โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KResearch คาดหนี้ต่อจีดีพีเหลือ 84% เตือน 1.2 ล้านครัวเรือนเสี่ยงเงินสดติดลบ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสิ้นปี 2569 ลดเหลือ 84.0% จาก 86.8% ในสิ้นปี 2568 หลังยอดหนี้โตต่ำกว่าจีดีพี แต่อย่าเพิ่งวางใจ เหตุครัวเรือนยังเปราะบาง รายได้น้อยมีภาระชำระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 40.1% ของรายได้ ขณะที่หากรายจ่ายเพิ่ม 10% อาจมีอีก 1.2 ล้านครัวเรือนเผชิญภาวะเงินสดติดลบ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลาง

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 84.0% ณ สิ้นปี 2569 จาก 86.8% ในปี 2568 หลังยอดหนี้ครัวเรือนขยายตัวในระดับต่ำกว่าการเติบโตของจีดีพีในรูปตัวเงิน (Nominal GDP)

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)

อย่างไรก็ตาม การลดลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนได้คลี่คลายลงแล้ว เนื่องจากครัวเรือนจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดด้านรายได้ ภาระชำระหนี้สูง และเงินสดคงเหลือไม่เพียงพอรองรับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

ข้อมูลล่าสุด ณ ไตรมาส 2/2569 พบว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงมาอยู่ที่ 85.2% จาก 86.0% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 16.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนว่ากระบวนการลดภาระหนี้ของครัวเรือนยังดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบหนี้ครัวเรือนกับรายได้พึงจับจ่ายใช้สอย (Disposable Income) พบว่า ตั้งแต่ปี 2566 หนี้ครัวเรือนยังมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 1.5 เท่าของรายได้ แม้ลดลงจากช่วงโควิด-19 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.6 เท่า แต่ยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ระหว่างปี 2560-2562 ที่เฉลี่ยประมาณ 1.4 เท่า

แสดงให้เห็นว่าภาระหนี้เมื่อเทียบกับฐานรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และเป็นข้อจำกัดต่อการใช้จ่ายและการก่อหนี้ใหม่ของครัวเรือน

หนี้โตต่ำ สะท้อนกำลังซื้อและความสามารถกู้ที่แตกต่างกัน

แม้หนี้ครัวเรือนโดยรวมกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา แต่สินเชื่อแต่ละประเภทมีทิศทางแตกต่างกันอย่างชัดเจน หรือมีลักษณะการเติบโตแบบ K-shaped โดยสินเชื่อบางกลุ่มยังขยายตัว ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อไม่มีหลักประกันหลายประเภท ยังคงหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน

ครัวเรือนรายได้ปานกลางขึ้นไป โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ยังมีการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านมือสองและอาคารชุด ขณะที่ครัวเรือนบางส่วนใช้บ้านหรือสินทรัพย์เป็นหลักประกันเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงเข้าถึงแหล่งเงินกู้เฉพาะ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์และโรงรับจำนำ

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ความสามารถในการก่อหนี้ของครัวเรือนไทยไม่ได้ฟื้นตัวอย่างทั่วถึง กลุ่มที่มีรายได้สม่ำเสมอ มีภาระหนี้เดิมไม่สูง หรือมีสินทรัพย์ค้ำประกัน ยังมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้มากกว่า ขณะที่ครัวเรือนรายได้อ่อนแอหรือมีภาระหนี้สูงเมื่อเทียบกับรายได้ อาจเผชิญข้อจำกัดในการขอสินเชื่อใหม่ โดยเฉพาะสินเชื่อวงเงินสูงอย่างสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

ครัวเรือนรายได้น้อยแบกหนี้สูง DSR พุ่ง 40.1%

ผลวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครัวเรือนไทยที่มีหนี้คงค้างมีประมาณ 10.4 ล้านครัวเรือน หรือ 42.1% ของครัวเรือนทั้งหมด ในจำนวนนี้มีประมาณ 9.9 ล้านครัวเรือนที่มีภาระชำระหนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยนำมาวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้และสภาพคล่อง

ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนที่มีภาระชำระหนี้มีสัดส่วนภาระชำระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) เฉลี่ย 26.3% ขณะที่ประมาณ 15.3% มี DSR สูงกว่า 40% สะท้อนว่าครัวเรือนกลุ่มนี้มีข้อจำกัดในการก่อหนี้เพิ่มเติม เพราะต้องนำรายได้ส่วนใหญ่ไปชำระภาระหนี้เดิม

เมื่อจำแนกตามระดับรายได้ พบว่า ครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนมี DSR เฉลี่ยสูงถึง 40.1% สูงกว่ากลุ่มรายได้อื่นที่มี DSR เฉลี่ยประมาณ 22-24% และในกลุ่มรายได้น้อยดังกล่าว มีครัวเรือนถึง 23.4% ที่มี DSR สูงกว่า 40% ทำให้ต้องจัดสรรรายได้ในสัดส่วนสูงเพื่อชำระหนี้ในแต่ละเดือน

ขณะเดียวกัน ปัญหาสภาพคล่องยังสะท้อนผ่านส่วนต่างระหว่างรายได้และรายจ่ายที่เป็นตัวเงิน หรือ Cash Margin โดยพบว่า 23.8% ของครัวเรือนที่มีภาระชำระหนี้มี Cash Margin ติดลบ หมายถึงมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ที่เป็นตัวเงิน จึงต้องพึ่งพาเงินออม ลดรายจ่าย หารายได้เพิ่มเติม หรือหาแหล่งเงินทุนอื่นมาชดเชยส่วนที่ขาด

ปัญหาดังกล่าวรุนแรงที่สุดในกลุ่มรายได้น้อย โดยครัวเรือนที่มีภาระหนี้และรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน มีสัดส่วน Cash Margin ติดลบสูงถึง 48.8% ส่วนกลุ่มรายได้มากกว่า 15,000-30,000 บาท อยู่ที่ 25.0% และลดลงเหลือ 7.1% ในกลุ่มรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน สะท้อนว่าครัวเรือนรายได้น้อยต้องเผชิญทั้งภาระชำระหนี้สูงและเงินสดเหลือใช้จำกัดพร้อมกัน

เตือนน้ำท่วม-รายจ่ายพุ่ง เสี่ยงเงินสดติดลบเพิ่ม 1.2 ล้านครัวเรือน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเพิ่มเติมว่า ความเปราะบางทางการเงินไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้น้อย แต่ยังอาจขยายไปสู่กลุ่มรายได้ปานกลาง หากต้องเผชิญรายจ่ายไม่คาดคิด เช่น ค่าซ่อมแซมบ้านและทรัพย์สินจากสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ในช่วงที่รายได้ยังฟื้นตัวได้จำกัด

จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) โดยสมมติให้รายจ่ายที่เป็นตัวเงินของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 10% ขณะที่รายได้และปัจจัยอื่นคงเดิม พบว่า สัดส่วนครัวเรือนที่มีภาระชำระหนี้และมี Cash Margin ติดลบจะเพิ่มจาก 23.8% เป็น 36.0% หรือมีครัวเรือนอีกประมาณ 1.2 ล้านครัวเรือนที่อาจเปลี่ยนจากสถานะมีรายได้เพียงพอกับรายจ่ายไปสู่ภาวะเงินสดติดลบ

ที่น่าสังเกตคือ ประมาณ 73% ของครัวเรือนที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือราว 880,000 ครัวเรือน เป็นกลุ่มที่มีรายได้ 15,000-50,000 บาทต่อเดือน แสดงให้เห็นว่า แม้ครัวเรือนรายได้ปานกลางจะมีฐานะทางการเงินดีกว่ากลุ่มรายได้น้อยโดยเฉลี่ย แต่ก็ยังมีบางส่วนที่มีเงินเหลือรองรับเหตุฉุกเฉินไม่มากนัก

หากรายจ่ายเพิ่มขึ้น 20% ผลการจำลองพบว่า อาจมีครัวเรือนที่ Cash Margin พลิกเป็นติดลบเพิ่มเติมถึงประมาณ 2.5 ล้านครัวเรือน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากการจำลองสถานการณ์ ไม่ใช่การคาดการณ์ว่ารายจ่ายของครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นจริงในระดับดังกล่าว แต่สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสามารถขยายวงได้รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบรายได้และรายจ่ายพร้อมกัน

หนี้ต่อจีดีพีลด ไม่เท่ากับฐานะการเงินครัวเรือนฟื้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงมาอยู่ที่ 84.0% ณ สิ้นปี 2569 เป็นพัฒนาการที่ดีในภาพรวม แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าฐานะการเงินของครัวเรือนฟื้นตัว เพราะหนี้ที่เติบโตต่ำส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดในการก่อหนี้ใหม่ ทั้งจากรายได้และกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ รวมถึงความระมัดระวังของสถาบันการเงินต่อความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อ

การลดหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจึงต้องพิจารณามากกว่ายอดหนี้หรือสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี แต่ต้องเห็นการฟื้นตัวของรายได้ ความสามารถในการชำระหนี้ และความสามารถในการรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดควบคู่กัน หากรายได้ยังฟื้นตัวช้า

ขณะที่กระแสเงินสดของครัวเรือนยังตึงตัว ภาระหนี้เดิมก็จะยังจำกัดกำลังซื้อและเป็นแรงกดดันต่อการบริโภคภาคครัวเรือนและเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...