โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แพทย์เฉลยเอง หุงข้าวทีละมาก ๆ แล้วแช่เย็นไว้กิน ส่งผลดีหรือผลเสียต่อสุขภาพ

Khaosod

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

แพทย์เฉลยเอง หุงข้าวทีละมาก ๆ แล้วแช่เย็นไว้กิน ส่งผลดีหรือผลเสียต่อสุขภาพ พร้อมแนะ 7 ข้อสังเกต ถ้าเจอข้าวมีลักษณะนี้ ทิ้งทันที

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ เทรนด์การหุงข้าวทีละมาก ๆ แบ่งเป็นส่วน ๆ แช่เก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรับประทานภายหลัง กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ หลายคนตั้งคำถามว่าการเก็บข้าวไว้ในตู้เย็นเป็นเวลานานนั้นดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่

ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยเลือกหุงข้าวครั้งเดียวแล้วเก็บไว้กินตลอดทั้งสัปดาห์ เพื่อประหยัดเวลา อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าอาจ “ดีต่อสุขภาพ” เนื่องจากช่วยสร้างแป้งทนการย่อย (resistant starch) อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้จะมีประโยชน์จริง แต่ก็มีความเสี่ยงไม่น้อย หากปฏิบัติไม่ถูกวิธี

นพ.เหงียน หุย ฮว่าง จากเวียดนาม ระบุว่าข้าวที่หุงสุกแล้วปล่อยให้เย็น โดยเฉพาะเมื่อแช่เย็นในตู้เย็นช่องธรรมดานาน 8–12 ชั่วโมง จะเกิด “แป้งทนการย่อย” (resistant starch) ซึ่งเป็นแป้งที่ไม่ถูกย่อยในลำไส้เล็ก แต่จะเคลื่อนลงสู่ลำไส้ใหญ่และกลายเป็นอาหารของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร

ด้วยเหตุนี้ ข้าวแช่เย็นจึงอาจให้ประโยชน์บางประการ เช่นช่วยลดค่าดัชนีน้ำตาล (GI) เมื่อเทียบกับข้าวร้อน ช่วยควบคุมน้ำหนัก และส่งเสริมสุขภาพลำไส้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือดหรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

นอกจากนี้ การเก็บข้าวในตู้เย็นยังช่วยยืดอายุการบริโภค โดยหากวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง ข้าวจะปลอดภัยเพียง 2–4 ชั่วโมง แต่หากเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส สามารถเก็บได้นาน 1–2 วัน และอาจนานสูงสุดถึง 3 วัน หากจัดเก็บอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม นพ.เหงียน หุย ฮว่าง เน้นย้ำว่าความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตู้เย็นโดยตรง แต่อยู่ที่วิธีจัดการข้าวก่อนและหลังการเก็บรักษา

หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ เชื้อแบคทีเรีย Bacillus cereus ซึ่งพบได้ในข้าวเมื่อข้าวที่หุงแล้วถูกทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกินไป เชื้อดังกล่าวอาจเพิ่มจำนวนและสร้างสารพิษ โดยสารพิษนี้ทนความร้อน ทำให้การนำข้าวไปอุ่นซ้ำไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงของอาหารเป็นพิษได้ทั้งหมด

ด้าน รศ.ดร.พญ.เหงียน ถิ หลัม อดีตรองผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการแห่งชาติ ระบุเพิ่มเติมว่า หากเก็บข้าวในตู้เย็นโดยไม่ปิดภาชนะให้มิดชิด อาจเกิดการปนเปื้อนข้ามจากอาหารดิบชนิดอื่นได้ อีกทั้งการเก็บไว้นานเกินไปยังทำให้ข้าวสูญเสียน้ำ แห้งแข็ง และย่อยยาก โดยเฉพาะในผู้ที่มีระบบย่อยอาหารอ่อนแอ

สำหรับข้อกังวลเรื่องการสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ตู้เย็นไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้วิตามินลดลง ข้าวขาวมีวิตามินซีและเอในปริมาณต่ำอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงจึงแทบไม่มีนัยสำคัญ ส่วนวิตามินที่ได้รับผลกระทบมากกว่าคือวิตามินบี (เช่น B1, B2, B3) ซึ่งละลายน้ำและไวต่อความร้อน

อย่างไรก็ตาม การสูญเสียวิตามินส่วนใหญ่เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการหุง ขณะที่การแช่เย็นทำให้ลดลงเพียงเล็กน้อย แต่การอุ่นซ้ำหลายครั้งต่างหากที่ทำให้วิตามินลดลงอย่างชัดเจน เช่น วิตามิน B1 อาจลดลงได้ 10–30% หากนำข้าวไปอุ่นซ้ำหลายครั้ง

7 หลักปฏิบัติสำคัญ เพื่อความปลอดภัยในการบริโภคข้าวแช่เย็น

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า สามารถเก็บข้าวในตู้เย็นได้ แต่ต้องปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยด้านอาหารอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • ไม่ควรวางข้าวไว้ที่อุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมงหลังหุงเสร็จ
  • ควรทำให้ข้าวเย็นลงอย่างรวดเร็ว และนำเข้าตู้เย็นภายใน 1 ชั่วโมง
  • เก็บในภาชนะปิดสนิทหรือถุงซิปล็อก เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
  • รักษาอุณหภูมิตู้เย็นให้ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส
  • ควรบริโภคภายใน 24–48 ชั่วโมง
  • ก่อนรับประทาน ควรอุ่นให้ร้อนมากกว่า 75 องศาเซลเซียส และไม่อุ่นซ้ำหลายครั้ง
  • ทิ้งทันที หากพบกลิ่นเปรี้ยวหรือมีลักษณะผิดปกติ เช่น เหนียวลื่น

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า แม้การเกิดแป้งทนการย่อยในข้าวแช่เย็นจะเป็นประโยชน์ที่มีอยู่จริง แต่ไม่ควรมองว่าเป็นวิธีที่ “ดี” จนเกินไป เพราะผลลัพธ์ต่อสุขภาพยังขึ้นอยู่กับภาพรวมของการกินและการใช้ชีวิต ที่สำคัญ ความเสี่ยงของอาหารเป็นพิษจากการเก็บข้าวอย่างไม่ถูกวิธี ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างในไทย

ที่มา SOHA

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แพทย์เฉลยเอง หุงข้าวทีละมาก ๆ แล้วแช่เย็นไว้กิน ส่งผลดีหรือผลเสียต่อสุขภาพ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...