โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาวบ้านค้านเอกชนจดคุ้มครอง “กะเพรา 4 สายพันธุ์” กระทบหม้อข้าวคนรากหญ้า

Manager Online

อัพเดต 24 ตุลาคม 2569 เวลา 20.05 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - ชาวบ้านผู้ปลูกผัก อ.เมืองขอนแก่น ค้านชนฝา ซีพีแรม จดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ กังวลกระทบวิถีชีวิตดั้งเดิม ตั้งคำถามพันธุ์ตั้งต้นมาจากธรรมชาติ-บรรพบุรุษปลูกสืบทอดกันมา หวั่นอนาคตถูกจำกัดสิทธิปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ย้ำกะเพราคือพืชกู้ชีพหาเงินค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าเทอมลูก

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ปลูกกะเพราในพื้นที่ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่สำหรับกะเพราจำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ “แก้วจุรี 01”, “แก้วจุรี 02”, “แก้วจุรี 03” และ “แก้วจุรี 04”

จากการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนของกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า สายพันธุ์กะเพราดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองตั้งแต่ปี 2567 และมีระยะเวลาคุ้มครองยาวนานถึงปี 2579 แม้ก่อนหน้านี้ทางเอกชนจะออกมาชี้แจงว่า เป็นการคุ้มครองเฉพาะสายพันธุ์ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาขึ้นมาใหม่เท่านั้น โดยกะเพราสายพันธุ์ทั่วไปยังคงสามารถปลูกและจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติก็ตาม แต่ในระดับพื้นที่ เกษตรกรรายย่อยกลับยังคงมีความกังวลใจอย่างหนักต่อสิทธิในการทำมาหากินในอนาคต

จวกยับ “พันธุ์ตั้งต้นมาจากธรรมชาติ” หวั่นโดนจำกัดสิทธิ

นางอำนวย โคตรนั้วะ อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้ปลูกกะเพราขาย ชาวตำบลโคกสี เปิดเผยว่า ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการนำสายพันธุ์กะเพราไปจดทะเบียนคุ้มครองเป็นสิทธิของเอกชน เนื่องจากมองว่า แม้พืชดังกล่าวจะผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา แต่ “สายพันธุ์ตั้งต้น” ทั้งหมดก็ล้วนมาจากพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอยู่ในธรรมชาติ และเป็นพืชที่พ่อแม่บรรพบุรุษปลูกสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จึงเกิดคำถามว่า หากชาวบ้านจะขอหวงแหนสายพันธุ์ดั้งเดิมของตนเองบ้างจะได้หรือไม่

นางอำนวย กล่าวอีกว่า หากบริษัทพัฒนาสายพันธุ์จนดีแล้วนำมาวางขาย ชาวบ้านก็พร้อมที่จะอุดหนุน แต่ปัญหาสำคัญคือ เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าสายพันธุ์ใดเป็นของบริษัท หรือกะเพราที่พวกตนปลูกกันอยู่นั้นมีความเกี่ยวโยงกับสายพันธุ์ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ เนื่องจากจุดเริ่มต้นของการปลูกคือการซื้อเมล็ดพันธุ์ตามร้านค้าทั่วไป แล้วคัดเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อเพื่อลดต้นทุน

"พอมีข่าวเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครอง ชาวบ้านกังวลกันมาก หากต่อไปในอนาคตถูกจำกัดสิทธิไม่ให้ปลูก หรือห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ชาวบ้านจะเอาอะไรกิน แล้วจะหารายได้จากไหนมาทดแทน" นางอำนวย กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล

กะเพราคือพืชกู้ชีพ เงินหมุนเวียนค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าเรียนลูก

เกษตรกรชาวตำบลโคกสี เล่าเพิ่มเติมว่า การปลูกผักสวนครัวถือเป็นอาชีพเสริมสำคัญของชาวนาในพื้นที่ นอกเหนือจากการทำนาเป็นอาชีพหลัก โดยจะปลูกผักหมุนเวียนกันไปทั้ง แมงลัก กะเพรา และโหระพา รายได้จากการจับจ่ายขายผักคือเงินสดที่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับครอบครัวตน เงินที่ได้จากการขายกะเพรานำมาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และค่ากับข้าว หากเหลือก็แบ่งให้ลูกหลานไปโรงเรียน เมื่อได้ติดตามข่าวทางโทรทัศน์ ตนและเพื่อนบ้านที่ปลูกผักด้วยกันจึงรู้สึกกังวลกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

สำหรับกระบวนการผลิต ตนจะตัดยอดกะเพราส่งขายให้แม่ค้าทุกวัน ช่วงเช้าส่งตลาดโคกสี 2 ถุง และส่งตลาดศรีเมืองทองวันละ 3–4 ถุง หากมีเวลาตัดยอดมากก็ขายได้เงินมากขึ้น เมื่อปลูกครบ 1 ปีจะทำการพรวนดินและลงแปลงใหม่ เพราะหากปล่อยไว้นานใบจะเล็กลงจนขายไม่ได้ โดยในแปลงเน้นการทำเกษตรปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี แต่จะหมักน้ำชีวภาพไว้ฉีดพ่นเอง

นางอำนวย ระบุทิ้งท้ายว่า ชาวบ้านในพื้นที่แถวนี้ทุกคนไม่อยากเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เพราะกะเพราเป็นพืชที่ดูแลง่าย และราคาขายอยู่ในระดับที่พอเลี้ยงชีพได้ หากมีการจดทะเบียนจนเกิดข้อจำกัดทางกฎหมาย ไม่สามารถปลูกกะเพราได้ จะให้ชาวบ้านเปลี่ยนไปทำอาชีพอะไร

"เข้าใจว่าบริษัททำธุรกิจขายเมล็ดพันธุ์ แต่ไม่อยากให้นำพืชที่ชาวบ้านปลูกสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษไปจดทะเบียน และอยากให้ชาวบ้านยังคงมีสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้ตามวิถีชีวิตที่เคยทำมา" นางอำนวยกล่าว

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...