สวค. ชง 5 ข้อเสนอรัฐบาลใหม่ ออกมาตรการเด็ดขาดลดใช้น้ำมันรับวิกฤต
นายสุวิทย์ สรรพวิทยศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตายและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลาย ประเทศไทยซึ่งมีความพึ่งพาการนําเข้าพลังงานสูงสุดในเอเชีย ประมาณ 6% ของ GDP กําลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานอย่างรุนแรง ภายใต้สมมติฐานที่เลวร้ายแต่มีความเป็นไปได้ที่อุปทานนํ้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หายไปจากตลาด ราคานํ้ามันดิบ WTI อาจทรงตัวที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตลอดปี 2569-2571
ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาขายปลีกนํ้ามันดีเซลปรับขึ้นจาก 30 บาทเป็น 36 บาทต่อลิตร ภายใน 3 เดือนข้างหน้า เพื่อลดภาระกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง สถานการณ์ดังกล่าวจะนําไปสู่ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งการใช้นโยบายการเงินเช่นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง
ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงจำเป็นต้องมีมาตรการระยะปานกลางที่เด็ดขาด เพื่อลดการใช้นํ้ามันดีเซลและเบนซินในภาคการขนส่งและการเกษตรให้เหลือน้อยที่สุด รายงานฉบับนี้ขอเสนอนโยบาย 5 ประการ พร้อมการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณทั้งด้านบวกและด้านลบ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบาย
นายสุวิทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนําเข้านํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 58% ของปริมาณนําเข้าทั้งหมด และนําเข้า LNG เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เมื่อช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งนํ้ามันดิบ 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกปิดตาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงรุนแรงและเฉียบพลัน
อย่างไรก็ตามเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ จึงมีเสนอว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่มุ่งเป้าไปที่ภาคการขนส่ง ซึ่งใช้นํ้ามันดีเซลกว่า 40-50% และภาคการเกษตร โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. การเปลี่ยนผ่านรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะสู่ระบบไฟฟ้า (Commercial EV Fleet Transition)
นโยบายนี้มุ่งเน้นการบังคับใช้มาตรการทางภาษีและเงินอุดหนุนแบบขั้นบันได เพื่อเปลี่ยนรถบรรทุกขนาดกลางถึงใหญ่ และรถโดยสารสาธารณะให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใน 3 ปี โดยให้เงินอุดหนุนการเปลี่ยนรถเก่าเป็น EV (Scrappage Scheme) สูงสุด 30% ของราคารถใหม่ ควบคู่กับการเร่งสร้างสถานีชาร์จสําหรับรถบรรทุกหนักตามเส้นทางโลจิสติกส์หลัก
2. การปฏิรูประบบโลจิสติกส์สู่ระบบรางและทางนํ้า (Modal Shift in Freight Transport)
รัฐบาลต้องเร่งรัดการลงทุนและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระบบราง (รถไฟทางคู่) และการขนส่งทางนํ้า ให้สามารถเชื่อมต่อกับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือหลักได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 2 เท่าสำหรับค่าใช้จ่ายขนส่ง แก่ผู้ประกอบการที่เปลี่ยนโหมดการขนส่งสินค้าจากรถบรรทุกมาเป็นระบบรางหรือทางนํ้ามากกว่า 50% ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด
3. โครงการ "โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรแบบครบวงจร" (Solar-Powered Agriculture)
รัฐบาลควรอุดหนุน 50% สำหรับการติดตั้งระบบสูบนํ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Water Pumps) และเครื่องจักรกลการเกษตรไฟฟ้าขนาดเล็ก ให้กับกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร โดยเชื่อมโยงกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 0% นาน 5 ปี จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อทดแทนเครื่องสูบนํ้าและรถไถที่ใช้นํ้ามันดีเซล
4. การบังคับใช้ระบบการทำงานแบบยืดหยุ่นและการเรียนออนไลน์ (Mandatory Flexible Work and E-Learning)
รัฐบาลควรออกกฎหมายบังคับให้หน่วยงานราชการและบริษัทเอกชนขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ (พนักงาน 100 คนขึ้นไป) ต้องมีนโยบายให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และให้สถาบันการศึกษาระดับมัธยมปลายและอุดมศึกษาจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์หรือไฮบริดอย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์ พร้อมให้มาตรการลดหย่อนภาษีแก่บริษัทที่สนับสนุนค่าอินเทอร์เน็ตให้พนักงาน
5. การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูงจากผลผลิตการเกษตรในประเทศ (Advanced Biofuels Mandate)
แม้เป้าหมายหลักคือการลดการใช้นํ้ามัน แต่ในส่วนที่ยังจำเป็นต้องใช้ รัฐบาลต้องเพิ่มสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยบังคับใช้นํ้ามันดีเซล B20 (ผสมไบโอดีเซล 20%) และเบนซิน E85 เป็นมาตรฐานหลักสำหรับรถยนต์ที่รองรับได้ พร้อมให้เงินอุดหนุนการปรับแต่งเครื่องยนต์เก่า และผลักดันการผลิตนํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ (SAF)
นายสุวิทย์ กล่าวว่า วิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลใหม่ การพึ่งพามาตรการอุดหนุนราคาเพียงอย่างเดียวจะสร้างภาระทางการคลังที่ยั่งยืนไม่ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการพลิกโฉมโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ
สำหรับนโยบายทั้ง 5 ประการที่เสนอมานี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการนําเข้านํ้ามันดิบและบรรเทาผลกระทบจาก Cost-Push Inflation ในระยะปานกลาง แต่ยังเป็นการวางรากฐานสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว