สับสน-ย้อนแย้ง เปิดคำให้การหัวหน้าข่าวกรองสหรัฐฯ ปมสงครามอิหร่าน
เมื่อวันที่ 18 มี.ค. เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ให้การต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มสงครามกับอิหร่านเมื่อเกือบ 3 สัปดาห์ก่อน
เจ้าหน้าที่เหล่านั้น รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ ทุลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการซีไอเอ จอห์น แรตคลิฟฟ์ และผู้อำนวยการเอฟบีไอ แคช พาเทล ให้การต่อหน้าคณะกรรมการข่าวกรองวุฒิสภา ซึ่งพวกเขาถูกซักถามเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างที่สับสนและขัดแย้งกันของรัฐบาลเกี่ยวกับสงครามกับอิหร่านและข้อมูลข่าวกรองที่เกี่ยวข้อง
การให้การดังกล่าวเกิดขึ้น 1 วันหลังจากที่ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ โจ เคนต์ ประกาศลาออกเนื่องจากคัดค้านสงคราม พร้อมชี้ว่า รัฐบาลทรัมป์โกหกว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามในทันที (imminent threat)
ขีดแย้งกับคำกล่าวอ้างของ “ทรัมป์”
ปรากฏว่า คำให้การของพวกเขา ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของทรัมป์และรัฐบาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือไม่สามารถหาหลักฐานมาสนับสนุนได้
เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่า “อิหร่านพยายามที่จะสร้างโครงการนิวเคลียร์ขึ้นใหม่” หลังจากสงคราม 12 วันเมื่อเดือน มิ.ย. 2025 และเขากล่าวในสุนทรพจน์แถลงนโยบายประจำปีเมื่อเดือน ก.พ. ว่าอิหร่านกำลัง “เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด”
สตีฟ วิตคอฟฟ์ ที่ปรึกษาของทำเนียบขาว กล่าวเพิ่มเติมว่า “น่าจะเหลือเวลาอีกเพียง 1 สัปดาห์ อิหร่านก็จะมีวัตถุดิบสำหรับทำระเบิดนิวเคลียร์ในระดับอุตสาหกรรม” และทำเนียบขาวได้อ้างถึง “ภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ที่ใกล้เข้ามา”
แต่ในคำแถลงของแกบบาร์ดกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เธอกล่าวว่า “ผลจากปฏิบัติการมิดไนต์แฮมเมอร์ในเดือน มิ.ย. 2025 โครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกทำลายลงแล้ว นับตั้งแต่นั้นมาไม่มีความพยายามใด ๆ ที่จะสร้างความสามารถในการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ขึ้นใหม่”
ที่น่าสังเกตคือ แกบบาร์ดไม่ได้อ่านส่วนนี้ของคำแถลง เมื่อถูกถามถึงเหตุผล เธอกล่าวว่าเป็นเพราะเวลาของเธอกำลังจะหมด
เมื่อถูกถามโดยวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต จอน ออสซอฟฟ์ จากรัฐจอร์เจีย ว่านั่นยังคงเป็นการประเมินของหน่วยข่าวกรองอยู่หรือไม่ เธอกล่าวว่า “ใช่”
นอกจากนี้ ในสุนทรพจน์แถลงนโยบายประจำปีของประธานาธิบดีทรัมป์ เขายังอ้างว่าอิหร่านกำลังสร้างขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่จะสามารถโจมตีสหรัฐฯ ได้ในไม่ช้า
แต่นั่นไม่ตรงกับข้อมูลหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ แถลงการณ์ของแกบบาร์ดได้ย้ำการประเมินก่อนหน้านี้ว่า “อิหร่านสามารถใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่เพื่อเริ่มพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปที่ใช้งานได้จริงทางการทหารก่อนปี 2035 หากอิหร่านพยายามที่จะพัฒนาขีดความสามารถนั้น”
แกบบาร์ดกล่าวว่าการประเมินนั้นจะได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นโดยคำนึงถึงสงครามในปัจจุบัน
เมื่อประธานคณะกรรมการข่าวกรองวุฒิสภา ทอม คอตตอน อ้างถึงการประมาณการของนักวิเคราะห์คนอื่น ๆ ว่าอิหร่านอาจมีขีปนาวุธข้ามทวีป “เพื่อคุกคามสหรัฐฯ ได้ภายในเวลาเพียง 6 เดือน” แรตคลิฟฟ์ปฏิเสธที่จะระบุช่วงเวลาที่แน่นอน
แรตคลิฟฟ์กลับกล่าวว่า คอตตอนมีเหตุผลที่จะกังวล และบอกว่า “หากปล่อยไว้โดยไม่ขัดขวาง พวกเขาก็จะมีศักยภาพในการยิงขีปนาวุธไปยังแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ”
แต่เขาไม่ได้กล่าวถึงกรอบเวลา 6 เดือน หรือคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้
และสุดท้าย แกบบาร์ดก็ไม่ได้สนับสนุนคำกล่าวอ้างของทรัมป์ในสัปดาห์นี้ที่ว่า ไม่มีผู้เชี่ยวชาญคนใดคาดการณ์ว่าอิหร่านจะตอบโต้การถูกโจมตีด้วยการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย อันที่จริง อิหร่านได้พูดถึงความเป็นไปได้นั้นต่อสาธารณะแล้ว และมันไม่ใช่ความลับ
เมื่อวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต รอน ไวย์เดน จากรัฐโอเรกอน ถามเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างของทรัมป์ แกบบาร์ดหลีกเลี่ยงการตอบคำถามโดยตรง
เมื่อถูกกดดันโดยรองประธานพรรคเดโมแครต มาร์ก วอร์เนอร์ ทางแกบบาร์ดกล่าวว่า เธอ “ไม่ทราบเกี่ยวกับคำพูดเหล่านั้น” และปฏิเสธที่จะบอกว่าเธอได้แจ้งให้ทรัมป์ทราบถึงความเป็นไปได้นั้นหรือไม่ โดยอ้างว่าเป็น “การสนทนาภายใน”
อิหร่านเป็นภัยคุกคามในทันทีจริงหรือ?
เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า อิหร่านกำลังก่อให้เกิดภัยคุกคามที่ “ใกล้เข้ามา” จนจำเป็นต้องทำสงครามหรือไม่?
รัฐบาลทรัมป์ได้เสนอเหตุผลต่าง ๆ มากมายว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งหลายเหตุผลก็ไม่ผ่านการตรวจสอบ
เคนต์กล่าวในจดหมายลาออกของเขาว่า อิหร่านไม่ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามาเช่นนั้น และหลังจากนั้น แกบบาร์ดได้ออกแถลงการณ์ที่ระมัดระวัง โดยที่เธอไม่ได้ตัดสินข้อกล่าวอ้างนั้นด้วยตนเอง แต่เธอกล่าวว่าเป็นการตัดสินใจของทรัมป์เองว่าจะพิจารณาว่าภัยคุกคามนั้น “ใกล้เข้ามา” หรือไม่
แต่เป็นสิ่งที่น่าสังเกตว่า ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติของทรัมป์เองยังปฏิเสธที่จะเรียกภัยคุกคามนั้นว่า “ใกล้เข้ามา” ไม่ว่าจะเป็นในความเห็นของเธอเองหรือของหน่วยข่าวกรอง
การให้การล่าสุดนี้ไม่ได้ให้หลักฐานมากนักว่าหน่วยข่าวกรองแสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา
คำให้การเกี่ยวกับเจตนาทางนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธข้ามทวีปของอิหร่านไม่ได้บ่งชี้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา
เมื่อออสซอฟฟ์ถามว่า ข้อมูลข่าวกรองแสดงให้เห็นถึง “ภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ที่ใกล้เข้ามา” หรือไม่ แกบบาร์ดตอบว่า “คนเดียวที่จะตัดสินได้ว่าอะไรคือภัยคุกคามและอะไรไม่ใช่ คือประธานาธิบดี”
แกบบาร์ดกล่าวเสริมว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยข่าวกรองที่จะตัดสินว่าอะไรคือภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามาและอะไรไม่ใช่”
ออสซอฟฟ์ปฏิเสธจุดยืนของแกบบาร์ด โดยกล่าวว่าการตัดสินใจอย่างอิสระเช่นนั้นเป็นหน้าที่ของหน่วยข่าวกรองต่างหาก
ในการแสดงความคิดเห็นของเขาเอง แรตคลิฟฟ์ได้อ้างถึงการโจมตีชาวอเมริกันในภูมิภาคตะวันออกกล่าง และกล่าวว่ามันเป็นภัยคุกคาม “ในทันที” มานานแล้ว
แรตคลิฟฟ์กล่าวว่า “ผมคิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน และเป็นภัยคุกคามในทันทีในขณะนี้”
แรตคลิฟฟ์ยังถูกถามด้วยว่า เขาไม่เห็นด้วยกับเคนต์เกี่ยวกับศักยภาพของอิหร่านหรือไม่ และเขากล่าวว่า “ผมไม่เห็นด้วย”
แต่การสนทนาส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การโจมตีของอิหร่านต่อแผ่นดินสหรัฐฯ แต่กลับมุ่งเน้นไปที่การโจมตีชาวอเมริกันในตะวันออกกลาง รวมถึงการโจมตีผ่านกลุ่มตัวแทนของอิหร่าน
ตลอดทั้งการให้การในวันที่ 18 มี.ค. ไม่มีใครกล่าวว่า “อิหร่านเป็นภัยคุกคามในทันที” ต่อสหรัฐฯ ด้วยคำพูดของพวกเขาเอง
เรียบเรียงจาก CNN
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เกาะติดสงครามอิหร่าน 19 มี.ค. 69 อิสราเอล-อิหร่านเปิดฉากโจมตีแหล่งพลังงาน!
“ทรัมป์” ไม่อยากให้ยิงโครงสร้างพลังงาน-ของบกลาโหมเพิ่ม 2 แสนล้านดอลลาร์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สับสน-ย้อนแย้ง เปิดคำให้การหัวหน้าข่าวกรองสหรัฐฯ ปมสงครามอิหร่าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com