โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สวค. ชง 5 ข้อเสนอรัฐบาลใหม่ ออกมาตรการเด็ดขาดลดใช้น้ำมันรับวิกฤต

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายสุวิทย์ สรรพวิทยศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตายและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลาย ประเทศไทยซึ่งมีความพึ่งพาการนําเข้าพลังงานสูงสุดในเอเชีย ประมาณ 6% ของ GDP กําลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานอย่างรุนแรง ภายใต้สมมติฐานที่เลวร้ายแต่มีความเป็นไปได้ที่อุปทานนํ้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หายไปจากตลาด ราคานํ้ามันดิบ WTI อาจทรงตัวที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตลอดปี 2569-2571

ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาขายปลีกนํ้ามันดีเซลปรับขึ้นจาก 30 บาทเป็น 36 บาทต่อลิตร ภายใน 3 เดือนข้างหน้า เพื่อลดภาระกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง สถานการณ์ดังกล่าวจะนําไปสู่ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งการใช้นโยบายการเงินเช่นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง

ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงจำเป็นต้องมีมาตรการระยะปานกลางที่เด็ดขาด เพื่อลดการใช้นํ้ามันดีเซลและเบนซินในภาคการขนส่งและการเกษตรให้เหลือน้อยที่สุด รายงานฉบับนี้ขอเสนอนโยบาย 5 ประการ พร้อมการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณทั้งด้านบวกและด้านลบ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบาย

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนําเข้านํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 58% ของปริมาณนําเข้าทั้งหมด และนําเข้า LNG เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เมื่อช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งนํ้ามันดิบ 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกปิดตาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงรุนแรงและเฉียบพลัน

อย่างไรก็ตามเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ จึงมีเสนอว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่มุ่งเป้าไปที่ภาคการขนส่ง ซึ่งใช้นํ้ามันดีเซลกว่า 40-50% และภาคการเกษตร โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. การเปลี่ยนผ่านรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะสู่ระบบไฟฟ้า (Commercial EV Fleet Transition)

นโยบายนี้มุ่งเน้นการบังคับใช้มาตรการทางภาษีและเงินอุดหนุนแบบขั้นบันได เพื่อเปลี่ยนรถบรรทุกขนาดกลางถึงใหญ่ และรถโดยสารสาธารณะให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใน 3 ปี โดยให้เงินอุดหนุนการเปลี่ยนรถเก่าเป็น EV (Scrappage Scheme) สูงสุด 30% ของราคารถใหม่ ควบคู่กับการเร่งสร้างสถานีชาร์จสําหรับรถบรรทุกหนักตามเส้นทางโลจิสติกส์หลัก

2. การปฏิรูประบบโลจิสติกส์สู่ระบบรางและทางนํ้า (Modal Shift in Freight Transport)

รัฐบาลต้องเร่งรัดการลงทุนและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระบบราง (รถไฟทางคู่) และการขนส่งทางนํ้า ให้สามารถเชื่อมต่อกับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือหลักได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 2 เท่าสำหรับค่าใช้จ่ายขนส่ง แก่ผู้ประกอบการที่เปลี่ยนโหมดการขนส่งสินค้าจากรถบรรทุกมาเป็นระบบรางหรือทางนํ้ามากกว่า 50% ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด

3. โครงการ "โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรแบบครบวงจร" (Solar-Powered Agriculture)

รัฐบาลควรอุดหนุน 50% สำหรับการติดตั้งระบบสูบนํ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Water Pumps) และเครื่องจักรกลการเกษตรไฟฟ้าขนาดเล็ก ให้กับกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร โดยเชื่อมโยงกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 0% นาน 5 ปี จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อทดแทนเครื่องสูบนํ้าและรถไถที่ใช้นํ้ามันดีเซล

4. การบังคับใช้ระบบการทำงานแบบยืดหยุ่นและการเรียนออนไลน์ (Mandatory Flexible Work and E-Learning)

รัฐบาลควรออกกฎหมายบังคับให้หน่วยงานราชการและบริษัทเอกชนขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ (พนักงาน 100 คนขึ้นไป) ต้องมีนโยบายให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และให้สถาบันการศึกษาระดับมัธยมปลายและอุดมศึกษาจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์หรือไฮบริดอย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์ พร้อมให้มาตรการลดหย่อนภาษีแก่บริษัทที่สนับสนุนค่าอินเทอร์เน็ตให้พนักงาน

5. การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูงจากผลผลิตการเกษตรในประเทศ (Advanced Biofuels Mandate)

แม้เป้าหมายหลักคือการลดการใช้นํ้ามัน แต่ในส่วนที่ยังจำเป็นต้องใช้ รัฐบาลต้องเพิ่มสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยบังคับใช้นํ้ามันดีเซล B20 (ผสมไบโอดีเซล 20%) และเบนซิน E85 เป็นมาตรฐานหลักสำหรับรถยนต์ที่รองรับได้ พร้อมให้เงินอุดหนุนการปรับแต่งเครื่องยนต์เก่า และผลักดันการผลิตนํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ (SAF)

นายสุวิทย์ กล่าวว่า วิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลใหม่ การพึ่งพามาตรการอุดหนุนราคาเพียงอย่างเดียวจะสร้างภาระทางการคลังที่ยั่งยืนไม่ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการพลิกโฉมโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ

สำหรับนโยบายทั้ง 5 ประการที่เสนอมานี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการนําเข้านํ้ามันดิบและบรรเทาผลกระทบจาก Cost-Push Inflation ในระยะปานกลาง แต่ยังเป็นการวางรากฐานสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...