โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คนขับ-ไรเดอร์ Grab หันใช้รถ EV ทะลุ 3 หมื่นคัน ฝ่าวิกฤตน้ำมันแพง

PostToday

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “แกร็บถือเป็นแพลตฟอร์มแรกที่ส่งเสริมและผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้บริการในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2563 โดยเราได้ร่วมมือกับพันธมิตรในหลายภาคส่วน ทั้งบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่าย EV ผู้ให้บริการสถานีชาร์จและระบบบริหารจัดการชาร์จแบตเตอรี ตลอดจนสถาบันการเงิน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงรถ EV ในกลุ่มคนขับและไรเดอร์ พร้อมพัฒนาความร่วมมือและปรับปรุงการดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน โครงการ Grab EV มีคนขับที่ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารและไรเดอร์จัดส่งอาหาร-สินค้าด้วย EV ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์รวมแล้ว
มากกว่า 30,000 คัน ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการก็ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดการเปิดฟีเจอร์เลือกใช้รถอีวี (Grab EV Rides) เพิ่มขึ้นกว่า 35% (เปรียบเทียบไตรมาสแรกของปี 2569 กับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)

เดินหน้าโครงการ Grab EV

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความท้าทายด้านต้นทุนในอุตสาหกรรมการเดินทางและภาคการขนส่ง ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มเรียกรถและเดลิเวอรีที่มีคนขับให้บริการหลายแสนคนในประเทศไทย แกร็บจึงเร่งเดินหน้าโครงการ Grab EV อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เพียงเปิดโอกาสให้คนที่มีรถ EV สามารถให้บริการผ่านแพลตฟอร์มได้ แต่ยังส่งเสริมให้คนขับในระบบที่มีความสนใจสามารถเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าผ่านการเช่าหรือผ่อนกับบริษัทพันธมิตร

ล่าสุดได้ผนึกความร่วมมือกับ 9 พันธมิตรรายใหม่ ครอบคลุมทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึง EV ให้กับคนขับทั่วประเทศ พร้อมร่วมกันสร้างอีโคซิสเต็มของยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรมากขึ้น

เงื่อนไขโปรแกรมบริการ EV

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ แกร็บยังคงสนับสนุนให้คนขับและไรเดอร์สามารถให้บริการด้วยรถ EV ผ่าน 2 โปรแกรมหลัก นั่นคือ

โปรแกรม “เช่าครบจบบนแอป” แกร็บผนึกจับมือกับ 5 พันธมิตรผู้ให้บริการเช่าแท็กซี่ไฟฟ้า ได้แก่ อีวีเซเว่น (EV7) ช.พัฒนาแท็กซี่ สหกรณ์สยามแท็กซี่ สหกรณ์มิตรแท้แท็กซี่ และ พี-ไบค์ (P-bike) เปิดให้บริการเช่ารถแท็กซี่ไฟฟ้าเพื่อให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน Grab ด้วยค่าเช่าเริ่มต้นที่ 800 บาทต่อวัน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับ สลีกอีวี (SLEEK EV) เปิดให้บริการเช่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้บริการเดลิเวอรี ด้วยค่าเช่าเริ่มต้นที่ 125 บาทต่อวัน

โปรแกรม “ผ่อนขับรับรถ” โดยแกร็บได้ผนึกความร่วมมือกับ 2 พันธมิตรใหม่อย่าง ซีแอล แอนด์ วี กรุ๊ป คาร์เร้นท์ (CL & V GROUP CAR RENT) และ บอร์โรว์ โมบิลิตี้ (โดย บี ออโต้เฮาส์) (BORROW MOBILITY By B Autohaus)

เปิดโอกาสให้คนขับแกร็บสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าได้ โดยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากประวัติในการให้บริการ ด้วยอัตราผ่อนจ่ายรายวันเริ่มต้นที่ 600 บาท ในระยะสัญญา 5 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์อื่นๆ อาทิ ประกันรถยนต์สาธารณะ (ชั้น1) ฟรีค่าบำรุงรักษาตามรอบ รับประกันแบตเตอรี่พิเศษสูงสุด 8 ปีหรือ 600,000 กิโลเมตร และเปลี่ยนยางฟรี 4 เส้นต่อปี ตลอดระยะเวลา 5 ปี (20 เส้น) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับ อีเอ็ม มอเตอร์ (EM Motor) เพื่อให้ไรเดอร์สามารถเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้ ด้วยอัตราผ่อนจ่ายรายวันเริ่มต้นเพียง 105 บาท ในระยะสัญญา 2-3 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ ฟรีค่าเปลี่ยนยาง 1 คู่ (2 เส้น) และผ้าเบรค 4 คู่ (8 ชิ้น) เป็นต้น

นอกจากนี้ แกร็บยังพยายามเพิ่มการเข้าถึงสถานีชาร์จ EV เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มสิทธิประโยชน์ ให้กับคนขับผ่านการผนึกพันธมิตรกับสถานีชาร์จชั้นนำที่มีเครือข่ายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น สถานี Sharge โดย บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด สถานี Spark EV ที่ตั้งในสถานีบริการน้ำมันบางจาก (BCP) และ สถานี Altervim Super Charge

โครงการ Grab EV ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจ “GrabForGood” ที่มุ่งส่งเสริมให้คนขับแกร็บเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ที่มีคาร์บอนต่ำหรือเป็นศูนย์ เพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality) ให้ได้ภายในปี 2583 ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในสำนักงาน การปรับรูปแบบการดำเนินงานและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการ

ทั้งนี้ แกร็บ ประเทศไทยเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเป้าหมายหลักของการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Winning with Purpose Together” ที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...