โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามอิหร่านดันราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินพุ่ง เสี่ยงตั๋วแพงทั่วโลก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูง หลังสงครามอิหร่านส่งแรงกระเพื่อมสู่อุตสาหกรรมการบินโลก ขณะที่สงครามในอิหร่านลุกลามไปยังส่วนอื่นของตะวันออกกลาง ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานคาดว่าราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซหลายประเภทจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า จากภาวะขาดแคลนอุปทาน ซึ่งมีแนวโน้มกระทบราคาตั๋วเครื่องบิน

โดยสายการบินหลายแห่งได้ออกมาเตือนถึงการปรับขึ้นราคาที่อาจเกิดขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้การเดินทางชะลอตัว เนื่องจากผู้บริโภคเลือกชะลอการเดินทางเพื่อรอให้ราคาลดลงอีกครั้ง

สายการบิน Qantas Airways ของออสเตรเลีย, SAS ของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย และ Air New Zealand เป็นสามสายการบินที่ประกาศปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารแล้ว เพื่อตอบสนองต่อความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง โดยสายการบินเหล่านี้ระบุว่าการพุ่งขึ้นอย่างฉับพลันของต้นทุนเชื้อเพลิง จากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอล เป็นสาเหตุสำคัญของการตัดสินใจดังกล่าว

ราคาน้ำมันเครื่องบินปรับเพิ่มจากระดับประมาณ 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนการโจมตีอิหร่าน พุ่งขึ้นสู่ระดับ 150–200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในสัปดาห์นี้ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สายการบินหลายแห่งต้องทบทวนประมาณการทางการเงินสำหรับปี 2026 ใหม่ เนื่องจากความไม่แน่นอนทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางราคาพลังงานฟอสซิลในช่วงหลายเดือนข้างหน้าได้

สงครามในอิหร่านนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ ช่องแคบแห่งนี้ถือเป็น “จุดคอขวด” ของการขนส่งพลังงานโลก เนื่องจากมีทางเลือกอื่นสำหรับการขนส่งพลังงานค่อนข้างจำกัด

นอกเหนือจากเครือข่ายท่อส่งน้ำมันบางส่วนในภูมิภาค การลดลงอย่างรุนแรงของการขนส่งเชื้อเพลิงฟอสซิลผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งถูกระบุว่าเป็นการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

โฆษกของสายการบิน SAS กล่าวกับ Reuters ว่า การเพิ่มขึ้นในระดับนี้ทำให้จำเป็นต้องตอบสนอง เพื่อรักษาการดำเนินงานให้มีเสถียรภาพและเชื่อถือได้ พร้อมระบุว่าสายการบินได้ดำเนินการปรับราคาชั่วคราว

สายการบินบางแห่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสายการบินอื่น ตัวอย่างเช่น สายการบินในเอเชียและยุโรปบางแห่ง เช่น Lufthansa และ Ryanair มีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน (oil hedging) ซึ่งหมายความว่าส่วนหนึ่งของเชื้อเพลิงถูกกำหนดราคาไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม บางบริษัทเริ่มกังวลว่าแม้แต่ปริมาณเชื้อเพลิงที่ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงไว้แล้วก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน

สายการบิน Finnair ได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงสำหรับการจัดซื้อเชื้อเพลิงมากกว่า 80% ในไตรมาสแรก และขณะนี้เริ่มกังวลว่าเชื้อเพลิงดังกล่าวอาจไม่สามารถจัดหาได้ หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตน้ำมันเครื่องบินรายใหญ่บางประเทศ เช่น คูเวต ได้ถูกบังคับให้ลดกำลังการผลิตและปริมาณการส่งออกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

อีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันราคาตั๋วเครื่องบินให้สูงขึ้น คือการปิดน่านฟ้าหลายพื้นที่จากความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางบินระหว่างเอเชียและยุโรปหลายเส้นทาง สายการบินบางแห่งจำเป็นต้องเปิดเส้นทางบินทางเลือกเพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางถึงจุดหมาย ขณะที่นักบินต้องเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความหนาแน่นของเที่ยวบินในบางเส้นทางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นักวิเคราะห์ของ Deutsche ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า “หากไม่มีสัญญาณผ่อนคลายในระยะใกล้ สายการบินทั่วโลกอาจถูกบังคับให้ต้องจอดเครื่องบินหลายพันลำ ขณะที่สายการบินที่มีฐานะการเงินอ่อนแอที่สุดบางแห่งอาจต้องยุติการดำเนินงาน”

ขณะเดียวกัน บริษัทบางแห่ง เช่น British Airways เชื่อมั่นว่าสามารถรักษาราคาตั๋วโดยสารในระดับปัจจุบันได้ในระยะสั้น จนกว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของความขัดแย้งในระยะกลางถึงระยะยาว อย่างไรก็ตาม British Airways ได้ยกเลิกบางเส้นทางบินจากความไม่แน่นอนที่ยังคงดำเนินอยู่ เช่น เที่ยวบินตามฤดูกาลไปยังกรุงอาบูดาบี

ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้หุ้นของสายการบินหลายแห่งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือร่วงลงอย่างหนัก ลอร์เรน แทน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหุ้นประจำภูมิภาคเอเชียของ Morningstar ระบุว่า ประเด็นสำคัญสำหรับสายการบินในขณะนี้คือ ความต้องการเดินทางอาจลดลง เนื่องจากต้นทุนสูงเกินไปสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ขณะที่บางบริษัทเริ่มจำกัดการเดินทางเพื่อธุรกิจจากแนวโน้มที่ไม่แน่นอน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมพรรคในรัฐฟลอริดา ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงสงครามในอิหร่านว่า

เราได้ชัยชนะแล้วในหลายด้าน แต่เรายังชนะไม่มากพอ เราจะเดินหน้าต่อไปด้วยความมุ่งมั่นมากขึ้น เพื่อบรรลุชัยชนะขั้นสุดท้ายที่จะยุติภัยคุกคามที่ดำเนินมายาวนานนี้อย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม คำปราศรัยของทรัมป์ รวมถึงข้อความที่ไม่สอดคล้องกันซึ่งส่งไปยังสื่อหลายแห่ง ได้เพิ่มความไม่แน่นอนมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางได้สร้างความปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่การแทรกแซงของสหรัฐและอิสราเอลในอิหร่านจะสิ้นสุดลง ได้ทำให้หุ้นในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงอย่างหนัก

แม้สายการบินจำนวนมากพยายามรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว แต่มีแนวโน้มสูงที่ราคาตั๋วเครื่องบินทั่วโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...