ค่าการกลั่นเอเชียปรับลดสู่ภาวะ ‘ติดลบ’ กระทบธุรกิจโรงกลั่นในภูมิภาค
ในโลกของธุรกิจน้ำมัน ตอนนี้กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ “จากระดับกำไรในช่วงก่อนหน้า สู่แรงกดดันด้านมาร์จิ้น” อย่างรวดเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว ตัวเลขที่เคยขึ้นสูงไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม กลับดิ่งลงสู่แดนลบภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจพลังงานในภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อดัชนีค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (Singapore GRM) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจนเข้าสู่ภาวะ "ติดลบ"
ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมโรงกลั่นทั่วทั้งภูมิภาค รวมถึงประเทศไทยที่ต้องดำเนินนโยบายและทิศทางราคาตามกลไกตลาดโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้… ชนวนเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผลกระทบของเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์อย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดของโลก เมื่อการขนส่งเผชิญความไม่ต่อเนื่อง โรงกลั่นในเอเชียเกิดข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ (feedstock) และมีการปรับลดกำลังการผลิตในบางส่วน
สิ่งที่น่ากังวลกว่าราคาขายน้ำมัน คือ "ต้นทุนแฝง" ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น ค่าระวางเรือ(Freight Cost) ที่ดีดขึ้นสูงถึง 842% จากภาระค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม (War Risk Premium) และการต้องอ้อมเส้นทางเดินเรือให้ไกลขึ้น รวมถึง ต้นทุนนำเข้าจริง(Landed Cost) แม้ราคาหน้าตลาดอาจดูนิ่ง แต่เมื่อบวกค่าขนส่งที่พุ่งจาก 2.46 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไปแตะระดับเกือบ 10 เหรียญฯ ทำให้ต้นทุนรวมของผู้ซื้อในเอเชียสูงขึ้นจนส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร
รวมถึงยังที ช่องว่างของดัชนี ค่าการกลั่นสิงคโปร์ที่รายงานว่าติดลบ 5 เหรียญสหรัฐ ถึง 10 เหรียญสหรัฐนั้น ยังไม่ได้คำนวณต้นทุนค่าระวางเรือรวมเข้าไปด้วย ซึ่งหมายความว่าสถานะการขาดทุนที่แท้จริงของโรงกลั่นอาจรุนแรงกว่าตัวเลขที่ปรากฏ
สถานการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กระจายตัวไปตามโครงสร้างราคาอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ในฐานะศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันของภูมิภาค ค่าการกลั่นที่ติดลบสะท้อนถึงภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่ตึงตัว ผสมโรงกับความต้องการใช้ (Demand) ที่เริ่มอ่อนตัวลงจากการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมและกิจกรรมการบิน
อินเดีย ที่กำลังเผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากยังพึ่งพาการนำ เข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ความไม่ต่อเนื่องของซัพพลาย และข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ เริ่มส่งผลต่อกลยุทธ์การจัดหาน้ำมันดิบ และกระทบต่อภาพรวมเศรษฐศาสตร์ของธุรกิจโรงกลั่น โรงกลั่นขนาดใหญ่ในอินเดียเริ่มปรับกลยุทธ์การจัดหาใหม่ เนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์จากตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อกลยุทธ์การจัดหา
สำหรับ ประเทศไทย เนื่องจากไทยใช้ราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์เป็นหลัก เมื่อค่าการกลั่นในภูมิภาคเข้าสู่ภาวะติดลบ โรงกลั่นในประเทศไทยจึงมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันด้านต้นทุนและมาร์จิ้นในทิศทางเดียวกัน แม้ความต้องการใช้ในประเทศจะยังมีอยู่ แต่ต้นทุนวัตถุดิบและการนำเข้าที่สูงขึ้นตาม "ขบวน" ของภูมิภาค จะกลายเป็นปัจจัยลบที่กดดันเศรษฐกิจพลังงานของไทยในระยะสั้นถึงกลาง
ภาวะ "ค่าการกลั่นติดลบ" ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดพลังงานเอเชียที่พึ่งพิงซัพพลายจากตะวันออกกลางพึ่งพาในสัดส่วนสูงเมื่อเกิดปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดจึงพลิกกลับปรับตัวจากระดับสูงก่อนหน้า สู่ระดับที่ลดลง
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ ระยะเวลาของความขัดแย้ง หากยืดเยื้ออาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างราคาพลังงานครั้งใหม่ และอาจส่งผลให้โรงกลั่นหลายแห่งต้องพิจารณาแผนการผลิตอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน