โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เถ้าแก่น้อย” เร่ง Non-Seaweed ลดเป้าโตเหลือ10% สู้พิษสงคราม

Manager Online

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ผู้จัดการรายวัน 360 – “เถ้าแก่น้อย” ลดเป้าเติบโตปีนี้เหลือ 10% เดินเกมสู้เศรษฐกิจซบ สงครามเดือด ราคาน้ำมันพุ่ง ครวญเจอปัญหาให้แก้ไขทุกปี ชี้พึ่งพาสาหร่ายอย่างเดียวเผชิญความเสี่ยง เร่งเครื่องบุกตลาด Non-Seaweed ปรับกลยุทธ์ตลาดต่างประเทศ ผุดบริษัทลุยแต่ละตลาด เล็งฐานผลิตต่างประเทศ

นางสาวอรพัทธ์ พีระเดชาพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในแผนระยะยาว เถ้าแก่น้อยเดินหน้าปรับกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในระดับสากล และเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในฐานะสาหร่ายอันดับ 1 ของประเทศไทย ควบคู่กับการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ภายใต้แนวคิด TKN Everywhere Every Moment ที่มุ่งพัฒนาสินค้าใหม่

รวมถึงขยายพอร์ตสู่สินค้ากลุ่ม Non-Seaweed พร้อมเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายทั้ง Modern Trade และ Traditional Trade เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ทุกที่ทั่วประเทศ เน้นการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทันสมัยและใกล้ชิดกับคนรุ่นใหม่ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งในไทยและตลาดต่างประเทศ

นางสาวอรพัทธ์ กล่าวว่า ตลาดสแน็กรวมในไทย เมื่ออยู่ในสถานการณ์ปรกติยังคงเป็นตลาดที่มีการเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ด้วยมูลค่าตลาดมากกว่า 50,000 ล้านบาท แม้จะเป็นตลาดที่แข่งขันรุนแรงและมีผู้เล่นมากมายในหลายกลุ่ม แต่หากในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อหดตัว ต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น สแน็กจะเป็นสินค้ากลุ่มแรกๆที่ผู้บริโภคจะตัดทิ้งก่อน เพราะมองว่าไม่ได้มีความจำเป็นกับชีวิต

ดังนั้นกลยุทธ์หลักสำคัญที่เถ้าแก่น้อยจะต้องทำก็คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร ที่ต้องไม่ยึดติดหรือพึ่งพารายได้จากสาหร่ายเพียงอย่างเดียว ต้องกระจายความเสี่ยงและสร้างฐานธุรกิจให้กว้างขึ้น ซึ่งปัจจุบันเถ้าแก่น้อยมีรายได้จากสาหร่ายสัดส่วนมากถึ ง90% และยังคงเป็นผู้นำตลาดสาหร่ายด้วยส่วนแบ่งมากถึง 60%-70% จากมูลค่าตลาวมกว่า 4,000 ล้านบาท

“ปีที่แล้วในวงการผู้ผลิตสาหร่ายเราเจอวิกฤตหนักมาก โดยเฉพาะเรื่องของ วัตถุดิบสาหร่ายมีการปรับตัวด้านราคาขึ้นไปสูงมาก และของก็หาซื้อยากด้วย ดีมานด์โลกก็พุ่งขึ้น แต่ของก็ขาดตลาด ซึ่งสาหร่ายเป็นต้นทุนการผลิตของเราสัดส่วนมากถึง 45% เลยทีเดียว แต่ก็ได้แก้ไขปัญหามาต่อเนื่อง จนสามารถประคองการผลิตมาได้ด้วยดี”

อย่างไรก็ตาม พอมาปี2569 นี้จากสถานการณ์ล่าสุดในปีนี้ที่มีเรื่องของสงครามตะวันออกกลางที่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั้งโลกและไทยด้วย อีกทั้งยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันมีการปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างมากและรวดเร็วในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการทำธุรกิจอย่างมาก

“ปีนี้วัตถุดิบสาหร่ายเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ก็มาเจอปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น พลาสติกก็แและขาดแคลน แพกเกจจิ้งหลายอย่างก็กระทบ เราทำธุรกิจมาทุกปี มีปัญหาใหม่ๆทุกปี ให้เราต้องแก้ไข ไม่เคยมีปีไหนที่ปรกติเลย” นางสาวอรพัทธ์ กล่าว

ล่าสุดบริษัทได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตยอดขายอยู่ที่ 10% เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จากเดิมที่ตั้งเป้าการเติบโตไว้สูงถึง 15-17% จากรายได้รวมปี2568ปีที่แล้วที่มีประมาณ 5,307 ล้านบาท โดยตลาดในไทยเติบโต 10% แต่ตลาดต่างประเทศไม่โต

ในช่วงปีสองปีนี้จึงจะเริ่มเห็นการขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ๆของเถ้าแก่น้อยมากขึ้น ตามยุทธศาสตร์หลักที่ปรับเปลี่ยน เน้นทั้งสาหร่ายและไม่ใช่สาหร่าย รวมทั้งธุรกิจใหม่ๆต่อเนื่องเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานธุรกิจ

“เราวางแนวทางของแบรนด์สู่ Asian Snack Platform (ASP) เพื่อยกระดับธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ต่อยอดจากการเป็นผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์สาหร่ายแปรรูปอันดับ 1 ของไทย สู่การแข่งขันในตลาด Global อย่างเข้มแข็ง เน้นสร้างสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะสาหร่ายเท่านั้น วางตำแหน่งของแบรนด์ในตลาดสากลให้เป็น Modern Asian Snack Brand ที่มีความเชี่ยวชาญสูงในธุรกิจ สินค้ากลุ่มสแน็กระดับภูมิภาคเอเชีย”

บริษัทฯตั้งเป้าเสริมศักยภาพในทุกๆ ด้าน ยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการทำตลาด มุ่งสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความทันสมัย มีพลัง ตรงกับวัฒนธรรมพ็อปของคนรุ่นใหม่ในตลาดต่างประเทศ เน้นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์รสนิยมผู้บริโภคแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่นและสะท้อนความเป็นแบรนด์ยุคใหม่ พร้อมทั้งขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น ให้ความสำคัญกับการสื่อสารแบรนด์ผ่านคอนเทนต์และกิจกรรมทางการตลาดที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ คุณภาพ และความสนุกในการบริโภค สร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ และเพิ่มการรับรู้ในตลาดโลก สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในตลาดโลกระยะยาวทั้ง Regional และ Global Brand อย่างแข็งแกร่ง

เถ้าแก่น้อยมีความเคลื่อนไหวในเชิงรุกอย่างมากกับการขยายฐานสินค้าใหม่มากขึ้นในช่วงปีสองปีที้ผ่านมานี้ รวมถึงจากนี้ไปด้วย เช่น การซื้อแบรนด์ “โมมิน” (Momin)ซึ่งเป็นของคนไทย เป็นกลุ่มมีทสแน็กที่ผลิตจากเนื้อสัตว์ เป็นการฉีกตัวออกจากสแน็กสาหร่ายชัดเจน เช่นเดียวกับการที่เพิ่งปั้นแบรนด์ใหม่ “Have A Good Day” เพื่อรุกตลาดสแน็กข้าวอบกรอบ อีกตลาดหนึ่ง เป็นการฉีกแนวออกจากตลาดสาหร่ายชัดเจน

รวมไปถึงการตั้งบริษัท TKN Next ขึ้นมาเพื่อตอบรับกับกลยุทธ์ Asset-Light เน้นการจ้างผลิต (OEM)

เมื่อปีที่แล้วเถ้าแก่น้อยก็รุกขนมเส้นบุกปรุงรส (Konjac Snack) ด้วยแบรนด์ใหม่ “ซูเปอร์กรุบ”(SUPER GROOB) เข้าทำตลาด

ปีที่แล้วบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ก็เข้าถือหุ้นในบริษัท เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) จำนวน 13,128,100 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 4.38% ซึ่งส่งผลให้เถ้าแก่น้อยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 3รองจากอันดับหนึ่งคือ บริษัท เจ้าสัว กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 136,800,000 หุ้น สัดส่วน 45.60% และอันดับสองคือ LGT BANK (SINGAPORE) LTD2 จำนวน 16,000,000 หุ้น สัดส่วน 5.33%

อีกกลยุทธ์หนึ่งที่จะนำพาเถ้าแก่น้อย สู่ความเป็นโกลบอลแบรนด์ ซึ่งเป็นเป้่าหมายที่วางไว้หลายปีแล้ว คือ การขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้มีการวางแผนรุกตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการทำตลาด และความแข็งแกร่งมากขึ้น ด้วยการโฟกัสในแต่ละตลาดแต่ละประเทศมากขึ้นกว่าเดิม

โดยเฉพาะการตั้งบริษัทในประเทศนั้นๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและศักยภาพในการทำธุรกิจมากขึ้น จะส่งผลดีต่อการพัฒนาสินค้า การทำตลาด การศึกษาเรื่องการผลิตเป็นต้น

ตลาดเป้าหมายหลักจากนี้โฟกัสที่ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอเมริกา ที่จะเป้็นหัวหอกหลักในต่างประเทศ

ตลาดอินโดนีเซียเป็นตลาดแรกที่มีการตั้งบริษัทดำเนินการ เมื่อปลายปีที่แล้ว รวมท้ังอยู่ระหว่างศึกษาในเรื่องการผลิตด้วย อาจจะหาพาร์ทเนอร์ดำเนินการให้ เพื่อตัดปัญหาเรื่องกฎระเบียบต่างๆที่ยุ่งยาก

ตลาดจีน จะเป็นตลาดที่สองทีจะตั้งบริษัท และศึกษาในเรื่องการผลิตต่อไป เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เพราะตลาดจีนเป็นตลาดที่่ใหญ่มาก และมีการแข่งขันที่รุนแรง

ล่าสุด กับกลยุทธ์สำคัญของเถ้าแก่น้อย คือ ไอดอลมาร์เก็ตติ้ง กับการเปิดตัว “เฉิน เจ๋อหยวน” ในฐานะGlobal Brand Ambassador คนใหม่ ซึ่งตอบโจทย์แนวทาง Asian Snack Platform (ASP) ได้เป็นอย่างดี เสริมด้วยการตลาดแบบ Idol Marketing เพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านแนวคิดการตลาดที่ต้องการเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภคในระดับภูมิภาค โดยใช้งบ 100 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาสัญญา 2 ปี (2565-2566)

ด้วยพลังของวัฒนธรรมแฟนคลับที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่อย่างมาก ช่วยสร้างการสื่อสารของแบรนด์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในเชิง Cross-border Communication ทั้งในมิติของภาษา วัฒนธรรม และอารมณ์ร่วมของผู้บริโภค ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการใช้พลังของศิลปินในการสื่อสารแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างการรับรู้ของเถ้าแก่น้อยในระดับภูมิภาค และขยายฐานผู้บริโภคใหม่ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย

พลังของ Fandom เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนแบรนด์ยุคดิจิทัล เพราะแฟนคลับไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภค แต่เป็นคอมมูนิตี้ที่มีความผูกพันสูงและมีบทบาทในการสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดีย ผ่านการแชร์คอนเทนต์ สร้างบทสนทนา ร่วมถึงสนับสนุนแคมเปญของแบรนด์ ทำให้การสื่อสารสามารถขยายตัวแบบ Organic Reach อีกทั้งสร้างการรับรู้ในวงกว้างข้ามประเทศได้ สำหรับเถ้าแก่น้อย การเชื่อมต่อกับพลังของ Fandom อย่างเหมาะสม จะช่วยสร้าง Engagement ที่ต่อเนื่องทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่ ซึ่งกลุ่ม Gen Z เป็นแรงสำคัญในการผลักดันการเติบโตของแบรนด์ในหลายตลาดทั่วโลก สร้างประสบการณ์ที่ใกล้ชิดระหว่างแบรนด์กับแฟนคลับและผู้บริโภครุ่นใหม่ เพื่อให้แบรนด์ไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่เป็นแบรนด์ที่สร้างความผูกพันมีประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคได้จริง พร้อมทั้งสร้างกระแสการรับรู้ผ่านพลังของคอมมูนิตี้แฟนคลับและโซเชียลมีเดียในวงกว้าง เถ้าแก่น้อย มุ่งเน้นในการส่งและคืนความสุขให้กับ ผู้บริโภค อย่างจริงใจและเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...