“ทรัมป์” ส่งทหารกดดันอิหร่านเจรจา นักวิเคราะห์ชี้เสี่ยงยกระดับสงคราม-ยืดเยื้อ
"ทรัมป์" ส่งทหารกดดันอิหร่านเจรจา ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจยิ่งกระตุ้นความตึงเครียด และเสี่ยงทำให้ความขัดแย้งยกระดับหรือยืดเยื้อยาวนานขึ้น
วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 13.24 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า เกือบหนึ่งเดือนหลังสงครามอิหร่านเริ่มขึ้น สหรัฐกำลังเตรียมส่งทหารเพิ่มเติมอีกหลายพันนายไปยังตะวันออกกลาง เพิ่มกำลังทหารจากเดิมที่มีทหารอเมริกันอยู่ในภูมิภาคนี้แล้วหลายหมื่นนาย อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่าการเพิ่มกำลังทหารครั้งนี้อาจไม่ได้หมายถึงการเตรียมบุกภาคพื้นดิน แต่เป็นยุทธศาสตร์การทูตด้วยแรงกดดัน (coercive diplomacy) เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้อิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจา
Raphael Cohen นักวิชาการด้านนโยบายจาก RAND กล่าวว่าทรัมป์กำลังส่งสัญญาณไปยังอิหร่านว่า อิหร่านสามารถเลือกทำข้อตกลงตอนนี้ หรือเผชิญผลลัพธ์ที่รุนแรงกว่าในอนาคต การเพิ่มกำลังทหารทำให้สหรัฐมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งในการโจมตีหรือใช้เป็นอำนาจต่อรองในการเจรจา
ที่ผ่านมา สหรัฐและอิหร่านยังไม่สามารถหาทางเริ่มการเจรจาสันติภาพได้ โดยทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่าตนเองเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงคราม และมองว่าอีกฝ่ายเป็นฝ่ายที่ต้องการเจรจามากกว่า
สหรัฐได้เสนอแผนสันติภาพ 15 ข้อ ซึ่งรวมถึงการยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านทั้งหมด และจำกัดขีดความสามารถด้านขีปนาวุธอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นข้อเสนอคล้ายกับที่เคยเสนอในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนการเจรจาล้มเหลวและนำไปสู่การโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน
ในขณะที่อิหร่านประกาศว่าจะไม่ยุติสงคราม เว้นแต่สหรัฐจะชดใช้ค่าเสียหายจากสงคราม และยอมรับสิทธิอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจากับสหรัฐ
ขณะที่ปากีสถานได้เสนอเป็นตัวกลางช่วยเจรจาสันติภาพเพื่อหาข้อตกลงยุติสงคราม แต่ทั้งสหรัฐและอิหร่านยังไม่ได้ยืนยันว่ามีการเจรจาอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกันสหรัฐได้สั่งส่งทหารจากหน่วย 82nd Airborne Division ไปยังตะวันออกกลางเพิ่มเติม ซึ่งสามารถถูกส่งเข้าปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว หากต้องมีปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม เช่น การยึดท่าเรือน้ำมัน Kharg Island ของอิหร่าน หรือการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากการเจรจาล้มเหลว
นักวิเคราะห์ เตือนว่าการเพิ่มกำลังทหารอาจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของสหรัฐ แต่ก็เสี่ยงกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้รุนแรงขึ้น เพราะโดยทั่วไปการทูตมักมีการใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือสนับสนุน และในยุคของทรัมป์ การใช้กำลังเพื่อกดดันทางการทูตทำอย่างเปิดเผยมากขึ้น
ในช่วงเดียวกัน สถานการณ์การสู้รบยังคงทวีความรุนแรง โดยกองทัพอิหร่านระบุว่าได้โจมตีสถานีดาวเทียมในอิสราเอล และฐานทัพในตะวันออกกลางที่มีทหารสหรัฐประจำการ
นักวิเคราะห์ มองว่า ช่องว่างระหว่างเงื่อนไขของสหรัฐและอิหร่านยังห่างกันมาก และยังมีอิสราเอลเป็นตัวแปรสำคัญ แม้ทั้งสองประเทศจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ก็ตาม โดยมีรายงานว่าอิสราเอลเองก็ไม่ได้รับรู้รายละเอียดข้อเสนอสันติภาพของสหรัฐล่วงหน้า
เจ้าหน้าที่อิหร่านส่งสัญญาณว่าอาจปฏิเสธเงื่อนไขของสหรัฐ และย้ำเงื่อนไขของตนเอง เช่น การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐต้องการจำกัดโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขที่อิหร่านยอมรับไม่ได้
นักวิเคราะห์ มองว่า ระยะเวลาของสงครามจะขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาจุดร่วมในการเจรจาได้เร็วเพียงใด
แม้สหรัฐจะส่งกำลังทหารเพิ่ม แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านทหารเตือนว่า การปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่านจะเป็นภารกิจที่ยากมาก เนื่องจากอิหร่านเตรียมตัวรับสงครามมานาน มีฐานขีปนาวุธใต้ดิน กระจายกำลังทหาร และมีพันธมิตรในภูมิภาคจำนวนมาก รวมถึงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก
นักวิเคราะห์บางราย เตือนว่า สงครามอิหร่านอาจกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ (Forever War) และแม้สงครามจะยุติลง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอาจยังคงอยู่ต่อไป เช่น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน LNG ฮีเลียม กำมะถัน และปุ๋ย ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาอาหารทั่วโลกไปอีก 18 เดือน
แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดตามปกติในอนาคต แต่ตลาดน้ำมันโลกอาจยังเผชิญภาวะขาดแคลนต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
นักวิเคราะห์ มองว่า อาจมีการหยุดยิงชั่วคราวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น เพราะสถานการณ์อาจพัฒนาไปสู่ข้อตกลงระยะยาว หรืออาจกลายเป็นสงครามยืดเยื้ออีกครั้ง
อ้างอิง : www.cnbc.com