โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘หนู’ยังไม่รับรอง 4กม.รื้อภาษีบาป 491องค์กรบี้ถอน

ไทยโพสต์

อัพเดต 28 ตุลาคม 2569 เวลา 4.06 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

[caption id="attachment_1096130" align="alignnone" width="1920"]

Screenshot[/caption]

“อนุทิน” แจงกำลังพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ. 4 ฉบับที่รับเงินอุดหนุนจากภาษีบาป “ปกรณ์” ชี้แม้เสนอโดยพรรคการเมือง แต่นายกฯ ต้องเห็นชอบ เหตุเป็นกฎหมายการเงินวอนให้มองในเชิงหลัก กม. ม็อบ "491 องค์กร" บุกทำเนียบฯ จี้นายกฯ ถอนร่าง 4 ฉบับ หวั่นการเมืองแทรกแซง ทุนใหญ่ได้ประโยชน์เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญร่วมศึกษาการปฏิรูปทั้ง 4 องค์กร

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 27 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการเซ็นรับรองร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 4 ฉบับ ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีบาปว่ายัง ขณะนี้กำลังพิจารณาอยู่ ผู้สื่อข่าวถามว่าขั้นตอนถึงตอนไหน นายอนุทินกล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่

เมื่อถามว่าการพิจารณาดังกล่าวเป็นของหน่วยงานหรือตัวนายกฯ นายอนุทินกล่าวว่า ก็เป็นขั้นตอน เมื่อถามว่าเรื่องนี้ต้องดำเนินการไปตามที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ที่ระบุว่าต้องทำกฎหมายนำภาษีบาปกลับเข้าสู่งบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง นายอนุทินกล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่ เมื่อถามว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า พิจารณาอยู่

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงร่างแก้ไข พ.ร.บ. 4 ฉบับ ว่า เป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นร่างกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ส่วนรัฐบาลจะทำร่างประกบหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่มี

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมที่มาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับที่จะเดินทางมาชุมนุมบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ได้นัดหมายกับตัวแทนรัฐบาลแล้วหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวติดตลกว่า ต้องนัดหมายกับนายศุภชัย ยืนยันว่าที่เสนอเป็นร่างของพรรคภูมิใจไทยโดยนายศุภชัย

"4 ร่าง พ.ร.บ.นี้เป็นร่างกฎหมายการเงิน จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกฯ ต้องส่งมาให้นายกฯ เซ็นรับรอง ยังไม่ทราบว่าส่งมาแล้วหรือยัง และเข้าใจว่ากระบวนการอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ถ้าเสร็จแล้วสภาฯ คงจะส่งมาให้นายกฯ พิจารณารับรอง ส่วนจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนายกฯ"

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายมีข้อเสนอแนะอะไรหรือไม่ เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับนี้ ถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์และกดดันและจะขยายเป็นความขัดแย้ง นายปกรณ์กล่าวว่า เอาว่าเป็นเรื่องกฎหมายดีกว่า อย่ามองเป็นเรื่องกระแสสังคม ก็ว่ากันไปตามหลัก ดีเบตกันได้ เป็นเรื่องปกติ

วันเดียวกัน ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) และภาคีเครือข่าย 491 องค์กร ประมาณ 700 คน พร้อมรถเครื่องขยายเสียงจัดกิจกรรมบริเวณเกาะกลางถนนด้านหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) ก่อนเคลื่อนขบวนเดินเท้าไปยังประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายธีรภัทร์ คหะวงศ์ เลขานุการ ขสช. และนายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานกรรมการบริหารขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เป็นแกนนำ

โดยแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ ที่ทำให้กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งประเทศไทย เปลี่ยนจากระบบจัดสรรรายได้ภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเป็นการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ดังนี้ 1.เป็นการกินรวบงบประมาณที่เป็นของประชาชนโดยตรง ทำลายระบบงบประมาณเพื่อการเฉพาะ แม้แต่ นพ.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ยังได้มีจดหมายเปิดผนึกส่งถึงนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุล ขอให้ทบทวน

2.ขาดการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน และขัดแย้งกับกฎหมายที่คุ้มครอง แม้ว่าจะอ้างเป็นนโยบายรัฐบาลที่แถลงผ่านรัฐสภา แต่เป็นนโยบายที่ขาดการศึกษาผลกระทบ ข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน 3.เอื้อประโยชน์ให้ภาคธุรกิจ และทำลายกระบวนการทางสังคม จากรายงานที่น่าเชื่อถือที่เปิดโปงเบื้องหลังธุรกิจยาสูบพบว่า ธุรกิจยาสูบมีแผนที่จะทำลายระบบงบประมาณจัดสรรเฉพาะของภาษีสรรพสามิตแอลกอฮอล์และยาสูบในประเทศต่างๆ การยกเลิกนโยบายนี้ ผู้ได้ประโยชน์คือภาคธุรกิจที่อาจไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี และยังได้ทำลายกระบวนการทางสังคมที่เข้มแข็งที่จะต่อต้านการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์และยาสูบ รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหาร ยาและอื่นๆ

4.เปิดช่องให้การเมืองแทรกแซง และนำไปสู่การยุบเลิกในที่สุด เป็นที่รับรู้กันดีเมื่อเข้าระบบงบรายจ่ายประจำปี โดยกลไกรัฐและการเมืองจะมีช่องแทรกแซงการใช้งบประมาณ และเมื่อเข้าสู่ระบบงบประมาณของรัฐสภามีแต่จะสั่งตัดงบ หรือปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณเพื่อตนเองได้ทันที

5.ผลการรับฟังความคิดเห็นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ผลการรับฟังความคิดเห็นการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับ ระหว่างวันที่ 30 กันยายน ถึง 14 ตุลาคม 2569 ปรากฏชัดว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเป็นเสียงส่วนใหญ่ดังนี้ 1.ร่าง พ.ร.บ. สสส.: ไม่เห็นด้วยร้อยละ 89.47 2.ร่าง พ.ร.บ.กองทุนผู้สูงอายุ: ไม่เห็นด้วยร้อยละ 73.12 3.ร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส: ไม่เห็นด้วยร้อยละ 72.42 4.ร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาการกีฬา: ไม่เห็นด้วยร้อยละ 67.88

"จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดตามสิทธิ์ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เสียงทั้งหมดเหล่านี้ยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับ ทั้ง 5 ข้อเหตุผลดังกล่าว หากมีความจริงใจ และเห็นคุณค่าของระบบงบประมาณเพื่อการเฉพาะ ขอให้ถอนร่างทั้ง 4 ออกจากการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ลงนามรับรองร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ โดยควรใช้กลไกของสภาฯ เพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญที่มาจากทุกพรรคการเมือง และมีตัวแทนภาคประชาสังคม เพื่อศึกษาการปฏิรูปการดำเนินงานของทั้ง 4 องค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น" ภาคีเครือข่าย 491 องค์กรระบุ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...