อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เตือน รพ.-คลินิกเอกชน ไลฟ์สดรีวิวระหว่างรักษา เสี่ยงผิดกฎหมายสถานพยาบาล เจอโทษจำ-ปรับ
วันนี้ (7 ก.ย.65) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เผยว่า การนำเสนอเหตุการณ์ผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก หรือที่เรารู้จักกันว่าการ “ไลฟ์สด” กำลังเป็นกระแสนิยม หากใช้ในเชิงสร้างสรรค์ย่อมเป็นประโยชน์ แต่หากเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือประโยชน์ส่วนบุคคลที่ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ติดตามหรือยอดไลค์ ก็อาจจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชน หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สังคมได้ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิก ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพ ดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย ยิ่งต้องควบคุมดูแล ไม่ปล่อยให้บุคลากร หรือผู้รับบริการทำการไลฟ์สดระหว่างการรักษาพยาบาล หรือกระทำการใดก็ตามในลักษณะการโฆษณาที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการค้า หรือสร้างความเข้าใจผิดต่อบริการของสถานพยาบาลโดยเด็ดขาด
นพ.ธเรศ กล่าวอีกว่า การไลฟ์สดรีวิวบริการของสถานพยาบาลนั้น หลายคนอาจคิดว่าเป็นการให้ความรู้ หรือข้อแนะนำบริการไม่ได้เป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่จากการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ พบว่าการไลฟ์สดของสถานพยาบาลที่ผ่านมานั้น ทั้งบุคลากรของสถานพยาบาลหรือผู้รับบริการบางรายก็มีการใช้คำต้องห้ามโฆษณา เช่น จบในที่เดียว รับรองผลลัพธ์ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ ฯลฯ ในระหว่างการไลฟ์สด ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ฐานโฆษณาสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือโฆษณาในลักษณะที่เป็นเท็จ โอ้อวดเกินจริง ซึ่งมีโทษทั้งจำทั้งปรับ
ด้าน นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดี กรม สบส. กล่าวว่า สบส.ขอเน้นย้ำให้สถานพยาบาลเอกชนทุกแห่งปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบแพทย์หรือผู้รับบริการกระทำการไลฟ์สดระหว่างรับบริการ หรือไลฟ์สดรีวิวบริการในพื้นที่สถานพยาบาล ต้องมีการห้ามปรามหรือทักท้วงให้หยุดการกระทำดังกล่าว หากปล่อยปละละเลยไม่ห้ามปรามแล้วสถานพยาบาลเองก็จะเข้าข่ายความผิดฐานยินยอมให้บุคคลอื่นโฆษณาสถานพยาบาลแทน โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งแพทย์ผู้ให้บริการซึ่งเป็นผู้ไลฟ์สดเองก็อาจจะมีความผิดฐานละเมิดสิทธิ์ของผู้ป่วย และผิดจรรยาบรรณทางการแพทย์อีกด้วย
ทั้งนี้ หากพบเห็นเบาะแสการโฆษณาของสถานพยาบาลใดที่มีลักษณะที่เป็นเท็จ โอ้อวดเกินจริง หรือมีเนื้อหาล่อแหลมสื่อไปในทางลามกอนาจาร ผิดศีลธรรมในเขตกรุงเทพฯ สามารถแจ้งเบาะแสการกระทำผิดได้ที่สายด่วน กรม สบส. 1426 แต่หากอยู่ในส่วนภูมิภาคให้แจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฯ