CKP แกร่ง ทริสให้เรทติ้งหุ้นกู้วงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่ A-
ทริส คงเรทติ้ง องค์กร ซีเค พาวเวอร์ (CKP) และหุ้นกู้ชุดใหม่วงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่ระดับ “A-” ปัจจัยหนุนจากกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับกฟผ. มีแผนนำเงินลงทุนโครงการใหม่
วันที่ 1 เม.ย.2569ทริสเรทติ้ง ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรของบมจ.ซีเค พาวเวอร์ (CKP) ที่ระดับ “A-” และอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”
ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาทและครบกำหนดไถ่ถอนภายใน 10 ปีของบริษัทที่ระดับ “A-” ด้วย โดยบริษัทมีวัตถุประสงค์จะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ลงทุนในโครงการใหม่ ๆ
อันดับเครดิตดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากสินทรัพย์โรงไฟฟ้าของบริษัทซึ่งได้รับแรงหนุนจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) (อันดับเครดิต “AAA/Stable”) และประวัติผลการดำเนินงานที่ดีของบริษัทในการบริหารจัดการสินทรัพย์โรงไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนลงจากภาระหนี้สินทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นจากการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ นอกจากนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความเสี่ยงด้านอุทกวิทยาและความเสี่ยงประเทศ (Country Risk) จากการลงทุนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในระดับสูงอีกด้วย
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ
พอร์ตการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้วของบริษัทประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่งใน สปป.ลาว ซึ่งควบคู่ไปกับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง 2 แห่งและกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กในประเทศไทย โดยสินทรัพย์ทั้งหมดนี้คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,003 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำยังคงเป็นแหล่งกำไรหลักของกลุ่มซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็น 83% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ตามมาด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในสัดส่วน 15% และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในสัดส่วน 2% เนื่องจากไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง สินทรัพย์ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัทจึงมีอัตรากำไรที่สูงกว่าเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
อย่างไรก็ตาม การกระจุกตัวของสินทรัพย์ในลักษณะนี้ก็ส่งผลให้กำไรของบริษัทมีความอ่อนไหวสูงต่อความผันผวนด้านอุทกวิทยาด้วยเช่นกัน
ความมั่นคงของรายได้ของบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนหลักที่มาจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฟผ. ซึ่งโครงสร้างสัญญาดังกล่าวช่วยขจัดความเสี่ยงด้านการตลาดและความเสี่ยงจากคู่สัญญาลงได้เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังมีศักยภาพในการดำเนินงานที่แข็งแกร่งซึ่งเห็นได้จากดัชนีความพร้อมจ่ายที่อยู่ในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอของโครงการโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 (Nam Ngum 2 Hydroelectric Power Project -- NN2HPP) ซึ่งมีปัจจัยเกื้อหนุนจากการมีสัญญาจ้างบริหารงานเดินเครื่องและบำรุงรักษากับ กฟผ.
รวมถึงผลการดำเนินงานที่มั่นคงของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะอินทั้ง 2 แห่ง (Bangpa-in Cogeneration Power Plants – BICPP) ซึ่งสามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้อย่างครบถ้วน
โรงไฟฟ้าพลังน้ำยังคงเป็นธุรกิจหลัก
โรงไฟฟ้าพลังน้ำยังคงเป็นแหล่งสร้างกำไรหลักให้แก่บริษัท โดยในปี 2568 บริษัทมี EBITDA อยู่ที่จำนวน 5.3 พันล้านบาทซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 3.6 พันล้านบาท (หรือประมาณ 68%) มาจากโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 และอีก 319.6 ล้านบาท (หรือประมาณ 6%) มาจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (Xayaburi Hydroelectric Power Project -- XHPP) โดยปกติแล้ว อัตรากำไร (EBITDA Margin) ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำจะสูงกว่าโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมเป็นอย่างมากเนื่องจากไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง
จากการที่รายได้หลักมีการพึ่งพิงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเป็นสำคัญ จึงส่งผลให้บริษัทมีความอ่อนไหวในระดับสูงต่อความเสี่ยงด้านอุทกวิทยา กล่าวคือ ความไม่แน่นอนของปริมาณน้ำที่ไหลเข้า
มีการบรรเทาความเสี่ยงด้านอุทกวิทยาผ่านโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า รัดกุม
ความผันผวนด้านอุทกวิทยายังคงเป็นความเสี่ยงหลักในการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำเนื่องจากปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้และรายได้นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำไหลเข้า อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัทได้รับประโยชน์จากกลไกภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่กระแสเงินสดตลอดอายุของสัญญา โดยโครงสร้างนี้อนุญาตให้มีการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินในช่วงปีที่มีปริมาณน้ำมากเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไปในปีที่มีปริมาณน้ำน้อย
นอกจากนี้ ในกรณีที่มีปริมาณการผลิตต่ำกว่าเป้าหมายการจัดส่งพลังงานรายปี (Annual Supply Target) บริษัทก็สามารถนำไปทบยอดเพื่อผลิตชดเชยในปีถัดไปได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการป้องกันในเชิงโครงสร้างดังกล่าวแล้ว แต่สภาวะภัยแล้งที่ยาวนานก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าและเสถียรภาพของกระแสเงินสดในระยะยาวได้
การลงทุนในโครงการ LPHPP เป็นไปตามแผน
ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง (Luang Prabang Hydroelectric Power Project -- LPHPP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภทน้ำไหลผ่านตลอดปี (Run-of-river) ขนาดกำลังการผลิต 1,460 เมกะวัตต์ โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 50% โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2566 และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2573 ทั้งนี้ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 การก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้ว 69.2%
จากมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 1.61 แสนล้านบาท บริษัทมีภาระผูกพันในการใส่เงินลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทได้ทยอยจ่ายเงินลงทุนไปแล้วจำนวน 1.08 หมื่นล้านบาทและมีกำหนดจะชำระส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1.01
หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2569-2572 ในการนี้ ประมาณการกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งยังไม่ได้รวมภาระผูกพันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การให้เงินกู้ยืมแก่โครงการ (Sponsor Loans) ในกรณีที่งบประมาณการก่อสร้างบานปลาย หรือการสนับสนุนทางการเงินในส่วนของเงินทุนของผู้ถือหุ้นรายอื่นที่ขาดหายไปซึ่งบริษัทก็มีภาระผูกพันตามสัญญาด้วยเช่นกัน
ภาระหนี้สินอยู่ในระดับสูงในช่วงลงทุน
ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าภาระหนี้สินทางการเงินของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงระยะเวลาการพัฒนาโครงการหลวงพระบางเนื่องจากบริษัทมีภาระในการทยอยใส่เงินทุนทุกปีจนถึงปี 2572 เมื่อรวมกับงบประมาณลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ต่าง ๆ และการบำรุงรักษาอีกประมาณ 1.1 พันล้านบาทแล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่าค่าใช้จ่ายลงทุนและเงินลงทุนสุทธิของบริษัทจะอยู่ที่จำนวนประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2569-2572 ส่งผลให้หนี้สินทางการเงินสุทธิของบริษัทคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในช่วง 2.3-2.6 หมื่นล้านบาทในช่วงเวลาดังกล่าว
ภายใต้ประมาณการกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 3.8 พันล้านบาทในปี 2569 โดยมีสาเหตุหลักมาจากกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 ที่ลดลงตามแผนการกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ต้นน้ำ สำหรับในช่วงปี 2570-2572 นั้น ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะกลับมาทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.9-4.2 พันล้านบาทต่อปี
ผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอดังกล่าวได้รับปัจจัยหนุนจากกำไรรายปีซึ่งประกอบด้วยกำไรจำนวนประมาณ 2.7 พันล้านบาทจากโรงไฟฟ้าน้ำงึม กำไรจำนวน 900 ล้านบาทจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม กำไรจำนวน 100 ล้านบาทจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และเงินปันผลรับจำนวน 200 ล้านบาทจากโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะอยู่ในช่วง 5.5-6.5 เท่า ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนน่าจะยังคงต่ำกว่า 40%
ความเสี่ยงประเทศจากการลงทุนใน สปป.ลาว ระดับสูง
บริษัทเผชิญกับความเสี่ยงประเทศของ สปป.ลาว ที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากโรงไฟฟ้าหลัก ๆ ของบริษัทตั้งอยู่ในประเทศดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งเชื่อว่าความเสี่ยงเหล่านี้ได้รับการบรรเทาอย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านข้อตกลงในสัญญาสัมปทานกับรัฐบาลลาวและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ กฟผ.
โดยโครงการเหล่านี้จัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลลาวซึ่งอนุญาตให้บริษัทผู้ดำเนินโครงการสามารถมีบัญชีรับรายได้ในต่างประเทศได้โดยเฉพาะ และเนื่องจากการชำระเงินจาก กฟผ. จะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารในประเทศไทยโดยตรง ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินออกนอกประเทศและการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจึงถูกขจัดออกไปเกือบทั้งหมด
มีสภาพคล่องที่เพียงพอ
ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าอยู่ที่จำนวน 3.2 หมื่นล้านบาท โดยเป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 1.23 หมื่นล้านบาทซึ่งประกอบด้วยหนี้สินของบริษัทย่อย ทั้งนี้ อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมอยู่ที่ 38% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 50% ตามที่ระบุไว้ใน “เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้” ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทที่ระดับเดียวกับอันดับเครดิตองค์กรของบริษัท
ทริสเรทติ้งประเมินว่าสภาพคล่องของบริษัทในอีก 12 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับที่เพียงพอโดยได้รับปัจจัยหนุนจากยอดเงินสดคงเหลือที่แข็งแกร่งจำนวน 1.04 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 และประมาณการเงินทุนจากการดำเนินงานที่จำนวน 2.6 พันล้านบาท
ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนภายในดังกล่าวมีเพียงพอที่จะรองรับการชำระคืนเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2569 จำนวน 5.5 พันล้านบาท รวมทั้งสามารถรองรับแผนการใช้เงินลงทุนของบริษัทจำนวน 4.5 พันล้านบาทได้เต็มจำนวนในปีเดียวกัน