โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

My 9 Events that Shape who I am ชวนสำรวจ 9 เหตุการณ์ที่ทิ้งร่องรอยไว้ในการเติบโตของเรา เกิดมา 20 กว่าปี คนรุ่นใหม่ผ่านเรื่องราวอะไรมาแล้วบ้าง

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

มีคำกล่าวว่า เราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของทุกสิ่งที่เราได้พานพบ เพลงที่เราฟัง หนังที่เราเสพ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างตัวตนของเรา ขณะที่หากมองภาพใหญ่กว่านั้น อีกแง่หนึ่งก็อาจหมายความได้ว่า ในช่วงชีวิตของเราสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้อยนิดในชีวิตของปัจเจก ไปจนถึงบรรยากาศทางการเมืองและสังคม ทั้งดีทั้งร้าย ทั้งหมดล้วนหล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้

สำหรับคนวัย 20 กว่าๆ ในวันนี้ ตัวตนของพวกเขาจะเป็นอย่างไร เมื่อต้องเติบโตผ่านเหตุการณ์มากมายในประเทศไทยตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา Thairath Plus ชวนสำรวจความนึกคิดของ ‘ผู้ใหญ่รุ่นใหม่’ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของพวกเขาบ้าง และสิ่งเหล่านั้นได้สร้างภาพความเข้าใจต่อสรรพสิ่งในชีวิตของพวกเขาแบบไหน

วิกฤตการเมืองเสื้อเหลือง-เสื้อแดง

ในช่วงชีวิตของคนเจนวายถึงเจนซี นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในยุคที่การเมืองคุกรุ่นที่สุดของประเทศไทย จุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้ เกิดขึ้นมาในช่วงปี 2549 ที่ประชาชนบางกลุ่มได้ตั้งข้อสงสัยเรื่องการทุจริต และลามไปถึงข้อสงสัยที่หมิ่นเหม่เรื่องสถาบันฯ ของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น จนนำไปสู่การชุมนุมขับไล่ของกลุ่ม ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ หรือกลุ่มเสื้อเหลือง ที่นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล

ทำให้วันที่ 19 กันยายน 2549 พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ได้ก่อรัฐประหารในนาม ‘คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ (คปค.) เพราะพวกเขาอ้างว่า บ้านเมืองกำลังวุ่นวายประชาชนแตกแยก ขณะที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่เรารู้จักกันในนามเสื้อแดง ก็ก่อตัวขึ้นในเวลาเดียวกันเพื่อต่อต้านรัฐประหาร พ.ศ. 2549

จนในปี 2550 พรรคพลังประชาชน ซึ่งมองได้ว่าเป็นพรรคของกลุ่ม ‘คนเสื้อแดง’ ชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ หรือ ‘คนเสื้อเหลือง’ ออกมาชุมนุมขับไล่อีกครั้ง พร้อมยกระดับการชุมนุมไปถึงการปิดทำเนียบรัฐบาล ลามไปถึงการปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ

จนเมื่อปี 2552 ที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผ่านการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากแทน ทำให้เสื้อแดงลุกฮือขึ้นมาอีกครั้ง จนนำไปสู่การสลายการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิตถึงเก้าสิบกว่าราย

ก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุอีกครั้งพร้อมกับกลุ่ม กปปส. หรือ ‘นกหวีด’ ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ทำให้สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ก็วนลูปไปสู่การรัฐประหารซ้ำซากอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ความคุกรุ่นที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยที่ว่ามา คือเหตุการณ์แรกๆ ที่คนอายุ 20 กว่าปีในวันนี้ต้องเผชิญตั้งแต่ครั้งที่พึ่งเริ่มหัดทำความเข้าใจโลกอันซับซ้อนใบนี้ ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ของฟากฝั่งนี้ เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับที่เราเกิด การเห็นคนไทยแบ่งแยกเป็นสองสีเลยเป็นความธรรมดาที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น

แต่ความเป็นจริง การเมืองไม่ใช่เรื่องขาวกับดำไปเสียทั้งหมด แต่เด็กที่เติบโตผ่านช่วงยุคสมัยที่ความขัดแย้งของอุดมการณ์ร้อนระอุไปทุกหย่อมหญ้า ก็มองเห็นและเข้าใจประเทศไทยในมิติที่มันบอบช้ำและไม่ควรจะเป็น

น้ำท่วม 54

สำหรับเด็กวัยเรียนในเมืองที่ยังไม่ประสา เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 อาจถูกจดจำได้ว่าปิดเทอมครั้งนั้น ช่างยาวนานเหลือเกิน แต่สำหรับคนที่ได้รับผลกระทบในช่วงนั้นมันอาจไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าจดจำสักเท่าไหร่ เพราะวิกฤติการเมืองยังไม่ทันผ่านพ้น ภายหลังจากการขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปัญหาน้ำท่วมก็เกิดขึ้นเป็นสิ่งแรก

เมื่อปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้เกิดพายุเข้าซ้ำๆ จนฝนตกหนักบริเวณตอนบนของประเทศ แต่การบริหารจัดการน้ำในช่วงนั้นก็มีปัญหา เพราะเขื่อนใหญ่มีการกักเก็บน้ำไว้ในปริมาณสูงตั้งแต่ต้นปี พอฝนหนักจึงต้องระบายน้ำออกมหาศาลในเวลาไล่เลี่ยกัน จนน้ำไหลทะลักจากภาคเหนือตอนล่าง ลงสู่ภาคกลางที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง และถนนหนทางที่ก่อสร้างทับเส้นทางระบายน้ำธรรมชาติ

ซึ่งรัฐบาลในเวลานั้นก็บอกว่า ‘เอาอยู่’ และวลีนี้ก็ถูกพูดอีกหลายครั้งในหลายเหตุการณ์ รวมถึงน้ำท่วมล่าสุดนี้ แต่สิ่งที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จนนำไปสู่ความขัดแย้งในเวลานั้นคือ การใช้ ‘บิ๊กแบ็ก’ กั้นน้ำไม่ให้เข้าไปถึงพื้นที่เศรษฐกิจและศูนย์กลางในกรุงเทพมหานคร ซึ่งคนบริเวณกรุงเทพตอนบน ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียงมองว่า ทำให้เขตที่พวกเขาอาศัยต้องรับน้ำไปเต็มๆ จนลุกลามกลายเป็นความขัดแย้ง

รัฐประหารโดย คสช. ปี 2557

แม้จะผ่านพ้นปี 2553 เหตุการณ์นองเลือดไปแล้ว แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็เป็นปมฝังใจของผู้คนทั้งสองฟากฝั่งอุดมการณ์ และยิ่งปะทุหนักกว่าเดิมเมื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีการพูดถึงการ ‘นิรโทษกรรมเหมาเข่ง’ เพื่อปล่อยนักโทษการเมือง แต่ฝ่ายที่เห็นต่างก็มองว่า สิ่งนี้จะทำให้ทักษิณซึ่งพำนักอยู่ต่างประเทศในขณะนั้นพ้นผิดและได้กลับบ้าน

จนในที่สุดข้อขัดแย้งนี้นำไปสู่การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือลุงกำนัน ซึ่งใช้นกหวีดเป็นสื่อกลาง จนผู้คนเป่ากันดังลั่นทั่วกรุงเทพชั้นใน ลามมาจนถึงการชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯ และขัดขวางการเลือกตั้งให้เป็นโมฆะ

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง กระทั่งวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ได้ตัดสินใจทำรัฐประหารในนาม ‘คณะรักษาความสงบแห่งชาติ’ (คสช.) โดยให้เหตุผลว่า เพื่อระงับความขัดแย้งและ ‘คืนความสุข’ ให้คนในชาติ

ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจคือคนไทยหลายคนกลับชื่นชมในการรัฐประหารครั้งนี้ จนช่วงนั้นเราอาจได้เห็นภาพของประชาชนที่นำดอกไม้ไปคล้องคอทหาร ต้อนรับการ ‘ถูก’ ยึดอำนาจในครั้งนั้น

นอกจากนี้ ภายหลังการควบคุมของ คสช. สิ่งที่ตามมาคือ การใช้ ‘มาตรา 44’ ริดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อ รวมถึงนักกิจกรรม ซึ่งคำที่เราคุ้นเคยกันดีคือ ‘ปรับทัศนคติ’

แต่มรดกชิ้นสำคัญที่สุดของ คสช. คือ ‘รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560’ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจโดยเฉพาะ อย่างการแต่งตั้ง สว. 250 คน ที่จะมาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะดำเนินอยู่ในช่วงวัยประถมของคนอายุ 20 กว่าในวันนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้เด็กจะยังไม่เข้าใจความซับซ้อนของการเมืองไทยได้ดีสักเท่าไหร่ แต่การตัดช่องทีวีเข้าประกาศของ คสช. ทุกๆ เย็น พร้อมกับเพลง ‘คืนความสุขให้ประเทศไทย’ เป็นเวลานาน ความเงียบงันที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น และบรรยากาศที่ดูสุ่มเสี่ยงไปหมด อย่างการนำผู้คนไป ‘ปรับทัศนคติ’ ก็อาจทำให้เด็กหลายคนรู้สึกถึงความไม่ปกติขึ้นมาได้

และที่สำคัญพวกเขาถูกพรากเวลาแห่งการเติบโตท่ามกลางอิสรภาพและการตั้งคำถามไปถึง 7 ปี จากวัยประถมก้าวเข้าสู่วัยมัธยมคือช่วงที่เด็กๆ เริ่มจะเข้าใจความซับซ้อนของสิ่งต่างๆ สื่อที่ควรจะได้เรียนรู้ก็หายไปแล้วถูกแทนที่ด้วยค่านิยม 12 ประการ และความเข้าใจของความเป็นประชาธิปไตยก็ต้องหมดไปกับอินโทรเพลง ‘คืนความสุขให้ประเทศไทย’ แทน

วิกฤตฝุ่นพิษ PM 2.5

ย้อนกลับไปช่วงก่อนปี 2562 ที่ผู้คนยังไม่คุ้นเคยกันกับคำว่า PM 2.5 ช่วงนั้นกรุงเทพฯ ไม่ได้มีอากาศหนาวเป็นพิเศษ แต่กลับมีหมอกหนาลงจัดอย่างผิดปกติ ซึ่งไม่ได้สร้างความแตกตื่นใดๆ มากมายให้ประชาชน

จนกระทั่งกรมควบคุมมลพิษออกมายืนยัน และแจ้งเตือนประชาชนว่า หมอกควันขมุกขมัวที่ปกคลุมทั่วเมืองนั้น ไม่ใช่หมอกตามธรรมชาติ แต่คือ ‘ฝุ่นพิษ’ ที่มีค่าเกินมาตรฐานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

PM 2.5 หรือ Particulate Matter 2.5 คืออนุภาคฝุ่นละอองแขวนลอย ที่ประกอบด้วยทั้งของเหลวและของแข็งที่ลอยอยู่ในอากาศซึ่งเรามองไม่เห็น เพราะมันมีขนาดเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์กว่า 20 เท่า

ซึ่งสาเหตุของฝุ่นนั้นเกิดมาจากการเผาไหม้เครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่สมบูรณ์ การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในเมือง และที่สำคัญคือการเผาพื้นที่ทางการเกษตรทั้งในและนอกประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้ปัญหาฝุ่นทวีความรุนแรงขึ้นคือ ‘สภาพอากาศปิด’ ในช่วงหน้าหนาว ที่ทำให้ฝุ่นขนาดเล็กเหล่านั้น ทำให้หลายจังหวัดในประเทศรวมถึงกรุงเทพ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ หน้ากาก N95 ขาดตลาด และมีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกหลังรัฐประหาร 2562

ภายหลังจากที่การเมืองไทยถูกแช่แข็งมานานเกือบ 5 ปีเต็ม การเลือกตั้งก็เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2562 ภายใต้ระบบใหม่อย่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกร่างโดย มีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เอื้อประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจให้กับ คสช. มากที่สุด เนื่องจากมีการเขียนกติกาให้ สว. 250 คน ที่มาจากการคัดเลือกของ คสช. มีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ทำให้ที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้รับการโหวตเลือกให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจาก สว.

สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่เฝ้ามองความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาตลอด และต้องอยู่กับสภาวะที่การเมืองมีแต่ความเงียบงันมาถึง 5 ปี เต็ม การเลือกตั้งครั้งแรกของหลายคนในเวลานั้นจึงอาจเป็นเหมือนความหวังของพวกเขา ที่จะได้ใช้สิทธิ์และเสียงของตัวเองพลิกฟื้นประเทศไทยอีกครั้ง แต่เมื่อเสียงเหล่านั้นไม่มีค่า ภูมิทัศน์ทางการเมืองในช่วงนั้นก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป

การเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมือง 63

ภายหลังจากความวุ่นวายของการเมืองไทย ที่เลือกตั้งใหม่แต่ก็ได้นายกประยุทธ์คนเดิม ภูมิทัศน์การเมืองก็เริ่มเปลี่ยนไป และมีตัวแปรอย่าง ‘พรรคอนาคตใหม่’ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นพรรคเกิดใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และกลายเป็นตัวแทนอุดมการณ์ของคนรุ่นใหม่ แต่ที่สุดพรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

เวลานั้นนักเรียน นักศึกษา ปัญญาชน และคนรุ่นใหม่ จึงออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนทางการเมืองกันอย่างล้นหลาม เพราะการถูกกดทับภายใต้อำนาจรัฐประหารมาเนิ่นนาน ประกอบกับความกังขาในระบบยุติธรรม ทำให้ผู้คนตื่นตัวทางการเมืองกันอย่างมาก พวกเขาเริ่มย้อนกลับไปตั้งคำถาม รื้อถอน และศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองในแง่มุมใหม่ นำไปสู่การสวิงของอุดมการณ์จนปี 63 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย

กราดยิงเทอร์มินอลโคราช กุมภาพันธ์ 2563

ช่วงเย็นของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 เสียงปืนดังขึ้นในห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ก่อนที่จะมีผู้คนถูกสาดกระสุนปืนใส่จากการกราดยิงของ ‘ทหาร’ ยศจ่าสิบเอก ประกอบกับมีตัวประกันที่ติดค้างอยู่ห้างดังกล่าว รวมถึงผู้ก่อเหตุก็ได้มีการไลฟ์สดขณะก่อเหตุไปด้วย จนที่สุดแล้วก็มีทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตหลายราย

ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้ก่อเหตุก็ได้ก่อเหตุสังหารผู้บังคับบัญชา และแม่ยายที่บ้านพัก จากนั้นได้ขับรถบุกเข้าไปในค่ายสุรธรรมพิทักษ์ สังหารเจ้าหน้าที่เวรยามเพื่อปล้นอาวุธสงครามร้ายแรง

แต่นอกเหนือจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนปัญหาความอยุติธรรมเรื่องสวัสดิการและบ้านพักทหาร ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัยและการควบคุมอาวุธปืนในค่ายทหารที่หละหลวม ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า เราอาจตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่ลุกลามมาสู่พื้นที่สาธารณะได้ทุกเมื่อ

วิกฤตการระบาดของโควิด-19

ช่วงปลายเดือนธันวาคม ปี 2562 มีการรายงานพบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบติดเชื้อไม่ทราบสาเหตุแบบกลุ่มก้อนในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ก่อนที่มันจะถูกเรียกว่า ‘โควิด-19’ และได้แพร่ระบาดข้ามพรมแดนไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยมี ‘ประเทศไทย’ เป็นประเทศแรกของโลกนอกจีน ที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรก ก่อนที่วิกฤตนี้ถูกประกาศให้เป็นการระบาดใหญ่ระดับโลก (Pandemic) แล้วทั้งโลกก็ถูก ‘ล็อคดาวน์’

นี่อาจเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนไปมากทีเดียว คนมากมายรู้สึกเหมือนช่วงเวลาชีวิตและการเติบโตของพวกเขาหายไปชั่วพริบตา และถูกพรากโอกาสต่างๆ ไปอย่างย้อนคืนไม่ได้ สำหรับคนอายุยี่สิบกว่าๆ ในวันนี้ ช่วงนั้นพวกเขาคือเด็กวัยมัธยม ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลายคนอาจปิดเทอมกะทันหันโดยไม่ได้เปิดเทอมมัธยมปลายอีกเลย รู้ตัวอีกทีก็อยู่มหาวิทยาลัย แล้วกลายเป็นผู้ใหญ่ไม่ทันตั้งตัว

น้ำท่วม ปี 2569 (ล่าสุด)

นี่คือเหตุการณ์ที่หลายคนเพิ่งผ่านพ้นมาได้ แต่สำหรับบางคนสิ่งนี้ก็ยังดำเนินอยู่ ถึงในกรุงเทพฯ น้ำจะลดระดับลงแล้ว แต่ตัดภาพไปในฝั่งของต่างจังหวัดอย่าง ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา รวมถึงอีกหลายพื้นที่ก็ยังคงต้องเผชิญกับมวลน้ำมหาศาลที่ท่วมขังขยายวงกว้าง และยังมองไม่เห็นการคลี่คลายของสถานการณ์

ย้อนกลับไปช่วงคืนวันที่ 25 สิงหาคม ในหลายเขตพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักหน่วง จนคลองสายหลักหลายที่เต็ม ส่งผลให้น้ำระบายไม่ทัน ปริมาณน้ำจึงเอ่อล้นสูงขึ้นจนท่วมถนน ลามไปเข้าบ้านเรือนประชาชน หลายพื้นที่อย่างเขตบางกะปิมีน้ำท่วมสูงถึงคอ ประชาชนจำนวนมากติดอยู่ในบ้านเรือน ที่บางแห่งไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปาใช้

แต่เรื่องที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดก็คือ การบริหารจัดการน้ำและการแจ้งเตือนของรัฐ ซึ่งเสียงจากผู้คนมากมายออกมาสะท้อนว่า ระบบการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านมือถือ หรือ Cell Broadcast พึ่งจะส่งข้อความเตือนภัยภายหลังจากที่น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านไปเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ฝั่งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญก็ออกมาชี้ถึงจุดบอดที่ประเทศเรายังไม่สามารถจัดการได้มากมาย ทั้งปัญหาผังเมืองที่เติบโตอย่างไร้ทิศทางจนไปกีดขวางทางน้ำไหลตามธรรมชาติ การบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่ยังไม่เป็นเอกภาพ ไปจนถึงความล้มเหลวในการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตสภาพอากาศโลกที่รุนแรงขึ้นทุกปี

สุดท้าย เมื่อไล่เรียงทั้ง 9 เหตุการณ์มาจนถึงวันนี้ จะเห็นว่าคนวัย 20 กว่าๆ เติบโตมาโดยแทบไม่เคยได้อยู่ในช่วงเวลาที่ ‘ปกติ’ พวกเขาเห็นและเข้าใจภาพบ้านเมืองของตัวเองครั้งแรกก็มีแต่ความขัดแย้งของสองสีที่ลุกลาม ต้องเจอกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ไม่สู้ดีนัก ต้องเห็นความหวังดับมอดลงในช่วงวัยรุ่น และถูกพรากช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไปจากโควิดที่แช่แข็งให้โลกหยุดชะงักลง อะไรๆ ก็ดูไม่ปลอดภัยไปเสียหมดแม้แต่สวัสดิภาพ หรืออากาศที่หายใจเข้าไป

ในวันนี้สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องพบเจอตั้งแต่เกิดจนโต คือส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมการมองโลกของพวกเขา การเติบโตมาพร้อมกับปัญหาเชิงโครงสร้างและอะไรๆ ที่พร้อมจะพังทลายลงมาได้เสมอ เลยอาจทำให้เราสูญเสียความเชื่อมั่นในหลายสิ่งไป แต่ท่ามกลางความแตกร้าวของสังคมไทยในสองทศวรรษที่ผ่านมา การหยัดยืนมาได้จนถึงทุกวันนี้ของเรา ก็นับเป็นความแข็งแกร่งที่สุดแล้ว

บทความต้นฉบับได้ที่ : My 9 Events that Shape who I am ชวนสำรวจ 9 เหตุการณ์ที่ทิ้งร่องรอยไว้ในการเติบโตของเรา เกิดมา 20 กว่าปี คนรุ่นใหม่ผ่านเรื่องราวอะไรมาแล้วบ้าง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...