กรมศุลฯ ชงพาณิชย์ห้ามนำเข้า “เศษโลหะ-เศษยาง” ปิดช่องสวมรอยลักลอบนำเข้าขยะพิษ
กรมศุลกากรส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงกรมการค้าต่างประเทศ เสนอออกมาตรการห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง เพื่อแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่แฝงมากับสินค้า ป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจพบสถานประกอบการและสถานที่เก็บกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมายในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของสารเคมี มลพิษทางอากาศ และกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างน่าเป็นห่วง กรมศุลกากรจึงได้เสนอให้กำหนดให้เศษโลหะและเศษยางเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร
ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2563 กระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว แต่ยังพบผู้กระทำผิดอาศัยช่องว่างสวมรอยนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง
โดยการสำแดงประเภทสินค้าเป็นเท็จ หรือซุกซ่อนขยะพิษปะปนมากับวัตถุดิบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเปิดตรวจตู้คอนเทนเนอร์ได้ทุกตู้ เนื่องจากอาจกระทบต่อต้นทุนและระยะเวลาในการตรวจปล่อยสินค้าของภาคอุตสาหกรรม
สำหรับสถิติการนำเข้าช่วงเดือนมกราคม ถึง กันยายน 2569 ประเทศไทยนำเข้าเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษทองแดง รวมมูลค่าสูงถึง 71,193 ล้านบาท ปริมาณรวมไม่น้อยกว่า 2.76 ล้านตัน (เฉลี่ย 14,600 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือน)
โดยเศษเหล็กมีการนำเข้าสูงสุดถึง 2.12 ล้านตัน สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณการนำเข้าวัตถุดิบกลุ่มนี้อยู่ในระดับสูง และจำเป็นต้องยกระดับมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด
ขณะที่ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรสามารถจับกุมของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้รวม 10.29 ล้านกิโลกรัม และผลักดันส่งกลับประเทศต้นทางแล้ว 5.29 ล้านกิโลกรัม
ทางกรมฯ จึงเห็นว่าการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องแก้ปัญหาที่ต้นทางด้วยการทบทวนมาตรการอนุญาตนำเข้า
ข้อเสนอของกรมศุลกากร คือการออกประกาศห้ามนำเข้าเศษโลหะ (พิกัดศุลกากร 72.04, 74.04 และ 76.02) รวมถึงเศษยาง (พิกัด 40.04) โดยใช้แนวทางเดียวกับมาตรการควบคุมเศษพลาสติก
พร้อมกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 6-12 เดือน เพื่อประเมินผลกระทบและให้เวลาภาคอุตสาหกรรมเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะโรงงานหลอมและแปรรูปโลหะในประเทศจำนวน 41 รายที่ยังจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบนำเข้า
ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ได้เสนอเงื่อนไขการนำเข้าที่เข้มงวด ดังนี้
* จำกัดสิทธิ์เฉพาะโรงงาน: อนุญาตให้เฉพาะผู้ประกอบกิจการโรงงานที่ใช้วัตถุดิบในกระบวนการผลิตจริงเท่านั้น ไม่อนุญาตให้พ่อค้าคนกลางนำเข้า
* ประเมินความต้องการ: ต้องมีการประเมินความเพียงพอของวัตถุดิบภายในประเทศก่อนอนุญาตให้นำเข้า
* สำรวจเอกสารและรับผิดชอบค่าใช้จ่าย: ผู้นำเข้าต้องจัดทำใบรับรองการตรวจสอบสินค้าก่อนส่งออกทุกครั้ง และหากตรวจพบซากอิเล็กทรอนิกส์หรือขยะพิษปะปนมา ผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้ากลับประเทศต้นทางทันที
นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้จัดตั้งกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมศุลกากร, กรมการค้าต่างประเทศ, กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม
เพื่อติดตามการนำเข้าอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังการเลี่ยงพิกัดศุลกากร และปิดช่องโหว่การสำแดงเท็จอย่างยั่งยืน โดยมุ่งคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กรมศุลกากร ยกระดับคุมเข้มสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ผนึกกำลัง ศพร. ปกป้องเกษตรกรไทย