โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เผย Meta โตแกร่ง ผู้ใช้ทะลุ 3.5 พันล้านคน/วัน เร่งเครื่อง AI เต็มสปีด ปั้น Superintelligence

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เผยผลงาน Meta ไตรมาสล่าสุดแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าลงทุน AI เต็มรูปแบบ เปิดตัวโมเดล “Muse” และ “Spark” ปูทางสู่ Personal Superintelligence และพัฒนา AI Agent เชื่อ AI จะยกระดับศักยภาพมนุษย์ และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ทั่วโลก

วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 05.00 น. ว่ามาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา (Meta) โพสต์ว่า บริษัทเพิ่งผ่านอีกหนึ่งไตรมาสที่แข็งแกร่ง โดยมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญทั้งในด้านชุมชนผู้ใช้งาน ธุรกิจ และการพัฒนา AI

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 3.5 พันล้านคนที่ใช้บริการอย่างน้อยหนึ่งแอปของบริษัททุกวัน แม้จำนวนผู้ใช้งานรายวันรวมของแพลตฟอร์มจะลดลงเล็กน้อยจากเหตุอินเทอร์เน็ตขัดข้องในอิหร่านและการถูกบล็อกในรัสเซีย แต่แนวโน้มโดยรวมของแอปยังคงแข็งแกร่ง

โดย Instagram และ Facebook ยังคงมีผู้ใช้งานรายวันและรายเดือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คอนเทนต์วิดีโอเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้าน WhatsApp ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงในตลาดสหรัฐฯ และ Threads ยังคงอยู่ในเส้นทางที่จะก้าวขึ้นเป็นแอปชั้นนำในหมวดของตน

เขาระบุว่า หมุดหมายสำคัญที่สุดในปีนี้คือการเปิดตัวตระกูลโมเดล AI “Muse” และโมเดลแรก “Muse Spark” รวมถึงการอัปเกรดครั้งใหญ่ของ Meta AI ซึ่งถือเป็นผลงานชุดแรกจาก Meta Superintelligence Labs โดยสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทกำลังอยู่บนเส้นทางที่จะสร้างห้องวิจัย AI ชั้นนำของโลก

ภายในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้สร้างทีมวิจัยที่แข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรม และวางรากฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาโมเดลขั้นสูง โดย “Spark” เป็นเพียงก้าวแรกของการขยายขีดความสามารถ และขณะนี้บริษัทกำลังฝึกโมเดลที่ล้ำหน้ามากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม Spark ได้ยกระดับ Meta AI ให้กลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะระดับโลกที่มีความสามารถโดดเด่นในหลายด้านที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Personal Superintelligence” ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจภาพ สุขภาพ การช้อปปิ้ง คอนเทนต์โซเชียล ข้อมูลท้องถิ่น และการสร้างเกม โดยบริษัทระบุว่าได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกอย่างมาก และมีการใช้งาน Meta AI เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการอัปเดต

ซักเคอร์เบิร์กระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อบริษัทมีโมเดลที่แข็งแกร่งแล้ว ก็สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้มากขึ้น โดยนับตั้งแต่ที่เขาได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์“Personal Superintelligence” เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทได้มุ่งเน้นการพัฒนา “AI Agent” ทั้งสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและภาคธุรกิจ เพื่อส่งมอบให้กับผู้คนทั่วโลกในวงกว้าง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการสร้าง AI ผู้ช่วย แต่คือการสร้างระบบที่สามารถเข้าใจเป้าหมายของผู้ใช้ และทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้น

พร้อมย้ำว่ามุมมองของเขาแตกต่างจากหลายฝ่ายในอุตสาหกรรมที่มองว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ โดยเขาเชื่อว่า AI จะช่วยขยายศักยภาพของมนุษย์ในการทำสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสุขภาพ การเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และความสำเร็จในชีวิตและอาชีพ พร้อมระบุว่าความก้าวหน้าของมนุษยชาติในอดีตล้วนขับเคลื่อนโดยความมุ่งมั่นของปัจเจกบุคคล และแนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในอนาคต โดยมนุษย์จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

ทั้งนี้ บริษัทกำลังพัฒนา AI สองประเภทหลัก ได้แก่ Personal Agent ที่มุ่งช่วยให้ผู้คนบรรลุเป้าหมายในชีวิต และ Business Agent ที่มุ่งช่วยผู้ประกอบการและธุรกิจทั่วโลกในการขยายกิจการ เข้าถึงลูกค้าใหม่ และให้บริการลูกค้าเดิมได้ดีขึ้น

โดย AI ทั้งสองประเภทจะทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการจำนวนมากทั่วโลก ขณะเดียวกัน บริษัทได้เริ่มทดสอบ AI สำหรับธุรกิจในระยะเริ่มต้นแล้ว และพบว่าจำนวนบทสนทนารายสัปดาห์เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่านับตั้งแต่ต้นปี

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างนำโมเดล AI ดังกล่าวไปพัฒนาระบบแนะนำคอนเทนต์และธุรกิจหลักของ Facebook, Instagram และโฆษณา โดยในปัจจุบันแพลตฟอร์มของบริษัทช่วยผู้ใช้ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเชื่อมต่อกับผู้อื่น การเรียนรู้เกี่ยวกับโลก และความบันเทิง

อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องการพัฒนาไปสู่การทำความเข้าใจเป้าหมายของผู้ใช้ให้ลึกยิ่งขึ้น เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตในทุกมิติ โดยโมเดล AI รุ่นใหม่จะช่วยให้บริษัทสามารถเข้าใจได้อย่างละเอียดว่าแต่ละคนให้ความสำคัญกับอะไร และคอนเทนต์แต่ละชิ้นมีความหมายอย่างไร แทนที่จะพึ่งพาเพียงรูปแบบทางสถิติของพฤติกรรมผู้ใช้

นอกจากนี้ยังสามารถสร้างคอนเทนต์เฉพาะบุคคลเพื่อช่วยให้ผู้ใช้บรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากระบบดังกล่าวทำงานในระดับขนาดใหญ่ บริษัทจะทยอยนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้อย่างเป็นขั้นตอน

ในด้านการลงทุน ซักเคอร์เบิร์กระบุว่าบริษัทได้ปรับเพิ่มคาดการณ์งบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Capex) สำหรับปีนี้ โดยส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหน่วยความจำ อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากทั้งภายในบริษัทและอุตสาหกรรมโดยรวมยังคงสะท้อนถึงโอกาสในการเติบโต จึงทำให้บริษัทมีความมั่นใจในการลงทุนดังกล่าว

พร้อมกันนี้บริษัทให้ความสำคัญอย่างมากกับการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยอยู่ระหว่างการนำชิปที่พัฒนาร่วมกับ Broadcom มากกว่า 1 กิกะวัตต์มาใช้งาน ควบคู่กับชิปจาก Advanced Micro Devices และระบบใหม่จาก Nvidia ภายใต้โครงการ Meta Compute ซึ่งมีเป้าหมายในการเป็นผู้นำด้านประสิทธิภาพของโครงสร้างคอมพิวต์ในระยะยาว

ในส่วนของฮาร์ดแวร์ ซักเคอร์เบิร์กระบุว่าแว่นตา AI ของบริษัทยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดี โดยจำนวนผู้ใช้งานรายวันเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตเร็วที่สุด โดยในไตรมาสนี้บริษัทได้เปิดตัว Ray-Ban Meta Optics ที่ออกแบบให้สามารถสวมใส่ได้ตลอดวัน ไม่ใช่เพียงแว่นกันแดด และยังมีแผนเปิดตัวความร่วมมือและดีไซน์ใหม่เพิ่มเติมในช่วงปลายปี

รวมถึงการต่อยอดจากความร่วมมือกับ Oakley โดยแว่นตาทั้งหมดได้รับการออกแบบให้สามารถอัปเดตเพื่อใช้งานกับโมเดล AI รุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง และในอนาคตคาดว่าจะพัฒนาไปเป็น AI Agent ส่วนตัวที่สามารถอยู่กับผู้ใช้ตลอดทั้งวัน ช่วยจดจำข้อมูลและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมนำ AI ไปใช้ต่อยอดในธุรกิจ metaverse และยังคงเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม VR แม้จะให้ความสำคัญกับการทำให้ธุรกิจ VR มีความยั่งยืน ควบคู่กับการลงทุนใน AI และอุปกรณ์สวมใส่

ขณะเดียวกัน ซักเคอร์เบิร์กระบุว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเริ่มเห็นตัวอย่างที่คนเพียง 1–2 คนสามารถสร้างผลงานที่เดิมต้องใช้ทีมขนาดใหญ่ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ บริษัทจึงมุ่งพัฒนาองค์กรให้เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับบุคลากรกลุ่มนี้ ผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม การลดความซับซ้อนของทีม การให้รางวัลกับผู้ที่สร้างผลงานโดดเด่น และการเปิดโอกาสให้ทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ในวงกว้าง

ท้ายที่สุด ซักเคอร์เบิร์กระบุว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญ และ Meta เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่มีศักยภาพในการกำหนดทิศทางอนาคตดังกล่าว โดยบริษัทกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งมอบ “Personal Superintelligence” ให้กับผู้คนทั่วโลก พร้อมแสดงความขอบคุณต่อทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

อ้างอิง : facebook.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...