โชว์ต้นแบบธุรกิจนวัตกรรมอาหารดึงทุนใหญ่ ‘โดห์เลอร์’ร่วมทุนปักหมุดฐานผลิต
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยหลังเยี่ยมชมความสำเร็จต้นแบบผู้ประกอบการไทยเติบโตจากการวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบเกษตรสู่สารเติมแต่งกลิ่นรส ซึ่งเดิมก่อตั้งภายใต้ชื่อ บริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัดจนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้รับความสนใจจาก “โดห์เลอร์ กรุ๊ป” ผู้นำระดับโลกด้านส่วนผสมอาหารจากประเทศเยอรมนี นำไปสู่การร่วมลงทุนและเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท โดห์เลอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ทั้งนี้มีการพัฒนานวัตกรรมการผลิตสารแต่งกลิ่นรสจากวัตถุดิบทางการเกษตรสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยการสกัดกลิ่นจากวัตถุดิบทางธรรมชาติและสร้างสูตรจำลองกลิ่นตามที่ต้องการ (Bio Re-engineering) โดยบริษัทได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในการวิจัยและพัฒนา และการผลิตสารเติมแต่งกลิ่นรส โดยพัฒนาโรงงานในประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตและศูนย์วิจัยและพัฒนาสำคัญของกลุ่มโดห์เลอร์ในภูมิภาคอาเซียน
ขณะเดียวกันได้ต่อยอดวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทย สู่การผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในตลาดโลก
สำหรับโดห์เลอร์ กรุ๊ป (Döhler Group) เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการพัฒนาและผลิตส่วนผสมอาหาร (Food Ingredient) และสารแต่งกลิ่นรสสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศเยอรมนี มีเครือข่ายการดำเนินธุรกิจทั่วโลก ประกอบด้วยโรงงานผลิตกว่า 50 แห่ง ครอบคลุมฐานลูกค้ากว่า 160 ประเทศ โดยมุ่งพัฒนานวัตกรรมส่วนผสมอาหารจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น กลิ่น สี และสารสกัดจากพืช เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก
ปัจจุบันอุตสาหกรรมสารแต่งกลิ่นรสอาหาร (Food Flavors) มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ตลาดมีมูลค่าประมาณ 16,700 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 26,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2577 โดยเติบโตเฉลี่ยราวร้อยละ 5.4 ต่อปี ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนตลาดประมาณร้อยละ 34 มูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยมีมูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ จากผู้ประกอบการอาหารกว่า 1 หมื่นราย ทำให้ไทยมีบทบาทต่อนวัตกรรมทางอาหาร
ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ รวมถึงการพัฒนารสชาติใหม่ ๆ เพื่อรองรับแนวโน้มอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้ธุรกิจของคนไทยสามารถขยายฐานลูกค้า และเข้าถึงตลาดในต่างประเทศผ่านเครือข่ายของโดห์เลอร์ ซึ่งมีฐานลูกค้าครอบคลุมผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำทั่วโลก ขณะเดียวกัน การได้รับส่งเสริมจากบีโอไอ ทั้งในด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงการอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น วีซ่าระยะยาว (Long-Term Resident Visa: LTR) และใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่โดห์เลอร์ กรุ๊ป ในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและวิจัยและพัฒนาสำหรับภูมิภาคอาเซียน
ด้านนายปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ต่อยอดธุรกิจ โดยจัดตั้งบริษัท ซิลพิน เอเชีย จำกัด เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมสารแต่งกลิ่นรสผ่านการพัฒนารสชาติและกลิ่นที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย (Thai Authentic Flavor) ที่มีความโดดเด่นและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย ปัจจุบันบริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ อาทิ SILPIN Premium Syrup, SILPIN Edible Perfume และ SILPIN Gastronomic Oil เป็นต้น
นายปิยะ กล่าวว่า บริษัทมีแผนขยายการลงทุนในอนาคต โดยบีโอไอในฐานะผู้ให้การส่งเสริมการลงทุนพร้อมสนับสนุนโครงการที่มีคุณค่าเช่นนี้ต่อไป
“ประเทศไทยมีจุดแข็งจากความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบทางการเกษตร โครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมอาหารที่ครบวงจร และเครือข่ายผู้ผลิตที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้ก้าวสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
ทางบีโอไอให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารและการสร้างนวัตกรรมอาหาร โดยมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้พัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในประเทศ กรณีของบริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น ถือเป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหาร จนได้รับความสนใจจากบริษัทระดับโลกและต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก” นายนฤตม์ กล่าว
อย่างไรก็ตามในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564–2568) มีผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additive) สิ่งปรุงแต่งอาหาร (Food Ingredient) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplement) จำนวน 572 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 138,000 ล้านบาท