'ตัวช่วยจากคอเคซัส' แนวรบในอิหร่านที่หลายคนคิดไม่ถึงหากเกิดการยกพลรุกรานขึ้นจริงๆ
แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะบอก (อีกครั้งว่า) จะรวบรัดตัดตอนภารกิจทางทหารกับอิหร่านไม่เกินสองสามสัปดาห์นี้
แต่เราไม่ควรประมาทกับคำพูดของทรัมป์ เพราะเป็นคนพูดกลับไปกลับมาหลายครั้ง จนเกรงว่าเขากลับกลอกแบบนี้เพื่อหวังผลต่อตลาดทุนเสียมากกว่า (ไม่ให้ตลาดหุ้นเฉาเกินไป โดยหยอดความหวังเป็นระยะ)
ในเมื่อเราเอาแน่เอานอนกับการถอนกำลังทหารไม่ได้ เราจึงต้องวิเคราะห์กันต่อไปว่าถ้าเกิดดำเนินการต่อไป สหรัฐฯ มีทางเลือกไหนบ้างที่่จะจัดการกับอิหร่าน
ทางเลือกเดียวตอนนี้คือยกพลรุกรานแผ่นดินอิหร่าน หรือปฏิบัติการ boots on the ground
มีสองทางเลือกย่อย คือ
หนึ่ง ส่งทหารไปยึดพื้นที่บางส่วนเพื่อเป็นตัวประกัน เช่น ยึดเกาะฆอร์ก หรือยึดติ่งแผ่นดินบางส่วนของช่องแคบฮอร์มุซ
สอง ส่งกำลังทหารรุกรานโดยตรงสู่แผ่นดินใหญ่อิหร่าน โดยส่งทหารจากฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย
ทางเลือกย่อยที่สองยังมีทางเลือกย่อยลงไปอีก คือ นอกจากจะส่งทหารสหรัฐฯ โดยตรงเข้าไปในอิหร่าน สหรัฐฯ ยังอาจขอแรงจากชาวเคิร์ดที่อยู่ในดินแดนชายแดนอิหร่าน อิรัก และตุรกีบุกเข้าไปในอิหร่าน
นี่จะเป็นแนวรบด้านตะวันตกเฉียงใต้
ยังมีแนวรบด้านตะวันตกเฉียงเหนือที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน ในบริเวณที่อิหร่านติดต่อกับอาเซอร์ไบจานและอาจจะรวมถึงประเทศอื่นๆ ในแถบคอเคซัส
นักการทหารชาวตุรกีรายหนึ่งแสดงความเห็นว่าสหรัฐฯ อาจจะขอให้อาเซอร์ไบจานรุกเข้าอิหร่านทางตะวันตกเฉียงเหนือพร้อมๆ กับที่สหรัฐฯ ยกพลขึ้นทางใต้ และเคิร์ดทางตะวันตกเฉียงใต้
อาเซอร์ไบจานมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอลและยังมีสัญญากับสหรัฐฯ ในเรื่องความมั่นคง (Charter on Strategic Partnership)
ความสัมพันธ์กับปฏิปักษ์ของอิหร่านแบบนี้ย่อมทำให้อิหร่านไม่พอใจอาเซอร์ไบจาน ไม่ใช่แค่อิหร่านไม่พอใจ ยังทำให้ตุรกีระแวงไปด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจที่นักการทหารตุรกีจะวิเคราะห์ว่าเดี๋ยวอาเซอร์ไบจานคงจะช่วยสหรัฐฯ รุกรานอิหร่าน
อิหร่านก็ระแวงเช่นกัน และการที่โดรนอิหร่านสองลำลอยไปตกที่อาเซอร์ไบจานเมื่อวันที่ 5 มีนาคม จนสนามบินนานาชาตินาคชิวานและอาคารเรียนใกล้เคียงได้รับความเสียหาย ขณะเดียวกันก็มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน
นี่ถือเป็นสัญญาณเตือนไปถึงอาเซอร์ไบจานเป็นแน่แท้ว่า "อย่าขยับ"
หลังจากนั้นอิหร่านและอาเซอร์ไบจานก็คุยกันทางการทูต แต่นี่ดูเหมือนจะเป็นพิธีการมากกว่า จนกว่าจะมีการรุกรานอิหร่านด้วยกองทัพบกของสหรัฐฯ ขึ้นมาจริงๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ "ไว้ใจไม่ได้"
นอกจากอาเซอร์ไบจานแล้วยังมีผู้เล่นใหม่เข้ามาแจมด้วย
คือ เชเชน ซึ่งเป็นสาธารณรัฐหนึ่งในสหพันธรัฐรัสเซีย เป็นหนึ่งในดินแดนคอเคซัสเช่นเดียวกับอาเซอร์ไบจาน แต่ไม่ได้มีพรมแดนติดกับอิหร่านเพราะคั่นไว้ด้วยจอร์เจีย จากจอร์เจียค่อยมาถึงอาเซอร์ไบจาน แล้วค่อยมาถึงอิหร่าน
ข่าวล่าสุดจาก PressTV ของอิหร่าน คือ หน่วยทหารเชเชนประกาศความพร้อมที่จะส่งกำลังไปอิหร่านเพื่อสนับสนุนอิหร่านในกรณีที่สหรัฐฯ บุกโจมตีทางบก
กองกำลังเชเชนเหล่านี้ภักดีต่อผู้นำเชเชน รามซาน คาดีรอฟ ซึ่งเป็น "ทหารเสือ" คนหนึ่งของวลาดิมีร์ ปูติน
ทหารเชเชนบอกว่าการช่วยอิหร่านถือเป็น 'สงครามศาสนา' (ญิฮาด) และการแทรกแซงโดยตรงใดๆ ต่ออิหร่านจะถือเป็น 'สงครามศาสนา' และเป็นเรื่องของ "ความดีปะทะความชั่ว"
ในทัศนะของนักรบเชเชน ความดีย่อมหมายถึงอิหร่าน และความชั่วย่อมหมายถึงสหรัฐอเมริกา
ความชิงชังของเชเชนต่อสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ เพราะสหรัฐฯ และชาติตะวันตกคือคู่กรณีของสหพันธรัฐรัสเซีย นอกจากนี้ ผู้นำเชเชน คือ รามซาน คาดีรอฟ ยังกล่าวหาว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลพยายาม "สร้างความแตกแยกไปทั่วโลกอิสลาม" โดยชี้ว่า "การโจมตีอิหร่านอย่างทรยศในช่วงเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์"
ดังนั้นในทัศนะของคาดีรอฟและนักรบเชเชนของเขา การกระทำสหรัฐฯ และอิสราเอลคือเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่จะช่วยประเทศมุสลิมด้วยกัน
แต่เชเชนกับอาเซอร์ไบจานเป็นอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น
เชเชนกับอาเซอร์ไบจานแม้จะเป็นประเทศมุสลิมเหมือนกัน แต่เข้ากันไม่ค่อยจะได้ มีความบาดหมางที่ฝังลึกมาตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียตแล้ว
ดังนั้น เราตัดเรื่อง "ศาสนาเดียวกัน" ออกไปได้เลย แม้ว่านักรบเชเชนจะอ้างเรื่องศาสนาไปช่วยอิหร่านก็ตาม แต่ถ้าเกิดอาเซอร์ไบจานช่วยสหรัฐฯ ขึ้นมาจริงๆ เชเชนกับอาเซอร์ไบจานก็จะรบกันเพราะการเมืองล้วนๆ
แต่เราควรระวังการแสดงท่าทีของนักรบเชเชนโดยไม่ควรยึดถือเป็นจริงเป็นจัง
เพราะเชเชนเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย และจนถึงตอนนี้รัสเซียไม่ได้แสดงท่าทีช่วยเหลืออิหร่านอย่างชัดเจน จนนักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเงียบจนผิดสังเกต
ดังนั้น เชเชนจะทำตามใจชอบไม่ได้หากไม่ได้ไฟเขียวจากปูติน เพราะอาจทำให้ดุลอำนาจในแถบอ่าวเปอร์เซียมีปัญหาจนบิดเบี้ยวลามมาถึงแถบคอเคซัส
ตราบใดที่สหรัฐฯ ไม่ได้รุกรานอิหร่านด้วย boots on the ground และไม่มีการร้องขอความช่วยเหลือจากอาเซอร์ไบจาน ตราบนั้นสถานการณ์ในคอเคซัสก็จะไม่กลายสภาพเป็นแนวรบใหม่ขึ้นมา
แต่โปรดจำไว้ว่า อิหร่านไม่ได้ไว้ใจอาเซอร์ไบจานเลย เพราะสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับอิสราเอล และเชื่อกัน (แม้จะไม่มีหลักฐานก็ตาม) ว่ามีฐานทัพอิสราเอลในอาเซอร์ไบจาน
ในเดือนมกราคม 2026 สำนักข่าว Fars News Agency ซึ่งเป็นสำนักข่าวในเครือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ระบุว่าอิสราเอลพึ่งพาพลังงานจากอาเซอร์ไบจานมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการ "เปลี่ยนอาเซอร์ไบจานให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ความมั่นคงของระบอบไซออนิสต์ (รัฐอิสราเอล) และทำให้อาเซอร์ไบจานตกอยู่แนวหน้าของการโจมตีของอิหร่าน"
และบทความดังกล่าวได้อธิบายสิ่งที่เรียกว่ากลยุทธ์ "การป้องกันภูมิภาคเชิงรุก" กล่าวคือ ในความขัดแย้งใดๆ การโจมตีจะไม่เพียงแต่พุ่งเป้าไปที่ศัตรูหลักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงฐานทัพ โครงสร้างพื้นฐาน และผลประโยชน์ของประเทศใดๆ ที่ให้ดินแดนหรือขีดความสามารถในการปฏิบัติการต่อต้านอิหร่านด้วย "เส้นแดงได้ถูกขีดไว้แล้ว" Fars เตือน "และการข้ามเส้นนั้นจะทำให้อาเซอร์ไบจานตกอยู่ในเป้าหมายของเตหะรานโดยตรง" (จากบทความของ Turan Research Center)
ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม สถาบันมาซาฟ (Masaf Institute) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้เผยแพร่ข้อความใน Telegram ว่า "เตหะรานกำลังถูกทิ้งระเบิดจากทิศทางบากู (อาเซอร์ไบจาน) และระเบียง (แนวพรมแดน) ทางเหนือ… ในเมื่อเราทุ่มสุดตัวแล้ว ทำไมเรายังเห็นใจบากูอยู่? โจมตีอาลีเยฟ (ผู้นำอาเซอร์ไบจาน) ผู้ชั่วร้ายนั่นซะ แล้วให้เขาได้สวมชุดไว้ทุกข์"
ความระแวงของอิหร่านต่ออาเซอร์ไบจานนี่แหละอาจจะเป็นเหตุปัจจัยให้อิหร่านซัดอาเซอร์ไบจานเสียก่อนแต่เนิ่นๆ ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ยกพลรุกรานอิหร่านขึ้นมา โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอให้สหรัฐฯ ขอแรงจากอาเซอร์ไบจาน
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ทหารยูเครนจากหน่วยยิงเคลื่อนที่ของกองพลยานยนต์แยกที่ 4 ซึ่งมีรหัสเรียกขานว่า "เชเชน" คอยระวังโดรนติดอาวุธขณะปฏิบัติหน้าที่ในภูมิภาคโดเนตสก์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2025 ท่ามกลางการรุกรานยูเครนของรัสเซีย (ภาพโดย Tetiana DZHAFAROVA / AFP)