“ธนพันธุ์” จี้ “ไตรรัตน์” แจง 3 ปมเอื้อ “หมอสรณ” นัดส่งคำชี้แจง 10 พ.ย.นี้
“ธนพันธุ์” จี้ “ไตรรัตน์” แจง 3 ปมร้อน เอื้อ “หมอสรณ” ทั้งจ่ายค่าตอบแทน-จัดประชุม-อ้างสถานะประธาน ซัดสำนักงานไม่เคารพยำเกรงกฎหมาย ตั้งคำถามใช้อำนาจอะไรขวางกรรมการ 6 คน นัดส่งคำชี้แจงภายใน 10 พ.ย.นี้
วันที่ 3 พ.ย.2569 พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทำบันทึกข้อความเรื่อง ถึงเลขาธิการ กสทช. ขอให้ชี้แจง 3 ประเด็นเกี่ยวกับการสนับสนุนและจ่ายค่าตอบแทนแก่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ การจัดประชุมในวันเดียวกับกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คน และการกล่าวอ้างเรื่องสถานะประธาน กสทช. โดยกำหนดให้ชี้แจงภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569
หนังสือดังกล่าวระบุถึงบันทึกด่วนที่สุดของสำนักงาน กสทช. ที่ สทช 2001.1/2883 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ขอเชิญประชุม กสทช. โดยยังคงแจ้งว่าประธาน กสทช. คือ ศ.คลินิก นพ.สรณ เป็นผู้กำหนดให้มีการประชุม ทั้งที่สำนักงานได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 1555/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1540/2569 รวมถึงผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยและคำพิพากษาดังกล่าวเป็นอย่างดีแล้ว
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ระบุในหนังสือว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาและคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าว ส่งผลให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัวและมีผลทันที โดยไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้นับแต่วันที่รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง และไม่อาจอ้างการมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งได้ ตามมาตรา 20 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
หนังสือยกข้อความตามบทบัญญัติดังกล่าวว่า “มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง พระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี”
พร้อมอธิบายว่า การที่กฎหมายกำหนดให้พระบรมราชโองการมีผล “ย้อนหลัง” ไป ณ วันที่เกิดเหตุ แสดงว่าในทางกฎหมายบุคคลนั้นได้สิ้นสภาพแล้ว และไม่อาจมีความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุตามวรรคหนึ่ง ส่วนการที่ นพ.สรณ นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง อีกทั้งศาลปกครองก็มิได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเช่นกัน
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ยังระบุว่า การที่สำนักงาน กสทช. ยังคงมีบันทึกข้อความเชิญประชุม โดยแจ้งว่า นพ.สรณ ในฐานะประธาน กสทช. เป็นผู้กำหนดให้มีการประชุม หรือยังดำเนินการต่าง ๆ โดยอ้างอำนาจของ นพ.สรณ เป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการสรรหาและคำพิพากษาศาลปกครอง โดยใช้ถ้อยคำในหนังสือว่า “อันเป็นการไม่เคารพและยำเกรงต่อกฎหมาย” และระบุว่าการกระทำดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน พร้อมชี้แจงรายละเอียดทั้ง 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก เรื่องการจ่ายค่าตอบแทนแก่ นพ.สรณ หนังสือกล่าวถึงการที่สำนักงาน กสทช. อ้างเรื่องการจ่ายค่าตอบแทน โดยยังคงสนับสนุน จ่ายค่าตอบแทน และอำนวยความสะดวกแก่ นพ.สรณ ในฐานะประธาน กสทช. เนื่องจากปัจจุบัน นพ.สรณ ยังคงแสดงตนและปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช.
ทั้งนี้ หนังสือระบุว่า สำนักงานได้รับทราบคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการสรรหาและคำพิพากษาศาลปกครองแล้ว และรู้ดีว่า นพ.สรณ ก็รับทราบแล้วเช่นกัน จึงขอให้ชี้แจงว่า “การกระทำของสำนักงาน กสทช. ในลักษณะนี้เป็นไปตามกฎหมายใด”
ประเด็นที่สอง เรื่องการจัดประชุม กสทช. หนังสือตั้งคำถามว่า เหตุใดสำนักงานจึงจัดประชุมโดยอ้างว่า นพ.สรณ ในฐานะประธาน กสทช. เป็นผู้กำหนดให้มีการประชุม โดยจัดขึ้นในวันเดียวกับกำหนดการประชุมของกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คน ส่งผลให้สำนักงานมีเหตุอ้างว่าต้องดูแลการประชุมที่ นพ.สรณ กำหนดขึ้น และไม่สามารถสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการทั้ง 6 คนได้ ทั้งที่สำนักงานรู้เหตุตามประเด็นแรกเป็นอย่างดีแล้ว
หนังสือระบุถึงบทบาทของสำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานของรัฐเพียงหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของ กสทช. และสนับสนุนการกำกับดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติ พร้อมตั้งคำถามว่า สำนักงานรู้หรือไม่ว่าการกระทำของ นพ.สรณ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากรู้ ได้ทักท้วงถึงพฤติกรรมดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามว่า เหตุใดสำนักงานจึงมีแนวทางปฏิบัติ “เสมือนเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเห็นชอบแก้ต่างให้กับ นพ.สรณฯ” และการกระทำดังกล่าวมีเหตุจูงใจเพื่อประโยชน์อันใด รวมถึงเหตุใดจึงไม่ให้คณะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ทั้งคณะประชุมเพื่อมีมติต่อการดำเนินการเกี่ยวกับสถานะของ นพ.สรณ โดยถามว่า “สำนักงาน กสทช. ใช้อำนาจอะไรในการตัดสินใจแทน”
ประเด็นที่สาม เรื่องคำสั่งศาลปกครองสูงสุด หนังสืออ้างถึงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวสารสาธารณะว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องว่า ได้รับทราบเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 952/2569 จากบุคคลใดหรือแหล่งใด และได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวไปยังสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ รวมทั้งสื่ออื่น ๆ รายใดบ้าง จึงขอให้สำนักงานชี้แจงประเด็นตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้ทราบด้วย
หนังสือยังกล่าวถึงคำสั่งศาลปกครอง หมายเลข ล.3/2569 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2569 พร้อมตั้งคำถามถึงการกล่าวอ้างว่า “รอพระบรมราชโองการ” กับ “คดียังไม่เป็นที่สิ้นสุด” ว่าสำนักงาน กสทช. คิดว่าแนวทางดังกล่าวขัดหรือละเมิดคำสั่งต่าง ๆ ที่ศาลปกครองได้ชี้ไว้หรือไม่ หากไม่ขัดหรือละเมิด ใช้หลักกฎหมายอะไร และสำนักงานยังคงยืนยันการกล่าวอ้างดังกล่าวเพื่อส่งผลให้ นพ.สรณ ยังอยู่ในสถานะประธาน กสทช. อีกหรือไม่