โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สถาบันศิโรจน์ผลพันธิน” อีก 1 Power ของ ม.สวนดุสิต

สยามรัฐ

อัพเดต 01 พ.ค. เวลา 14.01 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. เวลา 13.39 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง “สถาบันศิโรจน์ผลพันธิน” อีก 1 Power ของ ม.สวนดุสิต ความว่า เมื่อมหาวิทยาลัยในวันนี้ต้องทำหน้าที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจึงกำหนดทิศทางการพัฒนาไว้ภายใต้แนวคิด ‘Power of SDU’ “ก้าวไปข้างหน้าด้วยปัญญาและพลังของพวกเรา” ซึ่งประกอบด้วยพลังสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ การบริหาร (Power of Management) วิชาการ (Power of Academic Excellence) วิจัย (Power of Research & Innovation) ผู้เรียน (Power of Student & Alumni) การเชื่อมโยงสังคม (Power of Community Engagement) และระบบนิเวศการเรียนรู้ (Power of Next Ecosystem) แนวคิดนี้เป็นทั้งกรอบเชิงนโยบายและวิธีคิดที่นำไปใช้จริงในฐานะกลไกการขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัย

ภายใต้กรอบคิดดังกล่าว ‘สถาบันศิโรจน์ผลพันธิน’ คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อนพลังทั้ง 6 ด้านให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

บทบาทของสถาบันได้ทำหน้าที่ผลิตองค์ความรู้ที่ขยายไปสู่การจัดระบบความรู้ การสื่อสาร และการต่อยอดให้เกิดประโยชน์วงกว้าง การทำงานลักษณะนี้สะท้อนวิธีคิดที่มองมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ใช่พื้นที่ที่แยกตัวออกมา

เมื่อพิจารณาในเชิงการทำงานของสถาบันแล้ว จะเห็นว่าสถาบันมีบทบาทเชื่อมโยงกับหลายมิติพร้อมกัน

มิติของการบริหาร สถาบันมีส่วนสนับสนุนให้การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างมีทิศทาง ผ่านการจัดการองค์ความรู้ แนวคิด และกลไกที่ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน แนวทางลักษณะนี้สอดคล้องกับการบริหารยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับทั้ง “ผลลัพธ์” และ “กระบวนการ” ไปพร้อมกัน

มิติทางวิชาการ สถาบันมีบทบาทสร้างพื้นที่ของความคิด ทั้งการผลิตบทความ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการพัฒนาโมเดลทางความรู้ที่สามารถนำไปใช้ต่อได้จริง ความเข้มแข็งในส่วนนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถยืนอยู่บนฐานของความรู้ที่มั่นคง และพัฒนาไปสู่ความเป็นสากล

ด้านการวิจัยและนวัตกรรม การทำงานของสถาบันไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ให้ความสำคัญกับการนำไปใช้ การต่อยอด และการเชื่อมโยงสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงระบบ แนวทางนี้ทำให้ความรู้ไม่หยุดอยู่ในห้องวิจัย แต่สามารถสร้างผลกระทบในโลกจริง

มิติของผู้เรียน สถาบันมีบทบาทส่งเสริมศักยภาพของนักศึกษาให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต ทั้งในด้านทักษะ ความคิด และการปรับตัว แม้ว่าสถาบันจะไม่ใช่หน่วยงานที่ทำงานกับผู้เรียนโดยตรง แต่การสนับสนุนเชิงระบบจะทำให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งมิติที่เห็นได้ชัดคือการเชื่อมโยงกับสังคม สถาบันทำหน้าที่นำองค์ความรู้ไปสู่สาธารณะ ผ่านการสื่อสาร การสำรวจความคิดเห็น และการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญต่าง ๆ สิ่งนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทในฐานะ “ผู้นำทางความคิด” ที่สามารถสะท้อนและชี้นำสังคม

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของโลกการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ทำให้สถาบันมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนระบบนิเวศการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างต่อเนื่องและเท่าเทียม แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่เพียงคำพูดแต่นำไปสู่การปฏิบัติ

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าสถาบันศิโรจน์ผลพันธินทำหน้าที่มากกว่าหน่วยงานหนึ่งในโครงสร้างมหาวิทยาลัย แต่เป็น “ตัวเชื่อม” ที่ทำให้พลังในแต่ละด้านทำงานร่วมกันอย่างสมดุล

ความสำคัญของบทบาทสถาบันศิโรจน์ผลพันธินนี้ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่ดูเหมือนแยกจากกัน สามารถมาบรรจบกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ การวิจัย การบริหาร หรือการทำงานกับสังคม เมื่อเกิดการเชื่อมโยงในแต่ละมิติ พลังของมหาวิทยาลัยก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

คำถามที่ต้องคิดต่อยอดกันต่อไปคือ ในอนาคต การขับเคลื่อนลักษณะนี้จะต่อยอดไปสู่ระดับใด
เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และต้องมองให้ไกลกว่าการทำงานในปัจจุบัน
สิ่งที่สำคัญคือ การรักษาสมดุลของพลังทั้ง 6 ด้านให้ก้าวเดินไปด้วยกัน ไม่เน้นด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป และเปิดพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาในมิติที่ยังมีศักยภาพอีกมาก

“พลัง” ของมหาวิทยาลัยจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกส่วนทำงานเชื่อมโยงกัน เมื่อความรู้นำไปใช้และเมื่อการเรียนรู้ขยายออกไปสู่ชีวิตจริงของผู้คน

สถาบันศิโรจน์ผลพันธินนับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสวนดุสิตให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและสร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...