OPEC+ เพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน 2.06 แสนบาร์เรล/วันในเดือน พ.ค. แต่ส่งออกไม่ได้ หลังฮอร์มุซปิดจากสงคราม
OPEC+ เพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน 2.06 แสนบาร์เรล/วันในเดือน พ.ค. แต่ส่งออกไม่ได้ หลังฮอร์มุซปิดจากสงคราม ส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกหายไปถึง 12–15 ล้านบาร์เรล/วัน
วันที่ 5 เมษายน 2569 เวลา 23.14 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ากลุ่ม OPEC+ ตกลงในวันอาทิตย์ที่จะเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมัน 206,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มเพียงเล็กน้อย และในทางปฏิบัติอาจเกิดขึ้นเพียงบนกระดาษ เนื่องจากประเทศผู้ผลิตหลักไม่สามารถเพิ่มการส่งออกได้จากผลกระทบของสงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่าน
สงครามได้ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ปิดลงตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากสมาชิก OPEC+ หลายประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และอิรัก ลดลง ทั้งที่ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศหลักเพียงไม่กี่ประเทศในกลุ่มที่สามารถเพิ่มการผลิตได้ก่อนสงครามเริ่มต้น
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น กดดันผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก และทำให้หลายรัฐบาลต้องออกมาตรการประหยัดพลังงานและสำรองน้ำมัน
การเพิ่มโควตาการผลิต 206,000 บาร์เรลต่อวันของ OPEC+ คิดเป็นน้อยกว่า 2% ของอุปทานที่หายไปจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวใน OPEC+ ระบุว่า การเพิ่มกำลังผลิตครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่ากลุ่มพร้อมจะเพิ่มการผลิตมากขึ้นทันทีเมื่อช่องแคบกลับมาเปิด
บริษัทที่ปรึกษา Energy Aspects ระบุว่า การเพิ่มกำลังผลิตครั้งนี้เป็นเพียงเชิงทฤษฎี ตราบใดที่การขนส่งผ่านช่องแคบยังถูกรบกวน
ขณะที่ Jorge Leon อดีตเจ้าหน้าที่ OPEC และปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ของ Rystad Energy กล่าวว่า “ในความเป็นจริง น้ำมันเพิ่มเข้าสู่ตลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเมื่อช่องแคบฮอร์มุซปิด น้ำมันเพิ่มจาก OPEC+ ก็แทบไม่มีความหมาย”
OPEC+ กังวลการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
สมาชิก OPEC+ จำนวน 8 ประเทศได้ตกลงเพิ่มโควตาการผลิตในการประชุมออนไลน์เมื่อวันอาทิตย์ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในกลุ่ม เช่น รัสเซีย ก็ไม่สามารถเพิ่มการผลิตได้เช่นกัน เนื่องจากถูกคว่ำบาตรจากตะวันตกและโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายจากสงครามยูเครน
ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน เจ้าหน้าที่ในภูมิภาคระบุว่า อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนจึงจะกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ แม้ว่าสงครามจะหยุดทันทีและช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง
คณะกรรมการติดตามรัฐมนตรีร่วมของ OPEC+ (Joint Ministerial Monitoring Committee) ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยระบุว่าการซ่อมแซมมีต้นทุนสูง ใช้เวลานาน และจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก
วิกฤตอุปทานน้ำมันรุนแรงที่สุดในโลก
แม้อิหร่านจะระบุว่า อิรักได้รับการยกเว้นข้อจำกัดในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และมีข้อมูลการเดินเรือแสดงให้เห็นว่าเรือบรรทุกน้ำมันจากอิรักได้ผ่านช่องแคบแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเรืออื่น ๆ จะกล้าเสี่ยงผ่านช่องแคบหรือไม่
การเพิ่มกำลังผลิตในเดือนพฤษภาคมของ OPEC+ เป็นระดับเดียวกับที่ตกลงไว้สำหรับเดือนเมษายนในการประชุมเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามเริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมัน
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น วิกฤตครั้งนี้ถูกประเมินว่าเป็น การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอาจทำให้อุปทานน้ำมันหายไปถึง 12–15 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 15% ของอุปทานโลก
ธนาคาร JPMorgan เตือนว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นเกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังถูกรบกวนไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม
โครงสร้าง OPEC+
กลุ่ม OPEC+ มีสมาชิกทั้งหมด 22 ประเทศ รวมถึงอิหร่าน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเพียง 8 ประเทศหลักที่ตัดสินใจเรื่องโควตาการผลิตรายเดือน ได้แก่
ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน
ประเทศทั้ง 8 เริ่มเพิ่มกำลังผลิตตั้งแต่ปี 2568 เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด หลังจากก่อนหน้านั้นได้ลดกำลังผลิต และได้เพิ่มโควตาการผลิตรวมประมาณ 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ระหว่างเดือนเมษายน–ธันวาคม 2568 ก่อนจะหยุดเพิ่มกำลังผลิตในช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2569
อนึ่งการประชุม OPEC+ ครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569
อ้างอิง : reuters.com