โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอสซีจี คาดแผนร่วมทุนกับ PTTGC หากดีลเกิดใช้เวลา 1 ปีตั้งบริษัทใหม่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

เอสซีจี คาดแผนตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC สรุปปลายไตรมาส 3 หากดีลเกิด ใช้เวลา 1 ปี จัดตั้งบริษัทใหม่ ดันกำลังการผลิตเพิ่มเท่าตัว ไม่พับแผนส่ง SCGC เข้าตลาดหุ้น เดินหน้าบริหารความเสี่ยงวัตถุดิบรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

วันที่ 30 เม.ย.2569 - นายธรรมศักดิ์เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย(SCC) หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า แผนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างบมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) กับบมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เพื่อศึกษาการตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ในประเทศไทย ซึ่งจะได้ข้อสรุปในปลายไตรมาส 3 ปี 2569 โดยหากได้บรรลุข้อตกลงแผนร่วมทุน คาดว่ากระบวนการจัดตั้งบริษัทใหม่จะใช้ระยะเวลาราว 1 ปี เนื่องจากต้องมีการโอนทรัพย์สินจากทั้ง 2 บริษัท

ทั้งนี้ในเบื้องต้นภายหลังจากการควบรวมหน่วยธุรกิจของทั้ง 2 บริษัทจะช่วยให้กำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวหรือขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 7 ล้านตัน และกำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์ของ PE และ PP เป็น 6 ล้านตัน

สำหรับแผนการนำ SCGC เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังคงเดินหน้าแผน แต่อาจจะต้องเลื่อนระยะเวลาออกไป แม้ว่าภายหลังการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC จะต้องมีการนำสินทรัพย์บางอย่างโอนให้แก่บริษัทร่วมทุน แต่บริษัทยังคงมีสินทรัพย์ที่ให้ดำเนินธุรกิจได้ต่อ

[caption id="attachment_241307" align="aligncenter" width="678"]

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC)[/caption]

ด้าน นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) กล่าวเสริมว่าการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยของทั้ง 2 บริษัท เพื่อเสริมความมั่นคงของซัพพลายเชน โดยแนวทางคือการนำสินทรัพย์ในธุรกิจโอเลฟินส์ของทั้งสองบริษัทในประเทศไทยมารวมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ โดยไม่กระทบโครงสร้างหลักของบริษัทเดิม

“แนวคิดการร่วมทุนดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่มีการพิจารณามาก่อนหน้านี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมต้นน้ำที่แข็งแกร่ง ซึ่งโอเลฟินส์เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ขณะที่ด้านการแข่งขัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยปกติแล้วอยู่ในภาวะอุปทาน(กำลังผลิต)ล้นตลาด และมีการแข่งขันสูง มีผู้เล่นรายใหม่เพิ่มขึ้น ขณะที่วัฏจักรธุรกิจสั้นลง ประกอบกับการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศ แต่เป็นการแข่งขันกับผู้ผลิตจากต่างประเทศในตลาดโลก”

ดังนั้นการรวมกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำ และสถานการณ์ตะวันออกกลางล่าสุดที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตเม็ดพลาสติก เป็นปัจจัยที่ทำให้เร่งศึกษาการร่วมทุนในครั้งนี้

โดย PTTGC เป็นบริษัทในเครือ ปตท. ที่แข็งแกร่งด้านต้นน้ำ มีโรงกลั่นน้ำมัน ห่วงโซ่การผลิตที่ต่อเนื่อง และความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรจากทั่วโลก ขณะที่ SCGC เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลายทาง มีทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) และตลาดที่หลากหลาย

ดังนั้นการผสานจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ทั้งวัตถุดิบต้นน้ำ และความโดดเด่นด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาด จะเสริมความแข็งแกร่งและสร้างเสถียรภาพของธุรกิจโอเลฟินส์ และจะมีส่วนเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโดยรวม เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์คับขันอย่างสถานการณ์ปัจจุบันที่ขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำสำหรับผลิตเม็ดพลาสติก หากธุรกิจผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกแข็งแกร่งมีเสถียรภาพ สามารถผลิตเม็ดพลาสติกได้โดยไม่ขาดแคลน อุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดพลาสติกก็จะแข็งแรงมั่นคงตามไปด้วย และจะส่งผ่านความแข็งแกร่งไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง จนถึงผู้ใช้ปลายทางที่จะไม่ต้องรับผลกระทบจากการขาดแคลนพลาสติก

สำหรับธุรกิจเคมิคอลส์ สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลให้วัตถุดิบขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตในเอเชียและตะวันออกกลางลดกำลังการผลิตและอัตราการเดินเครื่องจักรราว 46 ล้านตัน หรือประมาณ 20% ของกำลังการผลิตเอทิลีน ทำให้อุปทานในตลาดลดลง ด้วยปัจจัยด้านต้นทุนและอุปทานดังกล่าว ส่งผลให้ราคาพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

ในไตรมาส 1 ปี 2569 SCGC มีกำไร 1,078 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือทางบัญชี ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีสูงขึ้น และส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โดยเอสซีจีซีเร่งเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่อเนื่องเพื่อรับมือความผันผวนของการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง

โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในตะวันออกกลาง การบริหารจัดการวัตถุดิบและแผนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมุ่งส่งมอบสินค้าโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อลดผลกระทบในห่วงโซ่อุปทานให้น้อยที่สุด ควบคู่การผลักดันสินค้า HVA สู่ตลาดเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้ล่าสุดจะมีความจำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงาน LSP ในเวียดนาม ชั่วคราวเพิ่มเติม หลังจากหยุดการเดินโรงงาน ROC ในไทย ชั่วคราวไปก่อนหน้านี้ จากการจัดหาวัตถุดิบที่มีข้อจำกัด เอสซีจีซีจะใช้เวลาดังกล่าวดำเนินการซ่อมบำรุงและเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ซึ่งล่าสุดคืบหน้า 54% ให้โรงงานและเครื่องจักรพร้อมเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน เพื่อสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาวให้ธุรกิจต่อไป

ทั้งนี้ นอกจากการหยุดเดินโรงงานชั่วคราว 2 แห่ง (LSP และ ROC) การดำเนินงานของโรงงานในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์อื่น ๆ ยังดำเนินการตามปกติ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...