เบื้องหลังสงครามอิหร่าน 48 ชม. สายตรงเนทันยาฮูถึงทรัมป์ ก่อนสั่งโจมตี
เบื้องหลังสงครามอิหร่าน 48 ชม. นายกรัฐมนตรีอิสราเอลโทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ ชี้จังหวะสังหารผู้นำอิหร่าน
วันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 03.37 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ก่อนการโจมตีอิหร่านไม่ถึง 48 ชั่วโมง เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่ออธิบายเหตุผลในการเปิดฉากสงครามโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ในต่างแดนที่ทรัมป์เคยหาเสียงว่าไม่ต้องการให้สหรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง
ทั้งทรัมป์และเนทันยาฮูได้รับข้อมูลข่าวกรองก่อนหน้านั้นว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมผู้บัญชาการระดับสูงของอิหร่าน จะเข้าร่วมประชุมที่คอมพาวด์ในกรุงเตหะราน ซึ่งทำให้พวกเขาอาจตกเป็นเป้าหมายของ “decapitation strike” หรือการโจมตีเพื่อสังหารผู้นำระดับสูงของประเทศ อย่างไรก็ตามข่าวกรองใหม่ระบุว่า การประชุมดังกล่าวถูกเลื่อนมาเป็นเช้าวันเสาร์แทนกลางคืน ทำให้เกิดหน้าต่างโอกาสในการโจมตี
แหล่งข่าวระบุว่า เนทันยาฮู ซึ่งผลักดันแนวคิดโจมตีอิหร่านมานานหลายสิบปี ได้พยายามโน้มน้าวทรัมป์ว่า นี่อาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการสังหารผู้นำอิหร่าน และยังเป็นการแก้แค้นต่อแผนลอบสังหารทรัมป์ในปี 2567 ซึ่งทางการสหรัฐกล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลัง
ในช่วงเวลานั้น ทรัมป์ได้อนุมัติแนวคิดในการโจมตีอิหร่านแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการเมื่อใดหรือภายใต้เงื่อนไขใด ขณะที่กองทัพสหรัฐได้เสริมกำลังในภูมิภาคมาหลายสัปดาห์ ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนมากเชื่อว่าเป็นเพียงเรื่องของเวลา ก่อนที่สหรัฐจะเปิดปฏิบัติการทางทหาร
แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่า การสนทนาทางโทรศัพท์ดังกล่าวมีผลต่อการตัดสินใจของทรัมป์มากเพียงใด แต่แหล่งข่าวระบุว่า การสนทนาและข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับโอกาสในการสังหารผู้นำอิหร่าน เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจสั่งกองทัพเดินหน้าปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และการโจมตีเริ่มขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์
เนทันยาฮูยังให้เหตุผลกับทรัมป์ว่า หากผู้นำอิหร่านถูกสังหาร อาจทำให้เกิดการลุกฮือของประชาชนและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน อย่างไรก็ตาม หน่วยข่าวกรองสหรัฐ (CIA) ประเมินว่า หากผู้นำอิหร่านถูกสังหาร ก็มีแนวโน้มว่าจะมีผู้นำสายแข็งขึ้นมาสืบทอดอำนาจแทน
หลังการโจมตี ผู้นำอิหร่านเสียชีวิต และสงครามได้ลุกลามไปทั่วภูมิภาค อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกถูกปิด และราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกัน โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ท่ามกลางสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป
อ้างอิง : reuters.com