"ธิษะณา" สวน "พรรคประชาชน" อย่าต้านรวบอำนาจ เฉพาะตอนตัวเองเสียประโยชน์
วันที่ 6 พ.ย.2569 น.ส. ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความระบุว่า
" ประชาธิปไตยไม่ใช่หลักการที่หยิบมาใช้เฉพาะเวลาตัวเองเสียประโยชน์ แต่พอมีอำนาจเสียเองกลับทำทุกอย่างที่เคยกล่าวหาคนอื่น! ดิฉันไม่เห็นด้วยกับแนวทางของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่อาจส่งผลให้การทำงานของประธานคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะถูกจำกัดจนขาดความคล่องตัว เพราะกลไกกรรมาธิการเป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ไม่ใช่เครื่องมือที่ประธานสภาจะใช้ควบคุมตามความพอใจ แน่นอนว่าประธานกรรมาธิการไม่ควรมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข้อบังคับ และมติขององค์คณะ แต่การกำหนดกติกาที่อาจทำให้เสียงข้างมากสามารถขัดขวางกระบวนการตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ก็เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามเช่นกัน แต่สิ่งที่ดิฉันอดสงสัยไม่ได้ก็คือ ทำไมพรรคประชาชนจึงออกมาประณามการรวบอำนาจในสภาผู้แทนราษฎรอย่างรุนแรง ทั้งที่พฤติกรรมการใช้เสียงข้างมากในสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประธานสภามาจากพรรคของตัวเอง ก็กำลังถูกตั้งคำถามในลักษณะเดียวกัน? กรณีสภากรุงเทพมหานคร ภายใต้การนำของนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย จากพรรคประชาชน มีการจัดสรรตำแหน่งประธานคณะกรรมการสามัญให้พรรคประชาชนถึง 7 คณะ จากทั้งหมด 13 คณะ โดยครอบครองคณะกรรมการสำคัญหลายชุด ทั้งด้านงบประมาณ การโยธาและผังเมือง และการสาธารณสุข อีกทั้งยังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดสรรสัดส่วนกรรมการและการให้พรรคตนเองเลือกคณะกรรมการสำคัญก่อนพรรคอื่น ดิฉันจึงอยากถามว่า การรวมศูนย์อำนาจเป็นปัญหาเฉพาะเวลาที่พรรคอื่นเป็นผู้กระทำหรือคะ? แต่เมื่อพรรคตัวเองได้ครองตำแหน่งประธานสภาและกุมกลไกสำคัญของคณะกรรมการ กลับเรียกสิ่งเดียวกันว่าเป็นความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง? การมีเสียงมากไม่ได้หมายความว่ามีสิทธิผูกขาดทุกกลไกตรวจสอบ การชนะการเลือกตั้งไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองใดมีความเป็นเจ้าของสภา และการได้ตำแหน่งประธานก็ไม่ได้หมายความว่าสภาแห่งนั้นกลายเป็นสมบัติส่วนตัวของพรรค ดิฉันไม่ได้กำลังปกป้องการใช้อำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎร และก็ไม่ได้กล่าวว่าทั้งสองกรณีมีกฎหมายหรือข้อเท็จจริงเหมือนกันทุกประการ แต่กำลังตั้งคำถามถึง มาตรฐานทางการเมืองของคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยจากผู้อื่น แต่กลับไม่ยอมให้หลักการเดียวกันย้อนกลับมาตรวจสอบตัวเอง สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดไม่ใช่การที่นักการเมืองมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่คือการที่นักการเมืองบางกลุ่มนำหลักการประชาธิปไตยมาใช้เป็นอาวุธโจมตีฝ่ายตรงข้าม ขณะที่ไม่กล้าตั้งคำถามกับการใช้อำนาจของพวกพ้องตัวเอง ถ้าจะต่อต้านการรวบอำนาจ ก็ต้องต่อต้านทุกกรณี ไม่ใช่เลือกต่อต้านเฉพาะอำนาจที่ตัวเองไม่ได้ครอบครอง ประชาธิปไตยไม่ใช่การเปลี่ยนจากคนอื่นผูกขาดอำนาจ มาเป็นพรรคตัวเองผูกขาดอำนาจแทน และถ้าคิดว่าการรวบอำนาจเป็นสิ่งที่ผิด ดิฉันก็อยากเห็นความกล้าหาญในการตรวจสอบคนในพรรคตัวเองให้จริงจังเท่ากับเวลาตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม เพราะถ้าประชาธิปไตยของคุณมีไว้เพียงเพื่อให้พรรคตัวเองได้อำนาจ แต่ไม่มีไว้จำกัดอำนาจของพรรคตัวเอง สิ่งที่คุณกำลังปกป้องอาจไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเพียงผลประโยชน์ทางการเมืองที่ห่อหุ้มด้วยวาทกรรมสวยหรูเท่านั้น! #ก่อนจะเล่นเกมการเมืองที่ควรส่องกระจกชะโงกดูเงาตนเองด้วย