โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“สงครามอิหร่าน” เสี่ยงซ้ำเติมวิกฤตระดมทุน Private Equity เอเชีย หนักสุดในรอบ 10 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 16.45 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 09.45 น.

"สงครามอิหร่าน" เพิ่มความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุน Private Equity ในเอเชีย แม้ตลาดเริ่มฟื้น แต่การระดมทุนยังต่ำสุดในรอบ 10 ปี

วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 15.12 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 เป็นต้นมา กองทุน Private Equity ที่เน้นลงทุนในเอเชียประสบปัญหาในการระดมทุน เนื่องจากอุตสาหกรรมยังมีสินทรัพย์ที่ยังขายไม่ออกจำนวนมาก และมีเงินทุนที่ระดมมาแล้วแต่ยังไม่ได้ลงทุน (dry powder) ค้างอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามสัญญาณความเชื่อมั่นเริ่มกลับมาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เมื่อมูลค่าการขายกิจการ (exit) เริ่มเพิ่มขึ้น และเงินสดเริ่มถูกส่งคืนให้นักลงทุน ทำให้กองทุน Private Equity เริ่มเตรียมเปิดกองทุนใหม่อีกครั้ง หลังจากกิจกรรมระดมทุนซบเซามาหลายปี

แต่ในช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นกำลังเริ่มฟื้นตัว สงครามในตะวันออกกลางกลับเข้ามาสร้างความไม่แน่นอนใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนอีกครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ระบุว่า สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับช่วงสงครามการค้าหรือมาตรการภาษีในปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้นักลงทุนหยุดรอดูสถานการณ์ก่อน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

นอกจากนี้กองทุนจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของ Private Equity ทั่วโลก ก็อาจชะลอการลงทุนในต่างประเทศในระยะสั้น เนื่องจากภูมิภาคกำลังเผชิญปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

รายงานของ Bain & Company ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา กองทุน Private Equity ที่เน้นลงทุนในเอเชียสามารถระดมทุนได้เพียง 58,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี และเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่การระดมทุนลดลง

ส่วนแบ่งของเอเชียในตลาดระดมทุน Private Equity ทั่วโลกก็ลดลงเหลือเพียง 5% ของโลก เท่านั้น สาเหตุสำคัญ คือ สินทรัพย์เก่าที่ถือไว้นาน กองทุนหลายแห่งผลตอบแทนต่ำ นักลงทุนยังไม่ได้รับเงินคืนจากการขายกิจการ และสภาพคล่องในตลาดยังไม่ฟื้นเต็มที่

อย่างไรก็ตามช่วงปลายปี 2568 เริ่มมีสัญญาณบวก เนื่องจากกระแสเงินสดสุทธิที่ส่งคืนให้นักลงทุน (Limited Partners หรือ LP) กลับมาเป็นบวกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 ทำให้แรงกดดันด้านสภาพคล่องลดลง ขณะเดียวกันกิจกรรมการทำดีลในเอเชียก็เริ่มฟื้นตัว โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีมูลค่า IPO สูงที่สุดในโลก และกิจกรรมควบรวมกิจการ (M&A) ก็เพิ่มขึ้นตามสภาพตลาดที่ดีขึ้น

สงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 กำลังทำให้นักลงทุนทั่วโลกกลับมาระมัดระวังอีกครั้ง โดยความกังวลหลักอยู่ที่ราคาพลังงานที่อาจปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัว อัตราดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มชะลอการลงทุนในกองทุนใหม่ และเลือกถือเงินสดมากขึ้นเพื่อรอดูสถานการณ์ นักวิเคราะห์มองว่าการผสมกันของสงครามที่ยืดเยื้อและดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน จะทำให้นักลงทุนทั่วโลกมีความระมัดระวังมากขึ้นและชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม แม้นักลงทุนจะระมัดระวังมากขึ้น แต่กองทุน Private Equity ขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงยังคงสามารถระดมทุนได้ดี สะท้อนให้เห็นว่าเงินลงทุนไม่ได้หายไปจากตลาด แต่กำลังไหลไปหากองทุนที่มีขนาดใหญ่ มีชื่อเสียง และมีผลงานที่พิสูจน์แล้ว นักวิเคราะห์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Flight to quality” หรือการย้ายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์หรือกองทุนที่มีคุณภาพและมีความเสี่ยงต่ำกว่า

ในปี 2569 มีประมาณ 60 กองทุน Private Equity ที่เน้นลงทุนในเอเชีย กำลังพยายามระดมทุนกองทุนละมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมกันคิดเป็นมากกว่า 10% ของเงินทุนที่กำลังระดมทุนทั่วโลก โดยกองทุนขนาดใหญ่ที่กำลังระดมทุน ได้แก่ EQT ที่ระดมทุนได้ 11.4 พันล้านดอลลาร์ Bain Capital ระดมทุน 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์ Blackstone ระดมทุนมากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และ KKR ที่ตั้งเป้าระดมทุน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หากกองทุนขนาดใหญ่เหล่านี้สามารถระดมทุนได้ครบตามเป้า เงินที่ระดมได้อาจมีมูลค่ามากกว่ากองทุน Private Equity ที่เน้นเอเชียทั้งหมดในปีที่ผ่านมา

แม้สถานการณ์ในระยะสั้นจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากยังคงมองบวกต่อ Private Equity ในเอเชียในระยะยาว เนื่องจากเอเชียยังมีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง นักลงทุนรายย่อยในเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดทุนในภูมิภาคขยายตัว และยังมีเงินทุนที่ระดมมาแล้วแต่ยังไม่ได้ลงทุน หรือที่เรียกว่า dry powder อยู่ในระบบประมาณ 240,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ กองทุน Private Equity มักมีระยะเวลา 5 ปีขึ้นไปในการนำเงินไปลงทุน ทำให้สามารถรอจังหวะการลงทุนได้

ขณะเดียวกัน ตลาด IPO ในฮ่องกงเริ่มกลับมาฟื้นตัว นักลงทุนยังคงสนใจการลงทุนในเทคโนโลยี สินทรัพย์ดิจิทัล Private Credit และกองทุน Secondaries รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว ทำให้ภาพรวมในระยะยาวยังมีปัจจัยสนับสนุนอยู่พอสมควร ผู้เชี่ยวชาญจึงสรุปว่า ขณะนี้นักลงทุนยังไม่ได้หยุดลงทุน แต่กำลังรอความชัดเจนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ก่อนตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่รอบใหม่

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...