โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่ และพื้นที่พิธีศพในไทยและสิงคโปร์ (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 08.41 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ในงานศึกษาเรื่องความตายในสังคมยุคสมัยใหม่ ข้อเสนอสำคัญประการหนึ่งที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางคือ แนวคิดที่ว่า “ความเป็นสมัยใหม่” (modernity) มีแนวโน้มผลักความตายออกจากชีวิตประจำวันและพื้นที่สาธารณะ ไปอยู่ในสถาบันเฉพาะทางและทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องของปัจเจกมากกว่าของชุมชน ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกในภาษาวิชาการว่า “การแยกซ่อนความตาย” หรือ “the sequestration of death” (ดู Mellor, P. A., & Shilling, C. (1993). Modernity, self-identity and the sequestration of death. Sociology, 27(3), 411-431.)

อย่างไรก็ตาม นักสังคมวิทยาหลายคนก็ชี้ให้เห็นเช่นกันว่า ความเป็นสมัยใหม่มิได้ทำให้ความตาย “หายไป” จากสังคมโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการจัดระเบียบและย้ายตำแหน่งของความตายไปสู่พื้นที่ สถาบัน และผู้เชี่ยวชาญรูปแบบใหม่

กล่าวคือ ความตายไม่ได้ถูกลบเลือน แต่ถูกบริหารจัดการผ่านกลไกทางการแพทย์ ระบบราชการของรัฐ และธุรกิจบริการความตายมากขึ้น (ดูเพิ่มใน Seale, C. (1998). Constructing death: The sociology of dying and bereavement. Cambridge University Press.)

ตามแนวทางการอธิบายดังกล่าว สังคมจารีตจนถึงก่อนยุคสมัยใหม่ ความตายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยในชีวิตประจำวันและในพื้นที่สาธารณะ

การตายของสมาชิกคนหนึ่งในชุมชนมักเป็นเรื่องของชุมชนมากกว่าปัจเจกบุคคล การรวมตัวของญาติ เพื่อนบ้าน พิธีกรรม เสียงบทสวด ตลอดจนพื้นที่และสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตาย ล้วนปรากฏขึ้นในฐานะกิจกรรมทางสังคมมากกว่าจะเป็นเรื่องเฉพาะของครอบครัว

ในขณะที่สังคมยุคสมัยใหม่ โดยเฉพาะตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ผู้คนจำนวนมากกลับมีประสบการณ์ร่วมกับความตายน้อยลง

มิใช่เพราะมนุษย์ตายน้อยลง แต่เพราะกระบวนการจัดการความตายและศพถูกย้ายออกจากพื้นที่ชีวิตประจำวันไปสู่สถาบันเฉพาะทาง เช่น โรงพยาบาล บ้านพักผู้ป่วยระยะท้าย หรือสถานประกอบการด้านพิธีศพ

ความตายจึงค่อยๆ ถูกทำให้เป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้จัดการมากกว่าชุมชน

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดกระบวนการดังกล่าวมีหลายประการ เช่น การลดบทบาทของคำอธิบายทางศาสนาเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายที่เริ่มน้อยลงในทุกศาสนา ความตายสำหรับคนเป็นจำนวนมากในโลกสมัยใหม่จึงมีค่าเท่ากับความว่างเปล่าสัมบูรณ์ ไร้นัยยะทางจิตวิญญาณ โดยผนวกรวมเข้ากับการขยายตัวของความรู้ทางการแพทย์ที่ทำให้กระบวนที่เกี่ยวข้องกับความตายกลายเป็นเรื่องทางเทคนิคของวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาของรัฐสมัยใหม่ซึ่งเข้ามากำกับดูแลความตายผ่านระบบกฎหมาย สาธารณสุข และการจัดการพื้นที่เมือง

ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและการเน้นประสิทธิภาพในการทำงานก็ทำให้รูปแบบการจัดการความตายแบบจารีตถูกมองว่าเป็นสิ่งไร้ระเบียบ เป็นภาระ และขัดขวางกลไกทางเศรษฐกิจ

ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่ยาวนานของพิธีกรรม การเรียกร้องการมีส่วนร่วมของผู้คนและชุมชนเป็นจำนวนมาก พื้นที่เผาและฝังศพที่ใหญ่โตเกินไปทำให้ที่ดินเสียมูลค่า ตลอดจนการรำลึกถึงคนที่ตายที่ยาวนาน ฯลฯ

ทั้งหมดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทั้งในมิติทางพิธีกรรม พื้นที่ และผู้เชี่ยวชาญ (เช่น ธุรกิจรับจัดงานศพ) เพื่อทำให้ความตายที่เราไม่อาจยับยั้งได้ แต่สามารถควบคุมให้ผู้คนและทรัพยากรต่างๆ ที่เคยแวดล้อมความตายเป็นจำนวนมากต้องหดเล็กลง เพื่อให้ผู้คนกลับไปทำงานได้โดยเร็วและเปลี่ยนทรัพยากรที่เคยเสียไปจากการจัดการความตายอย่างมหาศาลให้ลดน้อยลงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้

กระบวนการเหล่านี้ยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมจากครอบครัวขยายสู่ครอบครัวเดี่ยว พร้อมกับการเติบโตของแนวคิดแบบปัจเจกนิยม ทำให้ความตายและความเศร้ากลายเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลมากขึ้น

การสูญเสียของสมาชิกคนหนึ่งจึงค่อยๆ หลุดออกจากการโอบอุ้มของชุมชน และกลายเป็นภาระทางอารมณ์ของครอบครัวหรือปัจเจกบุคคลมากกว่าสังคมโดยรวม

แม้คำอธิบายว่าด้วย “การแยกซ่อนความตาย” จะช่วยให้เข้าใจลักษณะสำคัญของสังคมสมัยใหม่ได้ในระดับหนึ่ง แต่จากการศึกษาของผมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มทำให้เห็นว่า คำอธิบายดังกล่าวอาจไม่สามารถใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในบางสังคม

ในกรณีของสังคมไทย แม้จะมีแนวโน้มของการแยกซ่อนความตายปรากฏอยู่จริงในบางมิติ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับพบว่า การจัดการความตายบางรูปแบบมิได้ถูกผลักออกจากพื้นที่สาธารณะ หากแต่ยังคงปรากฏในฐานะกิจกรรมทางสังคมที่มีผู้คนจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วม

หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนความย้อนแย้งดังกล่าวได้ชัดเจนที่สุด คือการเกิดขึ้นของ “ฌาปนสถานสมัยใหม่”

โดยทั่วไปเป็นที่ยอมรับกันว่า การถือกำเนิดของเตาเผาศพและฌาปนสถานสมัยใหม่เริ่มต้นขึ้นในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เมืองขนาดใหญ่จำนวนมากประสบปัญหาสุสานแออัดและความกังวลด้านสุขอนามัยจากการฝังศพ

ทำให้แพทย์และนักปฏิรูปสังคมเริ่มเสนอการเผาศพในฐานะวิธีจัดการศพที่สะอาดและมีประสิทธิภาพมากกว่า

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นใน ค.ศ.1873 เมื่อศาสตราจารย์ Lodovico Brunetti ได้จัดแสดงแบบจำลองเตาเผาศพสมัยใหม่ในนิทรรศการนานาชาติที่กรุงเวียนนา

เตาของเขาใช้ระบบห้องเผาไหม้ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้สูง ทำให้สามารถเผาร่างกายมนุษย์ให้กลายเป็นเถ้ากระดูกได้อย่างรวดเร็วและลดกลิ่นรบกวน แตกต่างจากการเผาศพบนเชิงตะกอนแบบเปิดโล่งในอดีต

นวัตกรรมดังกล่าวกระตุ้นความสนใจในหลายประเทศของยุโรปและอเมริกา ตัวอย่างสำคัญ เช่น การก่อตั้ง Cremation Society of England ใน ค.ศ.1874 และการสร้างฌาปนสถานแห่งแรกที่เมือง Woking ใน ค.ศ.1885 และอีกแห่งที่มีชื่อเสียงมากคือ Golders Green Crematorium กรุงลอนดอน ใน ค.ศ.1902 ขณะเดียวกัน ในสหรัฐอเมริกา Dr. Julius LeMoyne ก็ได้สร้างฌาปนสถานแห่งแรกขึ้นที่รัฐเพนซิลเวเนียใน ค.ศ. 1876

กล่าวได้ว่า ฌาปนสถานสมัยใหม่ในโลกตะวันตกเกิดขึ้นในฐานะผลผลิตของความรู้สมัยใหม่ ทั้งในด้านเทคโนโลยี สุขอนามัย และการจัดการเมือง ขณะเดียวกันก็สัมพันธ์กับกระแสความคิดแบบทางโลกที่พยายามลดบทบาทของศาสนจักร ซึ่งเคยผูกขาดการจัดการความตายผ่านพิธีฝังศพมาอย่างยาวนาน

ด้วยเหตุนี้ ฌาปนสถานสมัยใหม่ในโลกตะวันตกจึงมักถูกมองว่า เป็นสถาบันที่สะท้อนกระบวนการทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องของเทคโนโลยีและการบริหารจัดการมากกว่าพิธีกรรมทางศาสนา และในหลายกรณีก็มีส่วนสำคัญต่อกระบวนการ “แยกซ่อนความตาย” ออกจากชีวิตสาธารณะของผู้คนในสังคมเมืองสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม ฌาปนสถานสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในแต่ละสังคมย่อมพัฒนาไปภายใต้บริบทและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถานที่ดังกล่าวกับผู้คนในแต่ละวัฒนธรรมจึงมีรูปแบบหลากหลาย โดยเฉพาะในสังคมนอกยุโรปและอเมริกา

ในงานศึกษาชิ้นก่อนหน้าของผม (บทความ “ฌาปนสถานคณะราษฎร” ตีพิมพ์ใน มติชนสุดสัปดาห์) ได้เสนอแล้วว่า ฌาปนสถานสมัยใหม่ในประเทศไทยมิได้เกิดขึ้นจากเหตุผลด้านสุขอนามัยและความเป็นสมัยใหม่แบบยุโรปเพียงอย่างเดียว หากแต่ผูกพันอย่างใกล้ชิดกับบริบททางการเมืองหลังการปฏิวัติ 2475

อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ผมต้องการขยายการอธิบายให้กว้างขึ้น โดยนำกรอบคิดทางสังคมวิทยาว่าด้วย “การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย” (the sequestration and visibility of death) มาทดลองอธิบายการทำงานของฌาปนสถานสมัยใหม่ในบริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อเสนอหลักของบทความคือ ในขณะที่ฌาปนสถานสมัยใหม่ในโลกตะวันตกมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการแยกซ่อนความตายออกจากพื้นที่สาธารณะ

ในสังคมไทยกลับเกิดกระบวนการในทิศทางที่แตกต่าง กล่าวคือ แทนที่จะเป็นกลไกในการ “แยกซ่อนความตาย” ออกจากสังคม มันกลับกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้ความตายยังคงปรากฏอยู่ แม้จะไม่มากเท่าการจัดการความตายแบบจารีตก็ตาม

ฌาปนสถานสมัยใหม่มิได้ทำให้ความตายหายไปจากชีวิตสาธารณะ หากแต่เปิดพื้นที่ให้เกิดรูปแบบใหม่ของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมผ่านพิธีกรรมและการรวมตัวของผู้คน

และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ผมจะเปรียบเทียบกับกรณีของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสังคมเมืองที่กระบวนการแยกซ่อนความตายเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นกว่ามาก และสะท้อนรูปแบบการจัดการความตายที่แตกต่างจากสังคมไทยอย่างมีนัยสำคัญ

คำถามคือ เหตุใดฌาปนสถาน สถาปัตยกรรมที่ถือกำเนิดขึ้นจากตรรกะของความเป็นสมัยใหม่แบบเดียวกัน จึงกลับทำงานแตกต่างกันอย่างมากในบริบทของแต่ละสังคม คำถามนี้จะนำเราไปสู่การสำรวจประวัติศาสตร์และบทบาทของฌาปนสถานสมัยใหม่ในประเทศไทย

ซึ่งอาจช่วยให้เราเข้าใจได้ดีขึ้นว่า ความตายถูกแยกซ่อน และถูกทำให้ปรากฏในพื้นที่สาธารณะของสังคมไทยและสิงค์โปร์อย่างไร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่ และพื้นที่พิธีศพในไทยและสิงคโปร์ (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...