โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดหน้าตากะเพรา “ซีพีแรม” พันธุ์ “แก้วจุรี 01-04” สรุปปลูก-ขายได้ไหม?

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปิดหน้าตากะเพรา “ซีพีแรม” พันธุ์ “แก้วจุรี 01-04” ลักษณะอย่างไร? สรุปปลูก-ขายได้ไหม?

กะเพราที่ปลูกไว้ข้างบ้านยังเด็ดใบมาผัดกินได้หรือไม่ ถ้าเก็บใบขายจะมีปัญหาหรือเปล่า แล้วการเพาะต้นกล้าออกขายต่างกันอย่างไร คำถามเหล่านี้ตามมาจากกรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด จดทะเบียนกะเพรา “แก้วจุรี” 4 พันธุ์ จนทำให้เรื่องใกล้ตัวอย่างผักสวนครัวเชื่อมโยงกับสิทธิในพันธุ์พืชและการใช้ประโยชน์เชิงการค้า

ปัจจุบัน กะเพราทั้งสี่พันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี01 แก้วจุรี02 แก้วจุรี03 และแก้วจุรี04 ได้รับการจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่แล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากกะเพราพื้นเมืองรหัส CPR1 ซึ่งนำมาพัฒนาต่อด้วยเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อร่วมกับการชักนำให้จำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้ขนาดใบและกลิ่นตามเป้าหมายของการปรับปรุงพันธุ์

สำหรับคนปลูกกะเพราไว้กินเอง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าประชาชนทั่วไปยังปลูกกะเพราะทุกสายพันธุ์ รวมถึง 4 สายพันธุ์ดังกล่าวเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ นอกจากนี้ การเก็บใบขายหรือนำไปทำอาหารขาย โดยไม่ได้มุ่งใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ ก็มีข้อยกเว้นตามกฎหมายเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากนำพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อผลิตเมล็ด ต้นกล้า หรือกิ่งพันธุ์ขึ้นใหม่สำหรับขาย โดยหลักต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิก่อน หลักการนี้คล้ายกับกรณียาที่ได้รับความคุ้มครองด้วยสิทธิบัตร ซึ่งโดยทั่วไปผู้อื่นไม่สามารถนำไปผลิตขายแข่งโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงที่สิทธิบัตรยังมีผลคุ้มครอง

ปลูกกิน เก็บใบขาย และเพาะพันธุ์ขาย ต่างกันตรงไหน

การทำความเข้าใจเรื่องนี้ต้องเริ่มจากคำว่า “ส่วนขยายพันธุ์” ซึ่งหมายถึงพืชหรือส่วนของพืชที่สามารถทำให้เกิดต้นใหม่ได้ด้วยวิธีปกติทางเกษตรกรรม เช่น เมล็ด ต้นกล้า หรือกิ่งที่ใช้ขยายพันธุ์พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาตรา 33 ให้ผู้ทรงสิทธิมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์พืชใหม่ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับการใช้ประโยชน์บางลักษณะ

หากปลูกไว้กินเองในครัวเรือน เมื่อได้ต้นพันธุ์มาโดยชอบและไม่ได้ปลูกเพื่อการค้า การปลูกเพื่อบริโภคเองเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 33 วรรคสอง (5) จึงสามารถปลูกไว้เก็บใบทำอาหารรับประทานเองได้

หากปลูกเพื่อเก็บใบขายหรือนำไปทำอาหารขาย ต้องดูว่าใช้ผลผลิตเพื่ออะไร การขายใบให้ผู้ซื้อนำไปประกอบอาหาร หรือใช้กะเพราเป็นวัตถุดิบทำอาหารขาย โดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ โดยหลักเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 33 วรรคสอง (1) ประเด็นจึงไม่ได้อยู่เพียงว่ามีรายได้จากกะเพราหรือไม่ แต่รวมถึงสิ่งที่ขายและวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้

หากผลิตเมล็ดหรือต้นพันธุ์ขึ้นใหม่เพื่อขาย เช่น เพาะต้นกล้าของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองออกจำหน่ายให้ผู้อื่นนำไปปลูกต่อ กิจกรรมนี้เกี่ยวข้องกับส่วนขยายพันธุ์โดยตรง หากไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิก่อน การซื้อมาเพื่อบริโภคจึงไม่ได้ให้สิทธิผลิตพันธุ์ขึ้นใหม่เพื่อขายโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม การผลิตส่วนขยายพันธุ์ขึ้นใหม่เพื่อขายยังต้องแยกจากการขายต่อส่วนขยายพันธุ์ที่ผู้ทรงสิทธิหรือผู้ได้รับความยินยอมนำออกจำหน่ายแล้ว เพราะกรณีหลังมีข้อยกเว้นตามมาตรา 33 วรรคสอง (6) การพิจารณาว่าทำได้หรือไม่จึงต้องดูทั้งที่มาของพันธุ์และลักษณะกิจกรรม

สิทธิของซีพีแรมในกรณีนี้ครอบคลุมพันธุ์ใหม่ที่จดทะเบียนไว้ ไม่ได้ทำให้กะเพราพื้นเมืองหรือพันธุ์ทั่วไปทั้งหมดกลายเป็นสิทธิของบริษัทไปด้วย ผู้ปลูกจึงต้องแยกก่อนว่าเป็นกะเพราพันธุ์ใด และนำไปใช้เพื่อบริโภคหรือเพื่อผลิตส่วนขยายพันธุ์จำหน่าย

จากกะเพราพื้นเมือง สู่การพัฒนาขนาดใบและกลิ่น

ประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ฉบับที่ 174 และ ฉบับที่ 177 ของกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า การพัฒนาแก้วจุรีทั้งสี่พันธุ์เริ่มขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 โดยนำกะเพราพื้นเมือง CPR1 มาปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิธีชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ ใช้สารเคมีเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซมร่วมกับเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

งานเริ่มจากนำเมล็ด CPR1 มาฟอกฆ่าเชื้อ แล้วเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ในสภาพปลอดเชื้อ เมื่อเจริญเติบโตถึงระยะที่เหมาะสม จึงใช้สารเคมีชักนำให้จำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้น จากนั้นตรวจปริมาณดีเอ็นเอด้วยเทคนิค โฟลไซโตมีตรี หรือ Flow cytometry เพื่อคัดเลือกต้นที่มีจำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับพันธุ์ตั้งต้น

ในกระบวนการนี้ CPR1 มีบทบาททั้งเป็นพันธุ์ตั้งต้นที่นำมาปรับปรุง และเป็นพันธุ์ควบคุมสำหรับเปรียบเทียบกับต้นที่ผ่านการพัฒนาแล้ว การคัดเลือกจึงพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของจำนวนชุดโครโมโซมควบคู่กับลักษณะต้นที่ได้

เมื่อถึงเดือนธันวาคม 2563 ต้นที่ผ่านการคัดเลือกถูกย้ายออกจากสภาพเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไปปลูกในโรงเรือนทดลอง และได้ต้นกะเพราที่มีขนาดใบและกลิ่นตามเป้าหมาย ก่อนนำไปทดสอบพันธุ์ระหว่างเดือนเมษายน-กันยายน 2565 ในสองพื้นที่

พื้นที่แรกคือแปลงทดลองของศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อีกแห่งคือแปลงทดลองของซีพีแรม สำนักงานใหญ่ ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี

แก้วจุรีทั้งสี่พันธุ์ เหมือนและต่างกันอย่างไร

ลักษณะที่เหมือนกันของแก้วจุรี01-04 คือ ต้นตั้งตรง ลำต้นสีเขียว ขอบใบหยักปานกลาง กลีบเลี้ยงสีเขียว และกลีบดอกสีขาวแกมเขียว ส่วนที่ต่างกันเด่นชัดคือความสูงของต้นและลักษณะแผ่นใบ

เมื่อเทียบกันภายในกลุ่ม แก้วจุรี01 มีต้นเตี้ยที่สุด แก้วจุรี02 มีใบยาวที่สุด แก้วจุรี03 มีใบกว้างที่สุด และแก้วจุรี04 มีต้นสูงที่สุด แต่มีแผ่นใบสั้นที่สุด จึงไม่มีพันธุ์ใดที่มีค่าความสูง ความยาวใบ และความกว้างใบมากที่สุดพร้อมกันทุกด้าน

แก้วจุรี01: ต้นเตี้ยกว่าอีกสามพันธุ์อย่างชัดเจน

แก้วจุรี01 มีความสูงเฉลี่ย 69.7 เซนติเมตร เป็นพันธุ์ที่ต้นเตี้ยที่สุดในกลุ่ม ขณะที่อีกสามพันธุ์มีความสูงเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 84.80-87.60 เซนติเมตร หรือสูงกว่าแก้วจุรี01 ประมาณ 15-18 เซนติเมตร ความต่างด้านความสูงจึงเด่นกว่าความต่างของขนาดใบ

แผ่นใบเป็น รูปไข่กว้าง ยาวเฉลี่ย 5.75 เซนติเมตร และกว้างเฉลี่ย 3.81 เซนติเมตร โดยเป็นพันธุ์ที่มีค่าความกว้างใบเฉลี่ยน้อยที่สุดในบรรดาทั้งสี่พันธุ์ ส่วนขอบใบหยักปานกลาง เช่นเดียวกับพันธุ์อื่นในกลุ่ม

อย่างไรก็ดี ต้นที่เตี้ยกว่าไม่ได้หมายความว่าจะมีใบสั้นที่สุดด้วย เพราะแผ่นใบของแก้วจุรี01 ยังยาวกว่าแก้วจุรี04 ซึ่งมีความยาวเฉลี่ย 5.58 เซนติเมตร ลักษณะเฉพาะเมื่อเทียบภายในกลุ่มจึงอยู่ที่ต้นเตี้ยและใบแคบกว่า โดยยังมีรูปร่างใบแบบรูปไข่กว้าง

แก้วจุรี02: ใบยาวที่สุด และเป็นพันธุ์เดียวที่มีใบรูปไข่

แก้วจุรี02 มีความสูงเฉลี่ย 84.80 เซนติเมตร สูงกว่าแก้วจุรี01 แต่ยังเตี้ยกว่าแก้วจุรี03 และ 04 จุดสังเกตสำคัญอยู่ที่รูปร่างแผ่นใบ ซึ่งเป็น รูปไข่ ขณะที่อีกสามพันธุ์เป็นรูปไข่กว้าง

แผ่นใบยาวเฉลี่ย 6.20 เซนติเมตร มากที่สุดในกลุ่ม และกว้างเฉลี่ย 4.04 เซนติเมตร ทำให้แก้วจุรี02 เด่นด้านความยาวใบ แต่ไม่ได้มีความกว้างใบมากที่สุด เพราะแก้วจุรี03 มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเล็กน้อย

หากเปรียบเทียบแก้วจุรี02 กับ 03 ซึ่งมีความสูงต้นและความกว้างใบใกล้เคียงกัน จะเห็นว่าใบของแก้วจุรี02 ยาวกว่าเฉลี่ย 0.30 เซนติเมตร ส่วนใบของแก้วจุรี03 กว้างกว่าเล็กน้อย ความต่างระหว่างสองพันธุ์นี้จึงต้องพิจารณาทั้งรูปร่างและสัดส่วนของแผ่นใบประกอบกัน

แก้วจุรี03: ใบกว้างที่สุด แต่ต่างจากแก้วจุรี02 เพียงเล็กน้อย

แก้วจุรี03 มีความสูงเฉลี่ย 85.70 เซนติเมตร สูงเป็นอันดับสองรองจากแก้วจุรี04 และสูงกว่าแก้วจุรี02 เฉลี่ย 0.90 เซนติเมตร จึงเป็นสองพันธุ์ที่มีความสูงต้นใกล้เคียงกัน

แผ่นใบเป็น รูปไข่กว้าง ยาวเฉลี่ย 5.90 เซนติเมตร และกว้างเฉลี่ย 4.09 เซนติเมตร โดยมีค่าความกว้างใบเฉลี่ยมากที่สุดในกลุ่ม ขณะที่ความยาวใบเป็นรองแก้วจุรี02 แต่ยาวกว่าแก้วจุรี01 และ 04

อย่างไรก็ดี ความกว้างใบของแก้วจุรี03 มากกว่าแก้วจุรี02 เพียง 0.05 เซนติเมตร หรือ 0.5 มิลลิเมตร ความต่างด้านความกว้างจึงมีไม่มาก ส่วนรูปร่างใบต่างกันที่แก้วจุรี03 เป็นรูปไข่กว้างและมีแผ่นใบสั้นกว่าแก้วจุรี02 ซึ่งเป็นรูปไข่

แก้วจุรี04: ต้นสูงที่สุด แต่มีแผ่นใบสั้นที่สุด

แก้วจุรี04 มีความสูงเฉลี่ย 87.60 เซนติเมตร มากที่สุดในกลุ่ม โดยสูงกว่าแก้วจุรี03 เฉลี่ย 1.90 เซนติเมตร และสูงกว่าแก้วจุรี01 ซึ่งเตี้ยที่สุด เฉลี่ย 17.90 เซนติเมตร

แผ่นใบเป็น รูปไข่กว้าง ยาวเฉลี่ย 5.58 เซนติเมตร และกว้างเฉลี่ย 4.01 เซนติเมตร แม้ต้นจะสูงที่สุด แต่ความยาวแผ่นใบกลับน้อยที่สุดในบรรดาทั้งสี่พันธุ์ ส่วนความกว้างใบยังมากกว่าแก้วจุรี01 และใกล้เคียงกับแก้วจุรี02 และ 03

เมื่อเทียบกับแก้วจุรี02 ซึ่งมีใบยาวที่สุด แผ่นใบของแก้วจุรี04 สั้นกว่าเฉลี่ย 0.62 เซนติเมตร ขณะที่ความกว้างต่างกันเพียง 0.03 เซนติเมตร จึงเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ต้นกะเพราที่สูงกว่าไม่ได้มีแผ่นใบยาวกว่าตามไปด้วย

ตัวเลขความสูงและขนาดใบทั้งหมดเป็นค่าเฉลี่ยจากการทดสอบ ใช้เปรียบเทียบลักษณะของแต่ละพันธุ์ ส่วนความหอม ความเผ็ด ผลผลิตต่อไร่ และความต้านทานโรคเป็นคุณสมบัติอีกด้านหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถจัดอันดับจากความสูงต้นหรือขนาดใบเพียงอย่างเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...