โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นฯ สร้างรายได้สู่ชุมชน 185 ล้านบาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ต.ค. 2565 เวลา 10.43 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2565 เวลา 09.18 น.

ก้าวสู่ปีที่ 6 โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย สร้างรายได้ให้ชุมชนแล้วกว่า 185 ล้านบาท เดินหน้าขยายความร่วมมือสู่ 17 ชุมชน 16 สถาบันการศึกษาต่อเนื่อง

วันที่ 13 ตุลาคม 2565 นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และประธานคณะกรรมการโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย เปิดเผยว่า โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องจนก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ซึ่งทุก ๆ ปีจะมีการจัด“งานผ้าขาวม้าทอใจ” ซึ่งในปีนี้ได้จัดขึ้นภายในงาน Sustainability Expo 2022 ซึ่งเป็นมหกรรมด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับนานาชาติ ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน-2 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นการสร้างรายได้และการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ให้กับชุมชนผู้ผลิต เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความผาสุกให้กับชุมชน อันนับเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติด้านสังคม

นายฐาปนกล่าวต่อว่า นับตั้งแต่ริเริ่มโครงการเมื่อปี 2559 เราได้เห็นพัฒนาการของสินค้าผ้าขาวม้าทอมือ และความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านลายผ้า รูปแบบสินค้า คุณภาพการตัดเย็บ ตลอดจนการทำการตลาดผ่านช่องทางต่าง ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น เราได้เห็นความสนใจจากคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น “ทายาทผ้าขาวม้า” ซึ่งเป็นลูกหลานของคนในชุมชนผู้ผลิต ที่หันกลับมายึดถือการผลิตสินค้าผ้าขาวม้าทอมือเป็นอาชีพ ความสนใจจากน้อง ๆ นักศึกษาในโครงการ Creative Young Designer จากสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ที่หันมาเลือกใช้ผ้าขาวม้าเป็นวัตถุดิบในการออกแบบ รวมไปถึงสโมสรฟุตบอลหลายแห่งที่ได้ร่วมสนับสนุนนำผ้าขาวม้าทอมือมาประกอบเป็นสินค้าที่ระลึกของสโมสร

แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคงจะเป็นการนำผ้าขาวม้าทอมือของชุมชนในเครือข่ายของเราเข้าเป็นส่วนประกอบในชิ้นงานศิลปะขนาดยักษ์ที่ติดตั้งอยู่ในบริเวณโถงชั้น LG ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานนี้เป็นผลงานศิลปะจากคุณเพ็ญจันทร์ วิญญรัตน์ หนึ่งในกรรมการโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทยนับตั้งแต่วันเริ่มโครงการ เรียกได้ว่าชิ้นงานศิลปะนี้เป็นการยกระดับผ้าขาวม้าทอมือให้อยู่ในสายตาชาวโลกและผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่จะเข้ามาร่วมงานในการประชุมระดับนานาชาติ ณ ศูนย์ประชุมแห่งนี้อย่างถาวร

ผ้าขาวม้า ไทยเบฟ

สร้างรายได้สู่ชุมชน 185 ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทยประสบความสำเร็จใน 5 มิติหลักคือ

1.การสร้างรายได้ให้กับชุมชนผ้าขาวม้าทอมือ

2.การสร้างเครือข่ายภาควิชาการและภาคเอกชนที่พร้อมสนับสนุนชุมชนในการสั่งซื้อ ให้ความรู้เชิงธุรกิจ และการออกแบบ

3.การสร้างอัตลักษณ์ของชุมชน

4.การสานต่องานผลิตและแปรรูปผ้าขาวม้าสู่คนรุ่นใหม่

5.การสร้างห่วงโซ่การผลิตผ้าขาวม้าทอมือที่เข้มแข็ง มีความเกื้อกูลกันระหว่างชุมชน

“หากมองในมิติเศรษฐกิจ โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย มีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าผ้าขาวม้าทอมือ จนสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมาอย่างต่อเนื่องนับเป็นจำนวนกว่า 185 ล้านบาท ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจในชุมชนมีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้”

ขยายความร่วมมือสู่ 17 ชุมชน 16 สถาบัน

นายฐาปนกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ โครงการยังได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ประจำปี 2565 เป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายความร่วมมือ จากจุดเริ่มต้นเพียง 2 ชุมชน 2 มหาวิทยาลัย ในปี 2562 ไปสู่ 17 ชุมชน 16 สถาบันการศึกษาในปีนี้

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เครือข่ายทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมงานกันมาในโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทยตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา จะยังคงร่วมกันถักทอแรงบันดาลใจในการพัฒนาผ้าขาวไทยต่อไปในอนาคต ซึ่งจะไม่เป็นเพียงการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น แต่จะยังช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง พึ่งพาตัวเองได้ และที่สำคัญที่สุดคือ การทอใจคนในชุมชนผู้ผลิตผ้าขาวม้าทุกแห่งให้มีความรักสามัคคีและภูมิใจในคุณค่าภูมิปัญญาของตนเอง”

ด้านต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้จัดการโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย กล่าวว่า โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย เป็นโครงการที่ริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2559 ภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ ตลอดเวลาเกือบ 6 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้รับความร่วมมืออันดียิ่งจากชุมชนผู้ผลิตผ้าขาวม้าทอมือ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในการร่วมกันพัฒนาคุณภาพและการออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าทอมือให้มีความทันสมัย ตรงกับความต้องการของตลาด และยังเป็นการสืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป

ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศไทยจะประสบวิกฤตการณ์ COVID-19 เช่นเดียวกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แต่โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทยก็ยังคงมีการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยได้ปรับวิธีการทำงานให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการประกวดลายผ้า “นวอัตลักษณ์”

การจัดประกวดภาพถ่ายทางอินสตาแกรมภายใต้หัวข้อ “ผ้าขาวม้าพาสุข” การทำงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาและชุมชนภายใต้กิจกรรม Creative Young Designer และการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำหนังสือ “ผ้าขาวม้า นวอัตลักษณ์ วิถีใหม่แห่งลวดลายตาราง” อันเป็นผลให้คณะทำงานสามารถสร้างสรรค์ผลงานโครงการออกมาได้แม้ในช่วง Lock down และมีการขยายเครือข่ายการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาสู่ 13 สถาบัน โดยจับคู่ทำงานร่วมกับ 15 ชุมชนผู้ผลิต และ 3 สโมสรฟุตบอล

“ในฐานะตัวแทนของคณะทำงานโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ดิฉันขอขอบพระคุณผู้สนับสนุนหลักของโครงการ ทั้ง บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สถาบันการศึกษาในเครือข่าย EISA และภาคีทุกภาคส่วน ที่ได้ให้ความสนับสนุนโครงการนี้มาตลอดระยะเวลา 6 ปี ส่งผลให้โครงการสามารถดำเนินงานมาได้อย่างต่อเนื่อง

ขอให้คำมั่นว่า โครงการของเราจะยังคงทำงานร่วมกับชุมชนผู้ผลิตผ้าขาวม้าทอมือต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการของเราจะยังได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านต่อไปในอนาคต เพื่อให้เราสามารถบรรลุถึงเป้าประสงค์หลัก คือการพัฒนาผ้าขาวม้าทอมือของไทย เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชนผู้ผลิตของเราทั่วประเทศ”

โครงการผ้าขาวม้า ไทยเบฟ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...