่าน “หยิ่งยโส” มานานแล้ว ทั้งยังประเมินความแข็งแกร่งของตนเองสูงเกินไป และประเมินอำนาจทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลต่ำเกินไป
อับดุลลาบอกว่า ความคิดแบบนั้นยังคงอยู่ ซึ่งเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดการปะทะกันอีกครั้ง
“ทุกวันนี้ฝ่ายอิหร่านมีเรื่องให้โอ้อวดมากขึ้น หากจะมีใครสักคนลากเราเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ คนคนนั้นคงไม่ใช่เนทันยาฮูหรือทรัมป์ แต่เป็นกลุ่มคนในเตหะราน พวกเขาอาจประเมินสถานการณ์ผิดพลาดอย่างร้ายแรง โดยมองว่าทรัมป์อ่อนแอและเนทันยาฮูหมดอำนาจไปแล้ว จึงตัดสินใจยกระดับความขัดแย้งขึ้นไปอีกขั้น”
อาหรับกังวลเดโมแครตตรวจสอบทรัมป์
อับดุลอาซิซ ซาเกอร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งตั้งอยู่ในซาอุดีอาระเบีย เตือนว่า ความพ่ายแพ้อาจทำให้ทรัมป์เต็มใจที่จะโจมตีมากขึ้น ไม่ใช่ลดลง
เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมผ่านพ้นไปแล้ว และไม่มีโอกาสดำรงตำแหน่งสมัยที่สาม ปัจจัยด้านการเลือกตั้งที่เคยหนุนให้ทรัมป์มีความยับยั้งชั่งใจ ลดลงไปแล้ว และนั่นทำให้ประธานาธิบดีมีสิ่งที่ต้องสูญเสียน้อยลง ในทางกลับกันเขามีมรดกทางการเมืองที่สร้างไว้ให้น่าจดใจ
ซาเกอร์ บอกว่า ทรัมป์อาจมองว่าการเผชิญหน้ากับอิหร่านเป็นโอกาส “ปิดจ๊อบ” ก่อนออกจากตำแหน่ง
“หากอิหร่านยังคงแข็งขืน…และออกมาประกาศชัยชนะ ทรัมป์อาจรู้สึกว่าจำเป็นต้องลงมือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลลัพธ์แบบนั้น และสร้างผลงานประสบความสำเร็จชัดเจนในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี”
ซาร์คิส นาอุม นักวิจารณ์การเมืองชาวเลบานอน กล่าวว่า ความพ่ายแพ้ของทรัมป์ทำให้สถานะของเขาในการรับมือกับอิหร่านอ่อนแอลง ส่งผลให้อำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจาลดน้อยลง และมีทางเลือกเหลืออยู่น้อยลงในการบรรลุข้อตกลง
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน บอกว่า ภัยคุกคามจากสงครามไม่ได้ลดน้อยลงไป และยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “การเคลื่อนไหวบุ่มบ่าม”
“ในขณะนี้ โอกาสที่จะเกิดสถานการณ์ที่บานปลายขึ้น หรือสถานการณ์ที่คลี่คลายลงนั้น อาจมีพอๆ กัน” แหล่งข่าวกล่าว
รอยเตอร์ระบุว่า เมื่อเดโมแครตเข้าดำรงตำแหน่งในสภาคองเกรสในเดือนมกราคม พรรคคาดว่าจะใช้อำนาจที่มีอยู่ในการตรวจสอบรัฐบาล ครอบครัว และพันธมิตรของทรัมป์ และจะเรียกร้องให้มีการประนีประนอมในประเด็นกฎหมายสำคัญต่าง ๆ
สำหรับพันธมิตรของสหรัฐในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในวอชิงตันครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ขยายขอบเขตไปไกลกว่าเรื่องสงครามเพียงอย่างเดียว แหล่งข่าวใกล้ชิดกับรัฐบาลต่างๆ ระบุว่า ประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียต่างมีความกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบที่มุ่งเป้าไปการทำธุรกิจระหว่างหน่วยงานของตนกับครอบครัวของทรัมป์