“Samsung Electronics” กำไรทุบสถิติใหม่ พุ่ง 8 เท่า รับอานิสงส์ธุรกิจชิป AI โตแรง
“Samsung Electronics” กำไรทุบสถิติใหม่ พุ่ง 8 เท่า รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจชิป โดยเฉพาะหน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ที่ยังคงเติบโตอย่างร้อนแรงทั่วโลก
วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 09.08 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Samsung Electronics รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ด้วยกำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นมากกว่า 8 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยบริษัทมีรายได้อยู่ที่ 133.9 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 8.996 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ 132.69 ล้านล้านวอน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 57.2 ล้านล้านวอน สูงกว่าคาดที่ 55.28 ล้านล้านวอน
กำไรดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่า 750% เมื่อเทียบรายปี และสูงกว่ากำไรทั้งปี 2568 ของบริษัทที่ 43.6 ล้านล้านวอน สะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องจากปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ซัมซุงเพิ่งทำลายสถิติเดิมที่ 17.6 ล้านล้านวอนในไตรมาส 3 ปี 2561
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากธุรกิจชิปของบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มหน่วยความจำ (memory) ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการเติบโตของศูนย์ข้อมูล AI ทั่วโลก ที่ทำให้ความต้องการชิปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัวและราคาชิปปรับตัวสูงขึ้น ทั้งในกลุ่มศูนย์ข้อมูล สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และเครื่องเล่นเกม
ซัมซุง ระบุว่า ความต้องการหน่วยความจำสำหรับเซิร์ฟเวอร์จะยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งหลังของปี จากการที่ผู้ให้บริการ hyperscaler เร่งลงทุนรองรับ AI และการใช้งาน agentic AI ที่เพิ่มขึ้น
ในด้านตลาดหุ้น ราคาหุ้นของซัมซุงปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 0.9% หลังการประกาศงบ ส่งผลให้ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้นแล้วประมาณ 90%
สำหรับธุรกิจชิป ซึ่งอยู่ภายใต้หน่วย Device Solutions (DS) ถือเป็นแหล่งรายได้หลัก โดยสร้างกำไรจากการดำเนินงานถึง 53.7 ล้านล้านวอนในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียงราว 1 ล้านล้านวอนในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของกำไรรวมของบริษัท ขณะที่ยอดขายชิปรวมอยู่ที่ 81.7 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นถึง 225% เมื่อเทียบรายปี
การเติบโตดังกล่าวยังมาจากการขยายธุรกิจหน่วยความจำแบบแบนด์วิดท์สูง (HBM) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของชิป AI โดยความต้องการ HBM ได้รับแรงหนุนจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Nvidia ท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทาน
อย่างไรก็ตาม ซัมซุงยังคงเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด HBM โดยเฉพาะจาก SK Hynix ซึ่งยังคงเป็นผู้นำตลาด โดยมีส่วนแบ่งรายได้ถึง 57% ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
แม้ซัมซุงจะเร่งไล่ตาม โดยประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าเป็นบริษัทแรกของโลกที่สามารถผลิต HBM4 ในระดับ mass production ได้สำเร็จ และเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่า SK Hynix ยังคงมีความได้เปรียบในการแข่งขันในเทคโนโลยีดังกล่าว แม้ช่องว่างระหว่างทั้งสองบริษัทจะเริ่มแคบลงก็ตาม
อ้างอิง : www.cnbc.com