โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

CKP แกร่ง ทริสให้เรทติ้งหุ้นกู้วงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่ A-

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 13.05 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 06.05 น.

ทริส คงเรทติ้ง องค์กร ซีเค พาวเวอร์ (CKP) และหุ้นกู้ชุดใหม่วงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่ระดับ “A-” ปัจจัยหนุนจากกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับกฟผ. มีแผนนำเงินลงทุนโครงการใหม่

วันที่ 1 เม.ย.2569ทริสเรทติ้ง ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรของบมจ.ซีเค พาวเวอร์ (CKP) ที่ระดับ “A-” และอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”

ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาทและครบกำหนดไถ่ถอนภายใน 10 ปีของบริษัทที่ระดับ “A-” ด้วย โดยบริษัทมีวัตถุประสงค์จะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ลงทุนในโครงการใหม่ ๆ

อันดับเครดิตดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากสินทรัพย์โรงไฟฟ้าของบริษัทซึ่งได้รับแรงหนุนจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) (อันดับเครดิต “AAA/Stable”) และประวัติผลการดำเนินงานที่ดีของบริษัทในการบริหารจัดการสินทรัพย์โรงไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนลงจากภาระหนี้สินทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นจากการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ นอกจากนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความเสี่ยงด้านอุทกวิทยาและความเสี่ยงประเทศ (Country Risk) จากการลงทุนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในระดับสูงอีกด้วย

กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ

พอร์ตการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้วของบริษัทประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่งใน สปป.ลาว ซึ่งควบคู่ไปกับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง 2 แห่งและกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กในประเทศไทย โดยสินทรัพย์ทั้งหมดนี้คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,003 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำยังคงเป็นแหล่งกำไรหลักของกลุ่มซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็น 83% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ตามมาด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในสัดส่วน 15% และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในสัดส่วน 2% เนื่องจากไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง สินทรัพย์ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัทจึงมีอัตรากำไรที่สูงกว่าเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

อย่างไรก็ตาม การกระจุกตัวของสินทรัพย์ในลักษณะนี้ก็ส่งผลให้กำไรของบริษัทมีความอ่อนไหวสูงต่อความผันผวนด้านอุทกวิทยาด้วยเช่นกัน

ความมั่นคงของรายได้ของบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนหลักที่มาจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฟผ. ซึ่งโครงสร้างสัญญาดังกล่าวช่วยขจัดความเสี่ยงด้านการตลาดและความเสี่ยงจากคู่สัญญาลงได้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังมีศักยภาพในการดำเนินงานที่แข็งแกร่งซึ่งเห็นได้จากดัชนีความพร้อมจ่ายที่อยู่ในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอของโครงการโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 (Nam Ngum 2 Hydroelectric Power Project -- NN2HPP) ซึ่งมีปัจจัยเกื้อหนุนจากการมีสัญญาจ้างบริหารงานเดินเครื่องและบำรุงรักษากับ กฟผ.

รวมถึงผลการดำเนินงานที่มั่นคงของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะอินทั้ง 2 แห่ง (Bangpa-in Cogeneration Power Plants – BICPP) ซึ่งสามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้อย่างครบถ้วน

โรงไฟฟ้าพลังน้ำยังคงเป็นธุรกิจหลัก

โรงไฟฟ้าพลังน้ำยังคงเป็นแหล่งสร้างกำไรหลักให้แก่บริษัท โดยในปี 2568 บริษัทมี EBITDA อยู่ที่จำนวน 5.3 พันล้านบาทซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 3.6 พันล้านบาท (หรือประมาณ 68%) มาจากโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 และอีก 319.6 ล้านบาท (หรือประมาณ 6%) มาจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (Xayaburi Hydroelectric Power Project -- XHPP) โดยปกติแล้ว อัตรากำไร (EBITDA Margin) ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำจะสูงกว่าโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมเป็นอย่างมากเนื่องจากไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง

จากการที่รายได้หลักมีการพึ่งพิงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเป็นสำคัญ จึงส่งผลให้บริษัทมีความอ่อนไหวในระดับสูงต่อความเสี่ยงด้านอุทกวิทยา กล่าวคือ ความไม่แน่นอนของปริมาณน้ำที่ไหลเข้า

มีการบรรเทาความเสี่ยงด้านอุทกวิทยาผ่านโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า รัดกุม

ความผันผวนด้านอุทกวิทยายังคงเป็นความเสี่ยงหลักในการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำเนื่องจากปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้และรายได้นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำไหลเข้า อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัทได้รับประโยชน์จากกลไกภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่กระแสเงินสดตลอดอายุของสัญญา โดยโครงสร้างนี้อนุญาตให้มีการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินในช่วงปีที่มีปริมาณน้ำมากเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไปในปีที่มีปริมาณน้ำน้อย

นอกจากนี้ ในกรณีที่มีปริมาณการผลิตต่ำกว่าเป้าหมายการจัดส่งพลังงานรายปี (Annual Supply Target) บริษัทก็สามารถนำไปทบยอดเพื่อผลิตชดเชยในปีถัดไปได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการป้องกันในเชิงโครงสร้างดังกล่าวแล้ว แต่สภาวะภัยแล้งที่ยาวนานก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าและเสถียรภาพของกระแสเงินสดในระยะยาวได้

การลงทุนในโครงการ LPHPP เป็นไปตามแผน

ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง (Luang Prabang Hydroelectric Power Project -- LPHPP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภทน้ำไหลผ่านตลอดปี (Run-of-river) ขนาดกำลังการผลิต 1,460 เมกะวัตต์ โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 50% โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2566 และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2573 ทั้งนี้ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 การก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้ว 69.2%

จากมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 1.61 แสนล้านบาท บริษัทมีภาระผูกพันในการใส่เงินลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทได้ทยอยจ่ายเงินลงทุนไปแล้วจำนวน 1.08 หมื่นล้านบาทและมีกำหนดจะชำระส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1.01

หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2569-2572 ในการนี้ ประมาณการกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งยังไม่ได้รวมภาระผูกพันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การให้เงินกู้ยืมแก่โครงการ (Sponsor Loans) ในกรณีที่งบประมาณการก่อสร้างบานปลาย หรือการสนับสนุนทางการเงินในส่วนของเงินทุนของผู้ถือหุ้นรายอื่นที่ขาดหายไปซึ่งบริษัทก็มีภาระผูกพันตามสัญญาด้วยเช่นกัน

ภาระหนี้สินอยู่ในระดับสูงในช่วงลงทุน

ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าภาระหนี้สินทางการเงินของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงระยะเวลาการพัฒนาโครงการหลวงพระบางเนื่องจากบริษัทมีภาระในการทยอยใส่เงินทุนทุกปีจนถึงปี 2572 เมื่อรวมกับงบประมาณลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ต่าง ๆ และการบำรุงรักษาอีกประมาณ 1.1 พันล้านบาทแล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่าค่าใช้จ่ายลงทุนและเงินลงทุนสุทธิของบริษัทจะอยู่ที่จำนวนประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2569-2572 ส่งผลให้หนี้สินทางการเงินสุทธิของบริษัทคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในช่วง 2.3-2.6 หมื่นล้านบาทในช่วงเวลาดังกล่าว

ภายใต้ประมาณการกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 3.8 พันล้านบาทในปี 2569 โดยมีสาเหตุหลักมาจากกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 ที่ลดลงตามแผนการกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ต้นน้ำ สำหรับในช่วงปี 2570-2572 นั้น ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะกลับมาทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.9-4.2 พันล้านบาทต่อปี

ผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอดังกล่าวได้รับปัจจัยหนุนจากกำไรรายปีซึ่งประกอบด้วยกำไรจำนวนประมาณ 2.7 พันล้านบาทจากโรงไฟฟ้าน้ำงึม กำไรจำนวน 900 ล้านบาทจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม กำไรจำนวน 100 ล้านบาทจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และเงินปันผลรับจำนวน 200 ล้านบาทจากโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะอยู่ในช่วง 5.5-6.5 เท่า ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนน่าจะยังคงต่ำกว่า 40%

ความเสี่ยงประเทศจากการลงทุนใน สปป.ลาว ระดับสูง

บริษัทเผชิญกับความเสี่ยงประเทศของ สปป.ลาว ที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากโรงไฟฟ้าหลัก ๆ ของบริษัทตั้งอยู่ในประเทศดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งเชื่อว่าความเสี่ยงเหล่านี้ได้รับการบรรเทาอย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านข้อตกลงในสัญญาสัมปทานกับรัฐบาลลาวและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ กฟผ.

โดยโครงการเหล่านี้จัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลลาวซึ่งอนุญาตให้บริษัทผู้ดำเนินโครงการสามารถมีบัญชีรับรายได้ในต่างประเทศได้โดยเฉพาะ และเนื่องจากการชำระเงินจาก กฟผ. จะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารในประเทศไทยโดยตรง ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินออกนอกประเทศและการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจึงถูกขจัดออกไปเกือบทั้งหมด

มีสภาพคล่องที่เพียงพอ

ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าอยู่ที่จำนวน 3.2 หมื่นล้านบาท โดยเป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 1.23 หมื่นล้านบาทซึ่งประกอบด้วยหนี้สินของบริษัทย่อย ทั้งนี้ อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมอยู่ที่ 38% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 50% ตามที่ระบุไว้ใน “เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้” ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทที่ระดับเดียวกับอันดับเครดิตองค์กรของบริษัท

ทริสเรทติ้งประเมินว่าสภาพคล่องของบริษัทในอีก 12 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับที่เพียงพอโดยได้รับปัจจัยหนุนจากยอดเงินสดคงเหลือที่แข็งแกร่งจำนวน 1.04 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 และประมาณการเงินทุนจากการดำเนินงานที่จำนวน 2.6 พันล้านบาท

ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนภายในดังกล่าวมีเพียงพอที่จะรองรับการชำระคืนเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2569 จำนวน 5.5 พันล้านบาท รวมทั้งสามารถรองรับแผนการใช้เงินลงทุนของบริษัทจำนวน 4.5 พันล้านบาทได้เต็มจำนวนในปีเดียวกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...