ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิด INVESTiGUARD นักสืบกันโกง เสริมภูมิคุ้มกันคนไทย รู้ทันภัยหลอกลงทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยพิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY เปิดตัวนิทรรศการพิเศษชุดใหม่ “INVESTiGUARD นักสืบกันโกง” ภายใต้แนวคิด “ดีเกินจริง” เร่งเสริมภูมิคุ้มกันให้คนไทยรู้เท่าทันกลโกงที่ทวีความรุนแรงขึ้น
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภัยหลอกลงทุนไม่เพียงสร้างความเสียหายทางทรัพย์สิน แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นและสภาพจิตใจของประชาชน ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินการให้ความรู้ในหลายรูปแบบ และล่าสุดได้พัฒนานิทรรศการพิเศษ “INVESTiGUARD นักสืบกันโกง” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทยรู้เท่าทันภัยหลอกลงทุน มีทักษะการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนการลงทุน ซึ่งจะมีส่วนในการยกระดับความเชื่อมั่นในการลงทุน และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งสู่การเป็น The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities
“ทุกวันนี้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลเปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้าถึงประชาชนได้หลากหลายขึ้น การสร้างความรู้เท่าทันจึงเป็นเรื่องจำเป็น และอยากให้ทุกคนในวงการตลาดทุนช่วยกันส่งต่อความรู้ไปยังครอบครัว ญาติพี่น้อง และคนรอบตัว เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง” นายอัสสเดชกล่าว
นายอัสสเดชกล่าวว่า ความรู้ทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญ อยากให้ทุกคนรับทราบโดยพื้นฐานว่า โอกาสที่จะได้ผลกำไร จำนวนมากอย่างรวดเร็ว ที่เรียกว่า “too good to be true” หรือดีเกินจริง ต้องถามตัวเองก่อนว่าสิ่งที่เห็นนั้นดีเกินจริงหรือไม่ อยากให้ทุกคนตั้งคำถามและมีสติว่า สิ่งที่เห็น สิ่งที่เสนอ หรือสิ่งที่โฆษณานั้นดีเกินจริงหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจ
นายอัสสเดชกล่าวว่า ต้องยอมรับว่ามีการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่ดีด้วย เท่าที่ได้รับข้อมูล ในไตรมาสแรก การหลอกลวงออนไลน์ด้านการลงทุนเป็นอันดับ 1 ของการหลอกลวงทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลและน่าเสียใจ
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมาตรการหลายอย่าง เมื่อพบเห็นเพจหรือโฆษณาที่เข้าข่ายหลอกลวงหรือไม่เป็นความจริง โดยมีระบบตรวจสอบ ผ่านเครือข่ายบุคคลที่สาม หรือ Service Provider เข้ามาช่วย เพื่อเร่งนำหน้าเพจหรือโฆษณาเหล่านั้นลง เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าไปคลิก เข้าไปเชื่อ หรือแม้กระทั่งเห็นเนื้อหาเหล่านั้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯยังมี SET Contact Center และช่องทางอีเมล เพื่อให้ประชาชนสามารถสอบถามและตรวจสอบข้อมูลได้ก่อนตัดสินใจ
ภาพรวมของ INVESTiGUARD
ในปี 2568 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยพิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการวางแผนการเงินและการลงทุนแห่งแรกของประเทศไทย ในรูปแบบ Interactive Self-Discovery Museum ได้ริเริ่มโครงการจัดสร้างนิทรรศการพิเศษชุดใหม่ โดยมีแนวคิดเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องภัยหลอกลงทุน ตระหนักถึงภัย รู้ทันกลโกงที่เกิดขึ้นในสังคมเพื่อป้องกันตัวเองและบุคคลใกล้ชิดไม่ให้ถูกหลอก และรู้แหล่งตรวจสอบข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อเริ่มต้นลงทุนได้ถูกที่
นิทรรศการพิเศษชุดใหม่นี้มีชื่อว่า “INVESTiGUARD นักสืบกันโกง” ชื่อนิทรรศการมาจากคำว่า Investigate + Guard = INVESTiGUARD นักสืบกันโกง เมื่อผสมคำ Invest + I + Guard จะสื่อความหมายที่ซ่อนอยู่ตรงกลาง คือ I หมายถึง “ตัวเรา” ต้องเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่มาพร้อมกลโกงหลอกลงทุน
นิสรรศการนี้มีเป้าหมายให้ความรู้ แก่ คนรุ่นใหม่อายุ 15 ปี ขึ้นไปที่ต้องการเริ่มต้นลงทุน
“ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเหยื่อ” เป็นจุดเริ่มต้นของนิทรรศการ INVESTiGUARD โดยนิทรรศการได้จำลองให้ผู้เข้าชมสวมบทบาทนักสืบ เพื่อหาคำตอบด้วยตัวเอง (Personalized Learning) เริ่มจากเรียนรู้คดีหลอกลงทุน ฝึกทักษะการสังเกต วิเคราะห์แยกแยะ โฆษณาและข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับผ่านช่องทางออนไลน์ เรียนรู้กลโกง “ดีเกินจริง” (Too Good to be True) ซึ่งมิจฉาชีพมักหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อจนโอนเงินมหาศาล โดยใช้กลยุทธ์แอบอ้างเป็น “คนที่ดีเกินจริง” (Too Good People) หลอกให้เชื่อด้วย “เรื่องที่ดีเกินจริง” (Too Good Story) และเร่งรัดให้ตัดสินใจด้วย “โอกำสที่ดีเกินจริง” (Too Good Opportunity) หลังจากนั้น ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสประสบการณ์จากตัวอย่างกรณีศึกษาที่เป็นภัยหลอกลงทุน พร้อมได้ทดลองฝึกทักษะเป็นนักสืบกันโกง ผ่านเกมและเทคโนโลยีที่หลากหลาย รวมทั้งรู้จักแหล่งข้อมูลด้านการลงทุนที่น่าเชื่อถือ เมื่อจบกระบวนการเรียนรู้ ผู้เข้าชมจะได้รับผลจากการฝึกทักษะว่าเป็นยอดนักสืบระดับใด
นิทรรศการ INVESTiGUARD เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบ Interactive Self-Discovery Museum เช่นเดียวกับนิทรรศการหลักของ INVESTORY ใช้การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีและเกม และมีการออกแบบกราฟิกผนังที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยการใช้สัญลักษณ์ของคน หน้ากาก โล่ สัญญาณ Wi-Fi และเครื่องหมาย Verified มาจัดวางในลักษณะ “ลายก้านต่อดอก” เพื่อช่วยสื่อสารและสร้างการจดจำ
เส้นทางการเรียนรู้
Lesson 1 ส่องความจริง (Uncovering the Fact)
‘ความจริง’ ที่น่าตกใจในโลกของการลงทุน คือ มิจฉาชีพไม่ได้เลือกใครเป็นเหยื่อ ทุกคนมีสิทธิ์โดนหลอกได้เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความรู้ เช่น หมอ ทนาย ตำรวจ นายธนาคาร นักศึกษา หรือแม้แต่ เซียนหุ้น ก็ล้วนเคยตกเป็นเหยื่อมาแล้วเพียงเพราะหลงเชื่อเรื่องที่ดีเกินจริง
จากการรวบรวมข้อมูลโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่ 1 มีนาคม 2565 ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 พบว่า การหลอกลงทุนจัดอยู่ในอันดับ 1 ของการหลอกลวงออนไลน์ทุกประเภทเมื่อพิจารณาจากมูลค่าความเสียหาย โดยคดีหลอกลงทุนมีมูลค่าความเสียหายกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อรายต่อไป เกราะป้องกันที่ดีที่สุดคือการ ‘รู้เท่าทัน’
Lesson 2 ส่อง 3 กลโกง (Defining the 3 Deceptions)
ส่อง 3 กลโกง กับดัก “ดีเกินจริง” ที่มิจฉาชีพมักใช้
•แอบอ้างเป็น “คนที่ดีเกินจริง” (Too Good People)
•เสนอผลตอบแทนที่สูงเกินจริงเพื่อหลอกให้เชื่อด้วย “เรื่องที่ดีเกินจริง” (Too Good Story)
•เร่งรัดให้ตัดสินใจด้วย “โอกาสดีเกินจริง” (Too Good Opportunity)
Lesson 3 เปิดโปงคดีหลอกลงทุน (Unveiling Investment Scam Cases)
ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาที่ดัดแปลงจากเรื่องจริงและจุดสังเกต (Red Flag) ที่มิจฉาชีพใช้ทั้งหมด 15 ตัวอย่าง ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภทตามกลโกงของมิจฉาชีพ
Lesson 4 ส่องสูตรโกง (Decoding Scammer Formula)
สรุปหน้ากากมิจฉาชีพ 3 รูปแบบเพื่อเข้าหาเหยื่อหลอกลงทุน
1.หน้ากากคนดีเกินจริง: สร้างโปรไฟล์หรู ดูใจดี เข้ามาตีสนิทและให้ความสนใจเป็นพิเศษ หรือแอบอ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรใหญ่ให้เหยื่อเชื่อใจ
2.หน้ากากเรื่องดีเกินจริง: การันตีผลตอบแทนสูง ไม่มีความเสี่ยง ลงทุนน้อยแต่รวยเร็ว
3.หน้ากากโอกาสดีเกินจริง: อ้างว่าเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะรายเท่านั้น มีจำนวนจำกัด
ส่อง ‘สูตรโกง 6 สเต็ป’ กระบวนการที่มิจฉาชีพใช้หลอกเหยื่อ ประกอบด้วย หลอกให้เชื่อ ลวงเข้ากลุ่ม ลองลงทุน ล่อใจให้ลงเพิ่ม รีดก้อนสุดท้าย และเลิกติดต่อ ในทางกลับกัน ให้สังเกต ‘6 เอ๊ะ กันโกง’ (Red Flags) ในแต่ละสเต็ป เพื่อ ‘เอ๊ะ’ ให้ไวจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ
Lesson 5 สแกนจับโกง (Scanning and Detecting Scams)
เป็นฐานฝึกทักษะนักสืบ INVESTiGUARD ผู้เข้าชมจะได้รับภารกิจสังเกตและเก็บหลักฐานกลโกงหลอกลงทุนให้ได้มากที่สุด เพื่อสะสมเป็นคะแนนของยอดนักสืบ ซึ่งฐานนี้เป็นเกมที่ใช้เทคโนโลยี Interactive สามารถเล่นคนเดียวหรือแข่งขันเป็นคู่ได้
Lesson 6 รับมือกลโกง (Dealing with Scams)
เป็นฐานฝึกทักษะนักสืบ INVESTiGUARD ผู้เข้าชมจะได้รับภารกิจปกป้องเป้าหมายที่มิจฉาชีพจ้องเล่นงาน ฝึกอ่านใจเป้าหมาย อ่านเกมมิจฉาชีพ และพาเป้าหมายออกจากสถานการณ์หลอกลวงให้ได้ โดยเป็นการเรียนรู้ผ่านเกมชื่อ “ภารกิจเซฟเหยื่อ” และสะสมเป็นคะแนนของยอดนักสืบให้ได้มากที่สุด
Lesson 7 รู้เลือก รู้เลิก (Taking or Ignoring)
เป็นฐานฝึกทักษะนักสืบ INVESTiGUARD ผู้เข้าชมจะได้รับภารกิจ “เลือกโล่” และ “เลิกสนใจหน้ากาก” ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านเกม สนุกกับการเลือกรับพลังและปัดป้องอุปสรรคให้พ้นทางเพื่อรับคะแนนของยอดนักสืบให้ได้มากที่สุด
Lesson 8 เซฟโซนนักลงทุน (Starting in the Safe Zone)
เริ่มถูกที่ มิจหนีหาย สำหรับมือใหม่ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการขอคำแนะนำในการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นจาก ‘ธนาคารใกล้บ้าน’ หรือเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับบริษัทที่เป็น ‘สมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)’ เท่านั้น
จุดสังเกตสำคัญ การซื้อขายหุ้นที่ ‘ไม่ต้องเปิดบัญชี’ หรือให้ ‘โอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล’ หรือบัญชีบริษัทที่ไม่ใช่สมาชิก SET ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่านั่นอาจเป็น ‘มิจฉาชีพ’ และที่สำคัญ เช็กข้อมูลให้ชัวร์ก่อนลงทุนจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
Lesson 9 อาวุธกันโกง Anti-Scam Weapons
ท่องให้ขึ้นใจพ้นภัยหลอกลงทุน “ไม่เชื่อ ไม่เข้ากลุ่ม ไม่โหลดแอป ไม่โอนเงิน”
ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการดังกล่าวได้ฟรี ณ พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY ชั้นใต้ดิน อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่เวลา 9:30 – 18:00 น. (วันอังคาร – วันอาทิตย์) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://INVESTORY.setgroup.or.th หรือโทร. 02-009-9000 ต่อ 3566
“หลอกลงทุนออนไลน์” ภัยเงียบที่พัฒนาล้ำหน้ากว่าที่คิด
พร้อมกับการเปิดตัวนิทรรศการพิเศษชุดใหม่ “INVESTiGUARD นักสืบกันโกง” นี้ ได้มีการจัดงานเสวนาหัวข้อ “INVESTiGUARD : รู้ทันภัยหลอกลงทุน” โดย พ.ต.ท. พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และนายพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท. เพื่อร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับภัยหลอกลงทุน ให้ผู้สนใจ ผู้ลงทุนทั่วไปด้วย
พ.ต.ท. พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ปัจจุบันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปไกลมากในทุกรูปแบบ ประกอบกับวิถีชีวิตแบบ Globalization ที่ผู้คนใช้สมาร์ทโฟนแทบจะตลอดเวลา ทำให้หลีกเลี่ยงภัยเงียบนี้ได้ยากขึ้น
โดยมีประเด็นสำคัญ คือ ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน มียอดแจ้งความออนไลน์รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง แสนล้านกว่าบาท และ คดีหลอกลงทุน ครองอันดับ 1 จากทั้งหมด 14 ประเภทคดีออนไลน์ โดยมีมูลค่าความเสียหายเฉพาะส่วนนี้สูงถึง 30,000 กว่าล้านบาท
นอกจากนี้ มิจฉาชีพใช้ AI สร้างวิดีโอ โฆษณา และเนื้อเรื่องปลอมที่ดูสมจริงจนแยกไม่ออก มีการปลอมหน้าเว็บไซต์และเพจของหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยใช้ URL ที่คล้ายคลึงกัน (Top Level Domain) ซึ่งผู้ใช้ทั่วไปมักไม่ได้สังเกต และต่างจากแก๊ง Call Center ที่เน้นจู่โจมเร็ว (Short Attack) การหลอกลงทุนจะเน้น “เลี้ยงเหยื่อ” ในระยะยาวผ่านกลยุทธ์ต่างๆ เช่น ผสมผสานการหลอกให้รัก (Romance Scam) แล้วชวนลงทุน ใช้หน้าม้าในกลุ่มไลน์ส่งสลิปปลอมเพื่อยืนยันว่าได้เงินจริง กระตุ้นให้เหยื่อเกิดอาการ Fear of Missing Out (FOMO) หรือกลัวการเสียโอกาส
ด้วยการ เริ่มจากให้เหยื่อลองลงทุนน้อยๆ และให้ผลกำไรจริงในตอนแรก เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนจะล่อให้ลงเงินก้อนใหญ่ขึ้นเมื่อเหยื่อต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพจะอ้างว่าต้อง “จ่ายเงินเพิ่ม” เพื่อเป็นค่าธรรมเนียมหรือภาษี ทำให้เหยื่อตกอยู่ในสภาวะ “กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” เพราะเสียดายเงินก้อนแรกที่ลงไป สุดท้ายจึงยอมจ่ายเพิ่มจนความเสียหายบานปลาย
ด้านนายพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท. กล่าวว่า จากการวิเคราะห์กลยุทธ์ของมิจฉาชีพ พบว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่เงินในบัญชีของเหยื่อจนหมดเกลี้ยงเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบที่รุนแรงกว่านั้น เพราะมิจฉาชีพจะไม่หยุดแค่เงินเก็บของเหยื่อ แต่จะชี้นำและกดดันให้เหยื่อไปขุดเงินจากแหล่งอื่นมาจ่ายเพิ่ม เช่น
- การกู้หนี้ยืมสิน หรือใช้บัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด
- การขอหยิบยืมเงินจากพ่อแม่ พี่น้อง หรือคนรอบข้าง
- เหยื่อไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ แต่เริ่มต้นจากสภาวะ “ติดลบ” ที่มีหนี้สินมหาศาลพ่วงมาด้วย
ความเสียหายไม่ได้จบที่ตัวเงิน แต่ลามไปถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ เมื่อเหยื่อไปยืมเงินคนในครอบครัวมาลงทุนตามคำหลอกล่อ ทำให้ความสัมพันธ์ในบ้านแตกร้าว อีกท้ั้ง หลายคนเลือกที่จะ “ไม่แจ้งความ” เพราะรู้สึกอาย หรือรู้สึกว่าแจ้งไปก็ไม่คุ้มค่าเสียเวลา/ค่าเดินทาง ส่งผลให้ตัวเลขสถิติความเสียหายที่แท้จริง (Dark Figure) สูงกว่าที่ปรากฏในระบบของตำรวจมาก
เหยื่อจำนวนมากตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังจนไม่มีแรงจะลุกขึ้นสู้ต่อ บางคนไม่มีแม้แต่เงินค่าเดินทางไปสถานีตำรวจ และความบอบช้ำทางจิตใจทำให้ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก เป็นเหตุให้มิจฉาชีพยังคงลอยนวลได้เพราะเหยื่อไม่กล้าเอาผิด