โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนง. ยึดเงินเฟ้อเป็นที่ตั้ง คาดทะลุ 3% บางไตรมาส ย้ำไทยยังไม่เข้าข่าย Stagflation

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 เม.ย. เวลา 17.19 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. เวลา 10.19 น.

กนง. จับตาเงินเฟ้อ คาดจ่อทะลุ 3% จากพิษสงคราม แต่เป็นปัจจัยชั่วคราว ยันไทยยังไม่เกิด Stagflation

29 เมษายน 2569 - นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวในการแถลงผลการประชุม กนง. ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1 % ต่อปี ว่า ผลกระทบของสงครามส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ 1.5% และ 2.0% ตามลำดับ

ซึ่ง กนง. ได้คาดการณ์ฉากทัศน์โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

1. กรณีฐาน (Base Case) ซึ่งเป็นสิ่งที่กนง.คาดว่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด คือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ปัญหาการขนส่งสินค้าทยอยกลับมาเป็นปกติในไตรมาส 3 และ 4 ราคาน้ำมันค้างสูงในครึ่งปีแรกปละทยอยลงในครึ่งปีหลัง จะส่งผล GDP ในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.5% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.9%

2. กรณีเลวร้าย (Worse Case) คือฉากทัศน์ที่มองว่าสถานการณ์แย่กว่าที่คิด โดยมีสมมติฐานว่า สงครามยืดเยื้อตลอดทั้งปี 2569 ราคาน้ำมันดิบโลกค้างอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด การเดินเรือและห่วงโซ่อุปทานมีปัญหาอย่างมีนัยสำคัญผลกระทบต่อ GDP ไทยอาจจะโตได้ไม่ถึง 1% และเงินเฟ้อมีโอกาสสูงเกิน 5%

แต่ไม่ว่าอย่างไรราคาน้ำมันดิบจะไม่กลับมาเท่ากับราคาก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางอีก ซึ่งราคาน้ำมันดิบดูไบเคยอยู่ที่ 60-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล

“ในกรณีฐาน การคงดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบัน 1% ยังถือว่าเหมาะสมเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว ถ้าเอนเอียงไปทางกรณีเลวร้ายที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ซึ่งในฉากทัศน์นี้อาจต้องเตรียมเครื่องมืออื่นๆ หรือปรับนโยบายให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยพื้นที่นโยบายการเงินในระดับปัจจุบันนับว่ายังมีเพียงพอ”

อย่างไรก็ดี นายดอน ระบุด้วยว่า ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีสาเหตุหลักมาจากปัญหาด้านอุปทาน (Supply-side) เช่น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดังนั้นการรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อในทันทีอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์

ซึ่งการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจหรือเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า เพราะหากปรับขึ้นการขึ้นดอกเบี้ยในขณะที่ยังไม่เห็นสัญญาณเงินเฟ้อคาดการณ์หลุดลอยชัดเจน จะซ้ำเติมเศรษฐกิจดอกเบี้ย โดยเฉพาะธุรกิจและครัวเรือนที่อยู่ระหว่างฟื้นตัวและเปราะบางอยู่เดิม

ขณะที่การลดดอกเบี้ยภายใต้บริบทปัจจุบันที่ปัญหาปรับลด ภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจเพิ่มดอกเบี้ยความเสี่ยงเงินเฟ้อ และส่งผลต่อเงินเพื่อคาดการณ์ระยะปานกลาง ซึ่งจะสร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

“หากกนง.ดำเนินนโยบายแบบกระต่ายตื่นตูม โดยการขึ้นดอกเบี้ยเพียงเพื่อคุมตัวเลขเงินเฟ้อระยะสั้น จะเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีความเปราะบาง”

ทั้งนี้ กนง. เลือกที่จะดำเนินนโยบายแบบ Data Dependent คือ การเฝ้าติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด หากสัญญาณเงินเฟ้อไม่ได้เป็นไปตามที่คาด หรือเริ่มส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว จึงจะพร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสมตามบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

“กนง. ประเมินว่าเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเกินกรอบเป้าหมายจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและจะทยอยปรับลดลงในปีหน้า ตราบใดที่การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางยังอยู่ในระดับต่ำ คณะกรรมการจึงเลือกที่จะมองผ่านผลกระทบระยะสั้นนี้ไปก่อน แทนที่จะรีบตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางนโยบายอย่างรวดเร็ว”

นายดอน กล่าวอีกว่า สำหรับคาดการณ์จีดีพีดังกล่าว ยังไม่รวมกรณีที่รัฐบาลจะมีการอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหากเม็ดเงินมีประมาณ 3 แสนล้านบาท อาจช่วยหนุนจีดีพีปีนี้ให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.5 - 0.7% อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความชัดเจนของรูปแบบมาตรการว่าจะเน้นไปที่การบริโภคหรือการลงทุน

“ถ้าไม่มีปัจจัยลบจากสงคราม เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีศักยภาพที่จะขยายตัวได้ถึง 2.3% เมื่อรวมผลกระทบจากราคาพลังงานและปัญหาห่วงโซ่อุปทานกนง. จึงปรับลดประมาณการจีดีพีลงเหลือเพียง 1.5% ในปี 69นี้”

เงินเฟ้อจ่อทะลุ 3% แต่เชื่อมั่นไม่เกิด Stagflation

นายดอน กล่าวอีกว่า กนง. ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากที่สุด (ยึดเป็นสรณ) เพราะประเทศไทยนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 50-60% ของการใช้ทั้งหมด การที่ราคาน้ำมันดิบดูไบและน้ำมันดีเซลในประเทศพุ่งสูงขึ้นจึงกระทบต้นทุนการผลิตโดยตรง กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้จะเร่งตัวขึ้นไปอยู่ที่ 2.9% และมีโอกาสสูงที่จะทะลุขอบบนของกรอบเป้าหมาย 3% ในบางไตรมาสและจะลดลงมาได้

แม้ในภาพของเศรษฐกิจที่ชะลอ และเงินเฟ้อที่สูงจะเป็นแบบ Stagflation แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่น่ากังวลในเรื่องนั้น เนื่องจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจากฝั่งต้นทุนพลังงานเป็นหลัก ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันด้านอุปสงค์ (Demand-pull Inflation) การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางของประชาชนและผู้ประกอบการยังอยู่ในระดับต่ำ

“แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวและเงินเฟ้อสูงขึ้น แต่เรามองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว เงินเฟ้อจะค่อยๆ ปรับลดลงในปีหน้าสู่ระดับ 1.5% และเศรษฐกิจจะกลับมาโตที่ 2.0% ในปี 2570 ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจึงยังไม่เข้าข่ายภาวะ Stagflation ที่รุนแรง”

ขณะเดียวกันยังไม่มีภาวะค่าจ้างพุ่งตามราคาสินค้า ทำให้ประเทศไทยยังไม่เกิดสัญญาณ Wage-Price Spiral หรือวงจรที่ค่าจ้างพุ่งตามเงินเฟ้อ เนื่องจากตลาดแรงงานไทยมีสัดส่วนลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างค่อนข้างต่ำ อำนาจต่อรองของลูกจ้างต่ำและไม่มีกลไกปรับค่าจ้างอัตโนมัติ อุปทานของแรงงานค่อนข้างยืดหยุ่น เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย เศรษฐกิจไทยปัจจุบันขยายตัวต่ำ ครัวเรือนและ SMEs ยังเปราะบาง ส่งผลให้เงินเฟ้อด้านอุปสงค์(demand-pull inflation) มีจำกัด

อ่านสไลด์ : www.bot.or.th

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...