โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ศึกชา-กาแฟอาเซียนเดือด 9.9 พันล้านเหรียญ ไทย "ตลาดชา" โตแรงสุด 38%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 เม.ย. เวลา 10.39 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. เวลา 10.38 น.

ตลาดชา-กาแฟอาเซียนพุ่งแตะ 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แข่งขันดุขึ้นจาก “ระบบหลังบ้าน-ดิจิทัล” ไทยขึ้นแท่นตลาดชาที่โตเร็วสุด 38% รับแรงหนุนดีลิเวอรี่ ขณะแบรนด์จีนรุกหนัก เปลี่ยนเกมทั้งอุตสาหกรรม

ตลาดร้านชาและกาแฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังร้อนแรงขึ้นอย่างชัดเจน จากทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและผู้เล่นต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนที่เร่งขยายสาขาเข้ามาแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก Momentum Works ระบุว่า ปี 2568 ตลาดรวมมีมูลค่าสูงถึง 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจาก 6.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2564 โดยอินโดนีเซียยังครองตลาดใหญ่สุด ตามด้วยไทยและเวียดนาม

จุดน่าสนใจคือ “ไทย” กลายเป็นตลาดชาที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคถึง 38% สะท้อนการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและแรงหนุนจากแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่

ภาพรวมตลาดชา-กาแฟอาเซียน

ข้อมูลจาก Momentum Works บริษัทให้คำปรึกษาทางธุรกิจในสิงคโปร์ เปิดเผยข้อมูลว่า ปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดร้านกาแฟและชา ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมูลค่าสูงถึง 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นจาก 6.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021) โดยอินโดนีเซีย มีขนาดตลาดใหญ่ที่สุด อันดับ 1 ตามด้วยไทย และเวียดนาม ส่วนประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด คือ มาเลเซีย (ในกลุ่มกาแฟ) และไทย (ในกลุ่มชา)

ประเทศ ประเภท
เครื่องดื่ม ปี 2023
(หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ปี 2025
(หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ):
การเติบโต
(%) อินโดนีเซีย ชา 2,283 2,466 8% กาแฟ 944 1,040 10% ไทย ชา 952 1,314 38% กาแฟ 804 938 17% เวียดนาม ชา 483 617 28% กาแฟ 572 725 27%

พลวัตการแข่งขัน เปลี่ยนไปอย่างไร ?

ข้อมูลระบุถึงพลวัตของการแข่งขันของตลาดร้านชาและกาแฟ ที่มีความดุเดือดขึ้น และมีความเป็นระบบมากขึ้นกว่าในอดีต โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ คือ

การแข่งขันด้วย “ระบบปฏิบัติการ” (System Competition) : ปัจจุบันแบรนด์ต่างๆ ไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่รสชาติเครื่องดื่ม การสร้างแบรนด์ หรือบรรยากาศภายในร้านอีกต่อไป แต่จุดชี้วัดชัยชนะที่แท้จริงคือ ความแข็งแกร่งของระบบปฏิบัติการที่อยู่เบื้องหลัง เช่น การจัดการห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐานการสั่งซื้อแบบดิจิทัล และขั้นตอนการทำงานหน้าร้าน ผู้ชนะในตลาดนี้จะไม่ใช่แค่คนที่มีเครื่องดื่มอร่อยที่สุดหรือมีสาขามากที่สุด แต่คือคนที่มีระบบแข็งแกร่งที่สุด

ยกระดับการทำงานสู่ระบบอุตสาหกรรม (Industrialisation) : แบรนด์ชั้นนำกำลังนำโมเดลแบบอุตสาหกรรมมาใช้ในการทำงาน ทั้งการใช้ระบบดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และการออกแบบผังร้านให้มีขั้นตอนการเตรียมเครื่องดื่มแบบ “สายพานการผลิต” ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตได้อย่างก้าวกระโดด จากเดิมร้านทั่วไปอาจทำได้ 300-400 แก้วต่อวัน แต่ผู้นำตลาดสามารถขยับเพดานไปที่ 600-800 แก้วต่อวัน และเคยทำสถิติได้สูงถึงกว่า 9,000 แก้วต่อวันในหนึ่งสาขา

อิทธิพลจากกลยุทธ์แบรนด์จีน (Chinese Playbooks) : แบรนด์เครื่องดื่มจากจีนที่เข้ามาขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ได้เข้ามาสร้างความคาดหวังและมาตรฐานใหม่ๆ ด้วยระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงและกลยุทธ์ที่เน้นดิจิทัล (Digital-first) ส่งผลให้ผู้เล่นในท้องถิ่นต้องเรียนรู้ ปรับตัว และนำแนวทางเหล่านี้มาประยุกต์ใช้เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

ช่องทางออนไลน์กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ : แพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรี่และช่องทางดิจิทัลได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการหาลูกค้าใหม่ (แบรนด์เล็กมักพึ่งพาวิธีนี้) ในขณะเดียวกัน แบรนด์ขนาดใหญ่ก็หันมาลงทุนพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเองเพื่อรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรระยะยาว (LTV) รวมถึงลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มภายนอก

แบรนด์ท้องถิ่นขยายตัวท้าชนแบรนด์ระดับโลก : แบรนด์ดาวรุ่งในแต่ละประเทศ (เช่น Zus Coffee และ Kopi Kenangan) ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างฐานธุรกิจในบ้านเกิด กำลังเร่งสยายปีกออกสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ปัจจุบันมีแบรนด์เครื่องดื่มท้องถิ่นอย่างน้อย 8 แบรนด์ที่มีสาขาทะลุ 1,000 แห่ง ทำให้แบรนด์ท้องถิ่นเหล่านี้ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงที่สามารถต่อกรกับทั้งแบรนด์ระดับสากลและแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีนได้อย่างสูสี

การเลือกจุดยืนและการยอมได้อย่างเสียอย่าง (Forced Trade-offs) : ในสมรภูมินี้ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แบรนด์ต่างๆ ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเล่นเกมรูปแบบไหน เช่น จะมุ่งเน้น ประสบการณ์พรีเมียม หรือ ความรวดเร็วแบบซื้อกลับ (Grab-and-go) จะควบคุมทราฟฟิกผ่านแอปตัวเอง หรือพึ่งพาทราฟฟิกจากแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ และจะปรับตัวเข้ากับท้องถิ่น (Localisation) หรือเน้นมาตรฐานแบบเดียวกันทั้งหมด (Standardisation) แบรนด์ไม่สามารถทำทุกอย่างพร้อมกันได้ทั้งหมด

“ออนไลน์-ดีลิเวอรี่” ขาดไม่ได้

ข้อมูลยังมีการระบุว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว มีสัดส่วนสูงถึง เกือบ 30% ของปริมาณการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรี่ทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันให้ไทยกลายเป็นตลาดชาที่โตเร็วที่สุดในภูมิภาค (เติบโตพุ่งถึง 38%)

ขณะเดียวกัน ช่องทางออนไลน์ได้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานที่ขาดไม่ได้” โดยแบ่งกลยุทธ์ผู้เล่นชัดเจนคือ แบรนด์ขนาดเล็ก ต้องพึ่งพาแอปดีลิเวอรี่เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ในขณะที่ แบรนด์ขนาดใหญ่ หันมาทุ่มสร้าง “แอปพลิเคชันของตัวเอง” เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมให้อยู่กับแบรนด์ระยะยาวและเพิ่มโอกาสทำกำไรสูงสุด

แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่และระบบสั่งซื้อแบบดิจิทัล (Digital ordering) ไม่ได้มีดีแค่ช่วยเพิ่มยอดขาย แต่เข้ามาพลิกโฉม “ตรรกะการทำงาน” (Operating logic) ของร้านไปจนถึงแนวคิดในการเลือกทำเลที่ตั้งสาขา ทำให้แบรนด์สามารถทลายขีดจำกัดเดิมและสยายปีกขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว

ตลาดประเทศไทย เป็นอย่างไร ?

ขณะที่การแข่งขันของร้านชาและกาแฟในประเทศไทย ข้อมูลมีการระบุว่า ตลาดร้านกาแฟในไทย ผู้นำส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ในเครือสถานีบริการน้ำมัน ที่มีจำนวนสาขามากที่สุด นำโดย คาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) ที่ครองความเป็นผู้นำด้วยจำนวนสาขาสูงสุดในภูมิภาคถึงกว่า 4,400 แห่ง ตามมาด้วย อินทนิล (Inthanin) มีจำนวนกว่า 1,300 สาขา และกาแฟพันธุ์ไทย (Punthai Coffee) กว่า 1,200 สาขา

ซึ่งทั้ง 3 แบรนด์นี้สามารถเจาะกลุ่มผู้บริโภคและทะยานขึ้นไปติดอันดับท็อป 7 แบรนด์กาแฟที่มีสาขามากที่สุดในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สำเร็จ

ส่วนตลาดชาของไทยมีอัตราการเติบโตพุ่งสูงถึง 38% (มูลค่า 1,314 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025) เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ปัจจัยสำคัญมาจากตลาดฟู้ดเดลิเวอรีของไทยที่เติบโตเร็วที่สุด ซึ่งยอดสั่งเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียวมีสัดส่วนสูงเกือบ 30% ของปริมาณการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มทั้งหมด
โดยมีแบรนด์ท้องถิ่นระดับท็อปอย่าง ชาพะยอม (Cha Payom) ขยายสาขาไปได้ถึงระดับ 1,500 แห่ง

สมรภูมิในไทยกำลังเผชิญกับการเข้ามาแข่งขันของแบรนด์ชาและกาแฟสัญชาติจีนหลายระลอก (เช่น Mixue, Chagee, Bingxue, ChaPanda, Wedrink ฯลฯ) แบรนด์เหล่านี้ไม่ได้มาแข่งขันด้วยแค่รสชาติ แต่มาพร้อมกับ “ระบบปฏิบัติการ” ที่เหนือกว่า ทั้งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติในการเตรียมเครื่องดื่ม และห่วงโซ่อุปทานที่ล้ำสมัย ซึ่งสร้างมาตรฐานใหม่และบีบให้ผู้เล่นในไทยต้องเร่งปรับตัว

แม้แบรนด์เครื่องดื่มจากจีนจะเข้ามาสยายปีกอย่างรวดเร็วในตลาดชา แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มแบรนด์กาแฟระดับท็อป 7 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ยังไม่มีแบรนด์สัญชาติจีนเจาะเข้ามาติดอันดับได้เลย แสดงให้เห็นว่าแบรนด์กาแฟของไทยและแบรนด์ท้องถิ่นในภูมิภาคยังมีจุดแข็งที่สามารถต่อกรได้อย่างสูสี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศึกชา-กาแฟอาเซียนเดือด 9.9 พันล้านเหรียญ ไทย “ตลาดชา” โตแรงสุด 38%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...