น้ำมันแพงลามทั้งแผ่นดินจับตาสินค้าจ่อขึ้นราคา ผู้บริโภคอ่วมจ่ายซ้ำสองตั้งแต่หน้าปั๊มถึงตลาดสด
ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องของคนใช้รถ แต่เป็นต้นทุนของสินค้าแทบทุกชิ้น ตั้งแต่ข้าวสาร เนื้อหมู ไข่ไก่ อาหารสำเร็จรูป ไปจนถึงค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง ภาระจะค่อย ๆ ส่งผ่านจากโรงงานสู่ร้านค้า ก่อนตกถึงกระเป๋าประชาชนเต็ม ๆ ขณะที่คนรายได้น้อยมีทางเลือกในการรับมือน้อยกว่าคนกลุ่มอื่น
ปัญหาที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงน้ำมันขึ้นราคากี่บาทต่อลิตร แต่คือเมื่อต้นทุนขยับขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ใครจะเป็นผู้รับภาระ และรัฐบาลจะประคองค่าครองชีพได้นานแค่ไหน โดยไม่ผลักภาระไปเป็นหนี้ของกองทุนน้ำมันหรือเงินภาษีในระยะยาว
ดีเซลขยับ 60 สตางค์ แต่ต้นทุนจะขยับทั้งระบบ
เริ่มตั้งแต่แรงกดดันต่อค่าครองชีพกำลังชัดขึ้น หลังราคาน้ำมันขายปลีกปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 60 สตางค์ มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ส่งผลให้ราคาดีเซล B7 อยู่ที่ 43.54 บาทต่อลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.04 บาทต่อลิตร และเบนซิน 95 อยู่ที่ 51.03 บาทต่อลิตร ตามข้อมูลราคาน้ำมันวันที่ 24 ตุลาคม
ถึงแม้การปรับขึ้นของนัำมัน 60 สตางค์/ลิตร อาจดูไม่มากเมื่อคิดเฉพาะค่าเติมน้ำมัน แต่ผู้ประกอบการที่ต้องใช้รถบรรทุกขนส่งสินค้าทุกวัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมสะสมตามปริมาณการใช้เชื้อเพลิง ยิ่งธุรกิจใดมีรถหลายคัน วิ่งระยะทางไกล และต้องขนส่งสินค้าหลายทอด ภาระที่เกิดขึ้นก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ที่สำคัญ ต้นทุนไม่ได้หยุดอยู่ที่หน้าปั๊ม เพราะน้ำมันดีเซลเป็นพลังงานสำคัญของรถบรรทุก รถส่งสินค้า เครื่องจักรกลการเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกจำนวนมาก เมื่อค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการต้องเลือกระหว่างแบกรับต้นทุนเอง ปรับลดกำไร หรือทยอยปรับราคาสินค้า ทางเลือกสุดท้ายย่อมกระทบผู้บริโภคโดยตรง
สำหรับตัวเลขล่าสุดยิ่งสะท้อนความเสี่ยงนี้ชัดเจนขึ้น เมื่อดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนในไตรมาส 3 ปี 2569 เพิ่มขึ้นถึง 11.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีราคาน้ำมันดีเซลเป็นปัจจัยสำคัญ และคาดว่าต้นทุนขนส่งจะยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องในไตรมาส 4 ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกชนิดจะขึ้นราคา 11.1% แต่ชี้ให้เห็นว่าภาคขนส่งกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ซึ่งอาจส่งต่อไปยังสินค้าและบริการในระยะถัดไป
จากค่าขนส่งถึงข้าวสาร ไข่ไก่ และอาหารจานเดียว
และสินค้าที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคืออาหารและของใช้จำเป็น เพราะมีทั้งต้นทุนวัตถุดิบ การผลิต บรรจุภัณฑ์ ค่าไฟฟ้า และค่าขนส่งเข้ามาเกี่ยวข้อง
สินค้าเกษตรต้องอาศัยรถขนส่งจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดกลาง ก่อนกระจายต่อไปยังตลาดสดและร้านค้าปลีก ขณะที่อาหารสำเร็จรูปต้องรับภาระต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และบรรจุภัณฑ์ เมื่อหลายต้นทุนปรับขึ้นพร้อมกัน ผู้ประกอบการย่อมมีแรงจูงใจที่จะทบทวนราคาขาย แม้ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นทันทีทุกราย
จากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ยังพบว่า เงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้น 2.82% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิง อาหารสำเร็จรูป และอาหารสดบางรายการ เช่น ไข่ไก่ ไก่สด ผักและผลไม้ เป็นปัจจัยผลักดัน
นั่นหมายความว่า ประชาชนกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาสินค้าบางกลุ่มอยู่แล้ว หากราคาพลังงานยังสูงและต้นทุนขนส่งไม่ลดลง ความเสี่ยงที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับเพิ่มตามย่อมมีมากขึ้น
ขณะที่ข้อมูลสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–กันยายน 2569 ครัวเรือนไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 21,217 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 326 บาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือน 21,217 บาท
อาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์หมวดค่าใช้จ่ายใหญ่ที่สุด 8,342 บาท
ค่าเดินทางและการสื่อสาร ประมาณ 23.07% ของรายจ่ายทั้งหมด 4,895 บาท
อาหารสำเร็จรูปเพิ่มจาก 3,435 บาทในปีก่อน 3,528 บาท
จากตัวเลขนี้สะท้อนภาพที่น่ากังวล เพราะครัวเรือนไทยมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารและการเดินทางรวมกันมากกว่า 13,000 บาทต่อเดือนอยู่แล้ว หากต้นทุนพลังงานผลักดันให้สองหมวดนี้แพงขึ้นพร้อมกัน เงินที่เหลือสำหรับการออม การศึกษา การรักษาพยาบาล และการชำระหนี้ก็จะลดลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า 326 บาทคือการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเทียบกับปีก่อน ไม่ใช่ผลกระทบจากราคาน้ำมันทั้งหมด และยังไม่ใช่การคาดการณ์ว่าทุกครัวเรือนจะต้องจ่ายเพิ่มเท่ากัน
ใครได้ ใครเสีย หากน้ำมันแพงต่อเนื่อง
ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อย แรงงานที่ต้องเดินทางทุกวัน เกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง ร้านอาหารรายย่อย และธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนให้ลูกค้าได้ทันที เพราะมีเงินสำรองและอำนาจต่อรองจำกัด
กลุ่มที่อาจได้ประโยชน์บางส่วน ได้แก่ ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายพลังงานบางรายที่ได้รับอานิสงส์จากราคาขายหรือส่วนต่างทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ผู้ประกอบการน้ำมันทุกแห่งจะได้กำไรเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะยังมีต้นทุนจัดหา การกลั่น การขนส่ง และความเสี่ยงด้านราคา
ส่วนรัฐบาลต้องเผชิญโจทย์ยากสองด้าน หากปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนมากขึ้น ภาระอาจส่งผ่านไปยังประชาชนและธุรกิจ แต่หากอุดหนุนต่อเนื่อง ภาระก็จะตกอยู่กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและความสามารถในการรักษาเสถียรภาพราคาในอนาคต
ทั้งนี้รัฐบาลต้องระวังอย่าให้ต้นทุนวันนี้กลายเป็นค่าครองชีพถาวร สิ่งที่ต้องติดตามจากนี้ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันรายวัน แต่รวมถึงราคาขายส่งสินค้า ค่าขนส่ง ราคาวัตถุดิบ และราคาขายปลีกในตลาดจริงด้วย เพราะการส่งผ่านต้นทุนไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด บางธุรกิจอาจปรับราคาเร็ว ขณะที่บางธุรกิจจะทยอยปรับเมื่อสัญญาขนส่งหรือรอบจัดซื้อเดิมสิ้นสุดลง
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยประเมินความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำมันราคาสูงว่า ต้นทุนพลังงานอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อพื้นฐานได้ชัดเจนภายในช่วงประมาณ 6–8 เดือน ภายใต้เงื่อนไขราคาน้ำมันดิบสูงตั้งแต่ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลขึ้นไป ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาภายใต้สถานการณ์เฉพาะ ไม่ใช่การยืนยันว่าราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันทั้งหมด
รัฐบาลจึงควรเร่งตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ควบคู่กับการติดตามราคาสินค้าอย่างโปร่งใส ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินต้นทุนจริง และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้ตรงจุด มากกว่าการใช้มาตรการอุดหนุนแบบครอบคลุมโดยไม่ประเมินภาระทางการคลัง
ในที่สุดหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ค่าขนส่งและราคาอาหารยังมีแรงกดดัน ประชาชนจะไม่ได้รับผลกระทบเพียงจากการเติมน้ำมันแพงขึ้น แต่จะเผชิญค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทีละรายการในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่สินค้าขึ้นราคาครั้งเดียว แต่คือรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม และเมื่อครัวเรือนต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อซื้อของจำเป็น เงินออมก็ลดลง หนี้สินก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น สุดท้ายแรงกระแทกจากราคาน้ำมันอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ค่าครองชีพ แต่ลามไปถึงกำลังซื้อของประชาชนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO