“สงครามอิหร่าน” เสี่ยงซ้ำเติมวิกฤตระดมทุน Private Equity เอเชีย หนักสุดในรอบ 10 ปี
"สงครามอิหร่าน" เพิ่มความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุน Private Equity ในเอเชีย แม้ตลาดเริ่มฟื้น แต่การระดมทุนยังต่ำสุดในรอบ 10 ปี
วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 15.12 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 เป็นต้นมา กองทุน Private Equity ที่เน้นลงทุนในเอเชียประสบปัญหาในการระดมทุน เนื่องจากอุตสาหกรรมยังมีสินทรัพย์ที่ยังขายไม่ออกจำนวนมาก และมีเงินทุนที่ระดมมาแล้วแต่ยังไม่ได้ลงทุน (dry powder) ค้างอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามสัญญาณความเชื่อมั่นเริ่มกลับมาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เมื่อมูลค่าการขายกิจการ (exit) เริ่มเพิ่มขึ้น และเงินสดเริ่มถูกส่งคืนให้นักลงทุน ทำให้กองทุน Private Equity เริ่มเตรียมเปิดกองทุนใหม่อีกครั้ง หลังจากกิจกรรมระดมทุนซบเซามาหลายปี
แต่ในช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นกำลังเริ่มฟื้นตัว สงครามในตะวันออกกลางกลับเข้ามาสร้างความไม่แน่นอนใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนอีกครั้ง
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ระบุว่า สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับช่วงสงครามการค้าหรือมาตรการภาษีในปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้นักลงทุนหยุดรอดูสถานการณ์ก่อน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
นอกจากนี้กองทุนจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของ Private Equity ทั่วโลก ก็อาจชะลอการลงทุนในต่างประเทศในระยะสั้น เนื่องจากภูมิภาคกำลังเผชิญปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
รายงานของ Bain & Company ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา กองทุน Private Equity ที่เน้นลงทุนในเอเชียสามารถระดมทุนได้เพียง 58,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี และเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่การระดมทุนลดลง
ส่วนแบ่งของเอเชียในตลาดระดมทุน Private Equity ทั่วโลกก็ลดลงเหลือเพียง 5% ของโลก เท่านั้น สาเหตุสำคัญ คือ สินทรัพย์เก่าที่ถือไว้นาน กองทุนหลายแห่งผลตอบแทนต่ำ นักลงทุนยังไม่ได้รับเงินคืนจากการขายกิจการ และสภาพคล่องในตลาดยังไม่ฟื้นเต็มที่
อย่างไรก็ตามช่วงปลายปี 2568 เริ่มมีสัญญาณบวก เนื่องจากกระแสเงินสดสุทธิที่ส่งคืนให้นักลงทุน (Limited Partners หรือ LP) กลับมาเป็นบวกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 ทำให้แรงกดดันด้านสภาพคล่องลดลง ขณะเดียวกันกิจกรรมการทำดีลในเอเชียก็เริ่มฟื้นตัว โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีมูลค่า IPO สูงที่สุดในโลก และกิจกรรมควบรวมกิจการ (M&A) ก็เพิ่มขึ้นตามสภาพตลาดที่ดีขึ้น
สงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 กำลังทำให้นักลงทุนทั่วโลกกลับมาระมัดระวังอีกครั้ง โดยความกังวลหลักอยู่ที่ราคาพลังงานที่อาจปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัว อัตราดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มชะลอการลงทุนในกองทุนใหม่ และเลือกถือเงินสดมากขึ้นเพื่อรอดูสถานการณ์ นักวิเคราะห์มองว่าการผสมกันของสงครามที่ยืดเยื้อและดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน จะทำให้นักลงทุนทั่วโลกมีความระมัดระวังมากขึ้นและชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม แม้นักลงทุนจะระมัดระวังมากขึ้น แต่กองทุน Private Equity ขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงยังคงสามารถระดมทุนได้ดี สะท้อนให้เห็นว่าเงินลงทุนไม่ได้หายไปจากตลาด แต่กำลังไหลไปหากองทุนที่มีขนาดใหญ่ มีชื่อเสียง และมีผลงานที่พิสูจน์แล้ว นักวิเคราะห์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Flight to quality” หรือการย้ายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์หรือกองทุนที่มีคุณภาพและมีความเสี่ยงต่ำกว่า
ในปี 2569 มีประมาณ 60 กองทุน Private Equity ที่เน้นลงทุนในเอเชีย กำลังพยายามระดมทุนกองทุนละมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมกันคิดเป็นมากกว่า 10% ของเงินทุนที่กำลังระดมทุนทั่วโลก โดยกองทุนขนาดใหญ่ที่กำลังระดมทุน ได้แก่ EQT ที่ระดมทุนได้ 11.4 พันล้านดอลลาร์ Bain Capital ระดมทุน 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์ Blackstone ระดมทุนมากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และ KKR ที่ตั้งเป้าระดมทุน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หากกองทุนขนาดใหญ่เหล่านี้สามารถระดมทุนได้ครบตามเป้า เงินที่ระดมได้อาจมีมูลค่ามากกว่ากองทุน Private Equity ที่เน้นเอเชียทั้งหมดในปีที่ผ่านมา
แม้สถานการณ์ในระยะสั้นจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากยังคงมองบวกต่อ Private Equity ในเอเชียในระยะยาว เนื่องจากเอเชียยังมีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง นักลงทุนรายย่อยในเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดทุนในภูมิภาคขยายตัว และยังมีเงินทุนที่ระดมมาแล้วแต่ยังไม่ได้ลงทุน หรือที่เรียกว่า dry powder อยู่ในระบบประมาณ 240,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ กองทุน Private Equity มักมีระยะเวลา 5 ปีขึ้นไปในการนำเงินไปลงทุน ทำให้สามารถรอจังหวะการลงทุนได้
ขณะเดียวกัน ตลาด IPO ในฮ่องกงเริ่มกลับมาฟื้นตัว นักลงทุนยังคงสนใจการลงทุนในเทคโนโลยี สินทรัพย์ดิจิทัล Private Credit และกองทุน Secondaries รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว ทำให้ภาพรวมในระยะยาวยังมีปัจจัยสนับสนุนอยู่พอสมควร ผู้เชี่ยวชาญจึงสรุปว่า ขณะนี้นักลงทุนยังไม่ได้หยุดลงทุน แต่กำลังรอความชัดเจนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ก่อนตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่รอบใหม่
อ้างอิง : www.cnbc.com