CPALL ร่วง 3 % หลังกรรมการอิสระเบรกส่ง 3 บริษัทย่อยร่วม Virtual Bank เครือซีพี
หุ้น CPALL ร่วง 3 % หลังกรรมการอิสระ มีมติ "ไม่เห็นด้วย" ที่จะส่ง 3 บริษัทย่อยร่วมกลุ่ม Virtual Bank เครือซีพี นักวิเคราะห์มองเงื่อนไขของดีลที่อาจเกิดขึ้นไม่น่าสนใจ
วันที่ 20 เม.ย. 2569 หุ้นบมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ปิดภาคเช้าปรับตัวลง 3.16 % มาที่ 46 บาท (-1.50 บาท) มูลค่าการซื้อขาย 2,829 ล้านบาท หลังกรรมการอิสระ มีมติไม่เห็นด้วยที่จะส่ง 3 บริษัทย่อย เข้าร่วมกลุ่ม Virtual Bank ของเครือซีพี
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. CPALL ได้จัดประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด)โดยกรรมการผู้ไม่มีส่วนได้เสียมีมติไม่เห็นด้วยในการให้ 3 บริษัทย่อย ประกอบด้วย
- บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด
- บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด
- บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT)
เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank)ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (กลุ่มซีพี) โดยมีความเห็นสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทฯ ที่เห็นว่า บริษัทย่อยของ CPALLทั้ง 3 แห่งดังกล่าว มีบทบาทสำคัญและเชื่อมโยงกับธุรกิจหลักของ CPALL อย่างใกล้ชิด โดยเป็นกลไกหลักในการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน สร้างรายได้ และสนับสนุนการเติบโตของร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่น ( 7-Eleven)
การปรับโครงสร้างดังกล่าวอาจก่อให้เกิดข้อจำกัดด้านความคล่องตัว ความซับซ้อนด้านกฎเกณฑ์เพราะเข้าข่ายเป็นการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทฯ ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เมื่อพิจารณาถึงหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใส ความเป็นอิสระในการดำเนินธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ตลอดจนความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นบอร์ดจึงมีมติให้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 พ.ค. เวลา 14.00 น. โดยเป็นการจัดประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพียงแบบเดียวเท่านั้น
บล.ดีบีเอสฯ มีมุมมองว่าแม้คณะกรรมการจะมีมุมมองเชิงลบ แต่ข้อเสนอนี้จะยังคงถูกนำเสนอให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 พ.ค. ดังนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติของผู้ถือหุ้น จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญระยะสั้นที่ต้องติดตาม
ความเห็นฝ่ายวิจัยฯบล.ดีบีเอสฯ การปรับโครงสร้างที่เสนออาจจะกดดัน sentiment ของราคาหุ้น เนื่องจากอาจลดความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และเพิ่มความซับซ้อนของโครงสร้างโดยไม่จำเป็นสำหรับ CPALL หากได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น ในด้านการมีส่วนร่วมทางการเงิน บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส และบริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด มีกำไรสุทธิประมาณ 974 ล้านบาท และ 87 ล้านบาท ตามลำดับ ในปี 2567 (ประมาณ 4.2% ของกำไร CPALL ปี 2567) ขณะที่ CPAXT มีกำไรสุทธิ 9,356 ล้านบาท ในปี 2568 (ประมาณ 18.2% ของกำไร CPALL ปี 2568 สำหรับสัดส่วนถือหุ้น 60%) ซึ่งสะท้อนถึง ความมีนัยสำคัญของสินทรัพย์เหล่านี้
ณ ขณะนี้ รายละเอียดของธุรกรรมยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากมูลค่าตลาดปัจจุบันของ CPAXT ที่ประมาณ 163,000 ล้านบาท บล.ดีบีเอสฯเชื่อว่าเงื่อนไขของดีลที่อาจจะเกิดขึ้น อาจไม่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับการเข้าซื้อกิจการในอดีตของกลุ่มซีพี ได้แก่ Makro (2556), Lotus’s (2563) (มูลค่าประมาณ 526,000 ล้านบาท) นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ของโครงสร้างดีลแบบไม่ใช้เงินสด (non-cash transaction) ซึ่งอาจเพิ่มความกังวลด้าน valuation หุ้น ในการแลกหุ้นมากขึ้น (ถ้าเป็นแนวทางนี้)
บล.ดีบีเอสฯ แนะนำ"ซื้อสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว" ให้ราคาเป้าหมายหุ้น CPALL ที่ 65 บาท ณ ราคาปัจจุบันมี P/E ปีนี้ที่ 14 เท่า เทียบเท่ากับ Mean-1.1SD นับว่าไม่แพง ทั้งนี้กำไรหลักเติบโตได้สม่ำเสมอ เนื่องจากธุรกิจมีความ Defensive คาดการณ์กำไรหลักปี 26F-27F ขยายตัวที่ +9% ต่อปี ประมาณการ DY ที่ราคาหุ้นปัจจุบัน ไว้ที่ 3.5% และ 3.9% ตามลำดับ