โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก | มนุษย์...ทำสงครามแย่งน้ำมันมานานแล้ว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 เม.ย. เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. เวลา 06.43 น.

สงครามแย่งน้ำมัน – โลกของเราขับเคลื่อนด้วย “น้ำมัน” …ของเหลวข้นสีดำจากใต้พื้นพิภพ (ใต้ทะเล ใต้น้ำแข็ง) เป็นสาเหตุของสงครามเพื่อแย่งชิง ถ้าใครได้ครอบครอง มันคือ แสนยานุภาพ อำนาจการต่อรอง สร้างความร่ำรวยมหาศาล ในขณะที่การขาดแคลน ก็สามารถทำให้เศรษฐกิจล่มสลายได้ แล้วสารสีดำเหนียวๆ นี้เข้ามาควบคุมโลกของเราได้อย่างไร?

สหรัฐอเมริกา คือ ตัวแสดงหลักในกิจการน้ำมันของโลก

น้ำมันดิบผุดขึ้นเองมาบนผิวดิน ถูกนำมาใช้โดยผู้คนในตะวันออกกลางสมัยโบราณ ชาวบาบิโลน (ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิรัก)

ชาวบาบิโลนใช้ “น้ำมันดิบ” เสมือนกาวยาแนวกันน้ำเมื่อสร้างเรือจากไม้ ใช้เป็นปูนในการก่อสร้างอาคาร

ชาวอียิปต์ก็ใช้น้ำมันในการเตรียม “มัมมี่” เพื่อช่วยรักษาสภาพศพ หลายพันปีที่ผ่านมา มนุษย์ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ เข้าใจหรือใช้ประโยชน์จากศักยภาพอย่างเต็มที่ของสารสีดำลึกลับนี้

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 มีการค้นพบแหล่งน้ำมันที่สามารถนำมา “ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” ได้แห่งแรกของโลกในสหรัฐอเมริกา

น้ำมันดิบถูกนำมาวิเคราะห์ ทดลอง วิจัย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ผลลัพธ์ตัวหนึ่งคือ น้ำมันก๊าด ซึ่งได้รับความนิยมในฐานะเชื้อเพลิงราคาถูกและสะอาดสำหรับให้แสงสว่างในบ้าน

ไม่กี่ปีต่อมา บ่อน้ำมันเชิงพาณิชย์แห่งแรกของอเมริกาถูกสร้างขึ้นที่ไททัสวิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย มีการบุกเบิกเทคนิคใหม่โดยใช้ท่อส่งเพื่อบุผนังหลุมเจาะเพื่อให้สามารถขุดเจาะได้ลึกขึ้น ความสำเร็จของบ่อน้ำมัน บวกกับความต้องการน้ำมันก๊าด ทำให้เกิดการแห่ซื้อน้ำมันและเริ่มต้นอุตสาหกรรมใหม่ที่สำคัญ

(ในอเมริกา เกิดการขับไล่ โยกย้ายถิ่นฐาน ชาวอินเดียนแดง เพื่อสำรวจหาน้ำมันในอเมริกา)

โลกใบนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว…เพราะน้ำมัน

พ.ศ.2428 (ตรงกับช่วงกลางรัชสมัยในหลวง ร.5) วิศวกรชาวเยอรมัน ชื่อ คาร์ล เบนซ์ ประดิษฐ์รถยนต์คันแรก ยานพาหนะใหม่นี้ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง รวมถึงได้ผลผลิตเป็นน้ำมันก๊าด เพื่อใช้กับตะเกียงของคนทั่วโลก

ในปี พ.ศ.2451 ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากหลังจากการประดิษฐ์รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน ความต้องการน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากที่ เฮนรี ฟอร์ด ในอเมริกาผลิตรถยนต์ที่ทุกคนสามารถซื้อได้ด้วยรุ่น Model T

ในขณะที่ชาวโลกโหย ไล่ล่าหา “ทองคำ” เพื่อนำมาครอบครอง น้ำมันดิบถูกเรียกว่า“ทองคำดำ”

หลังการค้นพบน้ำมันในอเมริกา วิศวกรอเมริกัน อังกฤษที่ศึกษา ค้นคว้า ทดลองขุดหาน้ำมันสำเร็จมาก่อน มั่นใจว่า ในพื้นที่ทะเลทรายแถบตะวันออกกลาง น่าจะมี ทองคำดำ ระดับมหาสมุทรอยู่ซ่อนอยู่ใต้พิภพเป็นแน่แท้

วิศวกรอังกฤษที่ได้รับทุนรอนจากบริษัทน้ำมัน มุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งทะเลทรายที่แสนจะอ้างว้าง โดดเดี่ยว ในขณะที่ประเทศต่างๆ ในยุโรปมีปัญหาขัดแย้งผลประโยชน์ รวมถึงสิทธิขยายดินแดนของตน

เกิดการแข่งขันด้านอาวุธทางทะเลอย่างดุเดือด เมื่อมหาอำนาจของโลกต่างปรับปรุงและขยายกองทัพเรือของตน

เรือรบสมัยใหม่ถูกดัดแปลงจากเรือที่ใช้ “ถ่านหิน” เป็นเชื้อเพลิงมาใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน เนื่องจากทำให้เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นและอยู่ในทะเลได้นานขึ้น น้ำมันเป็นหนึ่งในทรัพยากรไม่กี่อย่างที่จักรวรรดิอังกฤษไม่ได้ผลิตเอง และการเข้าถึงน้ำมันจากตะวันออกกลางจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์ ประเทศคู่แข่งต่างก็เร่งหาแหล่งน้ำมันของตนเองเช่นกัน

หลังจากบริษัทน้ำมันของอังกฤษใช้ความพยายาม สำรวจ ขุดเจาะยาวนานกว่า 7 ปี และเกือบจะล้มเลิกไปเนื่องจากเงินทุนหมด

26 พฤษภาคม 2451 บริษัทน้ำมันของอังกฤษค้นพบน้ำมันดิบครั้งแรกในตะวันออกกลาง ณ บริเวณ มัสยิดสุไลมาน (Masjid-i-Sulaiman) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) การค้นพบครั้งสำคัญนี้ดำเนินการโดยทีมของ วิลเลียม น็อกซ์ ดาร์ซี (William Knox D’Arcy) ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งบริษัท Anglo-Persian Oil Company (ต่อมาคือ BP: British Petroleum)

นี่คือ…จุดเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกนี้ไปตลอดกาล หากแต่กระบวนการผลิต การกลั่น และการนำมาใช้ ยังอยู่ในลักษณะจำกัด

การค้นพบน้ำมันเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งแรกในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรพลังงานจากชาติตะวันตก และทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

พ.ศ.2457-2461 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1

เครื่องจักรสงคราม เครื่องมือประหัตประหารล้วนต้องพึ่งพาปิโตรเลียม โดยเฉพาะเรือรบ เครื่องบินรถถัง โดยเฉพาะมหาอำนาจอังกฤษ ที่ไม่มีแหล่งน้ำมันเป็นของตนเอง ตระหนักดีว่า ถ้าไม่มีแหล่งน้ำมัน ถ้ากองทัพขาดแคลนน้ำมัน มันคือ หายนะของชาติ

สงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง อังกฤษ ฝรั่งเศส และพันธมิตร (รวมถึงกองทัพสยามที่ส่งกำลังไปร่วมรบในฝรั่งเศส) เป็นฝ่ายชนะสงคราม

กองทัพเยอรมันและพันธมิตร เป็นฝ่ายแพ้สงคราม

28 มิ.ย.2462 คือ วันลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ที่ทำขึ้นระหว่าง ฝ่ายสัมพันธมิตร (นำโดยฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐ) กับเยอรมนี เพื่อยุติสถานะสงครามอย่างเป็นทางการในสงครามโลกครั้งที่ 1

สัญญานี้…บังคับให้เยอรมนีรับผิดชอบสงคราม เสียดินแดน ลดกำลังทหาร และจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล อังกฤษและฝรั่งเศส เอาคืน จากเยอรมนีแบบหฤโหด

เยอรมนีสูญเสียดินแดนในยุโรปประมาณ 13% และอาณานิคมทั้งหมดในต่างแดน เช่น คืนแคว้นอัลซาส-ลอร์เรนให้ฝรั่งเศส และยกดินแดนให้โปแลนด์

เยอรมนีถูกจำกัดกองทัพบกเหลือไม่เกิน 100,000 นาย ห้ามมีกองทัพอากาศ เรือดำน้ำ และรถถัง รวมทั้งให้ปลดอาวุธบริเวณไรน์แลนด์

เยอรมนีต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาลที่ไม่ระบุแน่ชัดในตอนแรก

ชาวเยอรมันรู้สึกอับอายและไม่เป็นธรรม (เรียกว่า“Dictated Peace” หรือคำสั่งบังคับ) นำไปสู่ความโกรธแค้น ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เอื้อให้เกิด “พรรคนาซี” โดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด

หลังสงคราม มหาอำนาจอังกฤษยังไม่ลดละการค้นหาแหล่งน้ำมัน อังกฤษเร่งรีบกลับไป ขุดเจาะ หาน้ำมันในตะวันออกกลางที่ผู้คนชาวอาหรับทั้งหลายไม่มีความรู้ทางวิศวกรรมปิโตรเลียม เรื่องธรณีวิทยา

อเมริกาต้องไม่เป็น 2 รองใคร…จ้องมองอังกฤษที่กำลังไปหาน้ำมัน

บริษัทปิโตรเลียมของสหรัฐ ตามเข้ามาดำเนินธุรกิจในตะวันออกกลางผ่านสัมปทานสำรวจน้ำมันขนาดใหญ่ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และการทูตที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

อเมริกา“เอาชนะ” การครอบงำของอังกฤษและฝรั่งเศส โดยการก่อตั้งบริษัทน้ำมันอิรักในช่วงทศวรรษ 1920 และการพัฒนาบริษัทน้ำมันอาหรับอเมริกัน (อารัมโก) ในซาอุดีอาระเบียในช่วงทศวรรษ 1930-1940

อเมริกาบังคับใช้นโยบาย “เปิดประตู” ในภูมิภาคนี้

พ.ศ.2481 บริษัทของอเมริกาค้นพบน้ำมัน อเมริกาได้สัมปทาน 90 ปีในซาอุดีอาระเบีย โดยบริษัทสแตนดาร์ดออยล์แห่งแคลิฟอร์เนีย (SOCAL หรือ Chevron ในปัจจุบัน) และก่อตั้งบริษัทแคลิฟอร์เนีย อาระเบียน สแตนดาร์ดออยล์ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นอารัมโก (Aramco)

ลุงแซม…สนับสนุนการขยายตัวของบริษัทอารัมโก

บริษัทเท็กซัสออยล์ได้ซื้อหุ้น 50% ของกิจการร่วมทุนในซาอุดีอาระเบียของโซคาล และในช่วงปี 1946-1948 ก็ได้ขยายกิจการไปรวมถึงเจอร์ซีย์สแตนดาร์ดและโซโคนี ทำให้การครองตลาดในสหรัฐอเมริกาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนการขยายตัวนี้ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีพลังงานเพียงพอหลังสงคราม ซึ่งเป็นการเข้ามาแทนที่อิทธิพลของอังกฤษที่อ่อนแอลงในภูมิภาคนี้

ในที่สุด…อเมริกา คือ ผู้มีอำนาจตัวจริง ยืน 1ในกิจการน้ำมันในตะวันออกกลาง ไม่มีใครมาเทียบเคียงได้

บริษัทต่างๆ ได้รับสัญญาในระยะยาวซึ่งให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการสำรวจ ผลิต และส่งออกน้ำมัน โดยต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่รัฐบาลเจ้าของพื้นที่

รูปแบบการแบ่งปันผลกำไรแบบ 50/50 ในซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นมาตรฐานในยุคหลังสงคราม โดยสร้างสมดุลระหว่างความต้องการรายได้ในท้องถิ่นกับผลกำไรของบริษัท

รัฐบาลสหรัฐและบริษัทน้ำมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในของซาอุดีอาระเบีย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประการสำคัญ คือ การที่สหรัฐ ให้การรับรองและสนับสนุนรัฐอิสราเอล ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ กับซาอุดีอาระเบียมีความซับซ้อนมากขึ้น

พ.ศ.2484 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (ในเอเซียแปซิฟิก)

กรกฎาคม พ.ศ.2484 สหรัฐ ได้ยุติการค้าทั้งหมดกับญี่ปุ่นและคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันไปยังญี่ปุ่น

เช้าตรู่ 7 ธันวาคม 2484 กองทัพเรือญี่ปุ่นบุกโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐ ณ เพิร์ลฮาเบอร์ รัฐฮาวาย สหรัฐกระโจนเข้าสู่สงคราม

ก่อน-ระหว่าง-หลังสงคราม ทุกชาติต่างรู้ว่า “น้ำมัน” คือ ปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้ชนะ-แพ้สงคราม

ระหว่างสงครามยาวนานราว 4 ปี รูสเวลต์ และ เชอร์ชิลล์ ก็จับตามองแหล่งน้ำมันสำรองที่กำลังเติบโตในตะวันออกกลางอยู่แล้ว

8 สิงหาคม 2487 มีการลงนามข้อตกลงปิโตรเลียมแองโกล-อเมริกัน โดยแบ่งน้ำมันในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

รูสเวลต์กล่าวว่า“น้ำมันเปอร์เซีย…เป็นของคุณ เราแบ่งปันน้ำมันของอิรักและคูเวต ส่วนน้ำมันของซาอุดีอาระเบียเป็นของเรา” อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ไม่ได้รวมถึงประชาชนของประเทศเหล่านั้นด้วย

อเมริกามีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์มาช้านานในการพัฒนาอ่าวเปอร์เซียให้เป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมันของโลก อเมริกาต้องการเป็นผู้ควบคุมราคาและปริมาณน้ำมันให้มีเสถียรภาพ ทั้งหมดนี้ คือ พลังอำนาจแห่งความเจริญรุ่งเรืองของสหรัฐอเมริกาในที่สุด

และนี่คือ ยุทธศาสตร์ที่สหรัฐ ต้องวางฐานทัพ มีกำลังทหารในตะวันออกกลางในหลายประเทศ เพื่อการควบคุมการค้าน้ำมัน

ข้อมูล มีนาคม 2569 กองทัพสหรัฐ มีฐานทัพหลัก 19 แห่ง และฐานปฏิบัติการถาวรอีก 8 แห่ง ซึ่งมีทหารประจำการกว่า 50,000 นาย โดยส่วนใหญ่อยู่ในกาตาร์ บาห์เรน คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก และจอร์แดน

ฐานทัพเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงในภูมิภาค การรวบรวมข้อมูลข่าวกรอง และการปฏิบัติการทางอากาศ โดยมีสถานที่สำคัญ ได้แก่ ฐานทัพอากาศอัลอูเดด และฐานสนับสนุนทางทะเลบาห์เรน

กำลังทหารสหรัฐ คือ หลักประกัน เพื่อจัดหาแหล่งน้ำมันที่ปลอดภัยสำหรับสหรัฐ และพันธมิตรในราคาที่เหมาะสม เงื่อนไข คือ ให้ความช่วยเหลือแก่หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นที่เป็นมิตร เสริมสร้างสถานะทางเศรษฐกิจของสหรัฐในภูมิภาคนี้

ฐานทัพอากาศอัลอูเดดในประเทศกาตาร์ เป็นฐานทัพสหรัฐ ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และทำหน้าที่เป็นกองบัญชาการส่วนหน้าของกองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM)

ในซาอุดีอาระเบีย มีฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน (PSAB) ตั้งอยู่ใกล้เมืองอัล-คาร์จ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของริยาด

ทุกประเทศในตะวันออกกลาง ที่แสนจะร่ำรวยจากแหล่งพลังงาน แทบจะอยู่ไม่ได้หากสหรัฐไม่คุ้มครองป้องกัน ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

แหล่งพลังงานมหาศาล ความร่ำรวยในตะวันออกกลาง คือ สารตั้งต้น ในการทำสงครามของประเทศมหาอำนาจมานานแล้ว

29 มี.ค.2569 ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ Financial Times โดยระบุว่า เขาต้องการยึดน้ำมันในประเทศอิหร่าน และอาจยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน…

ทรัมป์ เฉลยแล้วว่า ต้องการอะไร…

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก | มนุษย์…ทำสงครามแย่งน้ำมันมานานแล้ว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...