กรมที่ดิน จับมือ MEA–PEA ลุย Solar Rooftop นำร่อง 100 สำนักงานที่ดิน สู่ “Green Government”
กรมที่ดินร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจกับการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop ในสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดงานและมอบนโยบาย
นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวว่าสำหรับกรมที่ดิน ความร่วมมือในวันนี้ มีความหมายมากกว่าการติดตั้ง Solar Rooftop เพราะนอกจากจะเป็นการดำเนินงานที่สอดรับกับการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงมหาดไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบ “ACTION 5 PLUS” ซึ่งเป็นกรอบการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่มุ่งบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลายมิติ รวมถึงมิติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การใช้ทรัพยากรภาครัฐอย่างคุ้มค่า และการร่วมขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero แล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ การเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารงานสำนักงานที่ดิน โดยนำภารกิจด้านการให้บริการประชาชน มาผนวกเข้ากับการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
ปัจจุบัน กรมที่ดินมีสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ จำนวน 462 สำนักงาน ครอบคลุม 77 จังหวัด ซึ่งทุกแห่งเป็นสถานที่ให้บริการประชาชน และเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีการใช้พลังงาน (ไฟฟ้า) ในการดำเนินงานในทุกวัน ดังนั้น การบริหารจัดการด้านพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดค่าใช้จ่าย แต่เป็นอีกส่วนหนึ่งของการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และการใช้ทรัพยากรของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น สิ่งที่ต้องคิดต่อไป ไม่ใช่เพียงว่า “จะติดตั้ง Solar Rooftop ที่ไหน” แต่คือ “เราจะบริหารสำนักงานที่ดินให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดได้อย่างไร” การลงนาม MOU ในวันนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิธีคิดจากการ “ใช้พลังงาน” ไปสู่การ “บริหารจัดการพลังงาน” อย่างเป็นระบบ หลังจากนี้ กรมที่ดินจะร่วมกับ MEA และ PEA สำรวจและประเมินศักยภาพของสำนักงานที่ดินแต่ละแห่ง ทั้งในด้านพื้นที่ ความเหมาะสมทางเทคนิค และความคุ้มค่าเพื่อจัดลำดับความพร้อม โดยตั้งเป้าคัดเลือกสำนักงานที่ดินนำร่องกลุ่มแรกจำนวน 100 แห่ง ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2570 ก่อนขยายผลไปยังสำนักงานอื่น ๆ ทั่วประเทศตามลำดับความพร้อมในระยะต่อไปและสิ่งสำคัญ คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า การลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะเมื่อมีข้อมูลและตัวเลขที่ชัดเจน จะสามารถรู้ได้ว่าการลงทุนหนึ่งครั้งสามารถสร้างประโยชน์ให้กับภาครัฐได้มากน้อยเพียงใด และสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการขยายผลไปยังสำนักงานที่ดินแห่งอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวต่อไปว่า ในระยะต่อไป สำนักงานที่ดินจะไม่ได้เป็นเพียง “สถานที่ให้บริการประชาชน” ที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่เป็น “สำนักงานที่ดินสีเขียว” ที่สะท้อนให้ประชาชนเห็นว่า ภาครัฐเองก็สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่าย และร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม และหากสามารถทำให้เกิดผลสำเร็จได้จริงในสำนักงานที่ดินแห่งหนึ่ง ก็สามารถนำบทเรียนและข้อมูลที่ได้ไปขยายผลในสำนักงานที่ดินแห่งอื่น ๆ ทั่วประเทศ จาก หนึ่งสำนักงาน สู่หลายสำนักงาน และจากหลายสำนักงาน สู่การเปลี่ยนแปลงในระดับกรม ความร่วมมือระหว่างกรมที่ดิน MEA และ PEA ในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการยกระดับหน่วยงานภาครัฐไปสู่การเป็น “Green Government”และที่สำคัญที่สุด คือ เป็นการแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ดี ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่เสมอไป แต่เริ่มได้จากการที่หน่วยงานของรัฐเลือกใช้ทรัพยากรทุกอย่างอย่างรู้คุณค่า และลงมือทำตั้งแต่วันนี้ กรมที่ดินพร้อมที่จะร่วมมือกับ MEA และ PEA เดินหน้าจากการลงนามในวันนี้ ไปสู่การปฏิบัติ และจากการปฏิบัติ ไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนและประเทศสามารถเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม