ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน 41 จังหวัด อยู่ในระดับ "สีแดง" 13 จังหวัด พบ "น่าน-เชียงราย-ลำพูน" ค่าฝุ่นสีแดงต่อเนื่องสูงสุด 12 วัน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน 41 จังหวัด อยู่ในระดับ "สีแดง" 13 จังหวัด พบ "น่าน-เชียงราย-ลำพูน" ค่าฝุ่นสีแดงต่อเนื่องสูงสุด 12 วัน
(5 เมษายน 2569) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยและกำชับให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด รวมถึงบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลและลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชน ซึ่งจากการติดตามคุณภาพอากาศเมื่อเวลา 07.00 น. วันนี้ พบค่าฝุ่น PM 2.5 (เฉลี่ย 24 ชั่วโมง) เกินมาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) หรืออยู่ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) จำนวน 41 จังหวัด และเกินมาตรฐาน 3 วันขึ้นไป 32 จังหวัด ขณะที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) คือเกิน 75 มคก./ลบ.ม. จำนวน 13 จังหวัด ได้แก่ 1.เชียงใหม่ 314.30 มคก./ลบ.ม. 2.เชียงราย 225.40 มคก./ลบ.ม. 3.ลำพูน 183.00 มคก./ลบ.ม. 4.แม่ฮ่องสอน 175.20 มคก./ลบ.ม. 5.น่าน 161.70 มคก./ลบ.ม. 6.พะเยา 149.50 มคก./ลบ.ม. 7.บึงกาฬ 147.50 มคก./ลบ.ม. 8.ลำปาง 124.60 มคก./ลบ.ม. 9.แพร่ 119.20 มคก./ลบ.ม. 10.พิษณุโลก 93.40 มคก./ลบ.ม. 11.หนองคาย 92.00 มคก./ลบ.ม. 12.นครพนม 83.60 มคก./ลบ.ม. และ 13.เลย 75.60 มคก./ลบ.ม. โดยบางจังหวัดค่าฝุ่นอยู่ระดับสีแดงต่อเนื่อง เช่น น่าน เชียงราย ลำพูน (12 วัน) พะเยา ลำปาง (11 วัน) เชียงใหม่ แพร่ (10 วัน) คาดการณ์ว่าช่วง 1-2 วันข้างหน้า ปริมาณฝุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน จากความหนาแน่นของจุดความร้อนมีน้ำหนักมากกว่าความสามารถของการระบายอากาศ
นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) กรณีฝุ่น PM 2.5 แล้วใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน ลำพูน นครพนม พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ ตาก และพิษณุโลก ซึ่งจากข้อมูลจะเห็นว่า สถานการณ์ค่อนข้างมีความรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา จึงประชุมกับ PHEOC เขตสุขภาพที่ 1 เพื่อติดตามการดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ และได้ออกข้อสั่งการถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและทีมปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 1 รวม 9 ข้อ ได้แก่ 1.ให้หน่วยบริการทุกแห่งตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 โดยใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) เป็นหลัก เพื่อนำไปประเมินสถานการณ์ พร้อมรายงานผลการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด 2.ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้อำนาจตามประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติในการเร่งรัดจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น มุ้งสู้ฝุ่นและหน้ากาก ให้รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ 3.ดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ 4.สื่อสารประชาสัมพันธ์ในประเด็นที่สังคมกังวล ชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงผ่านทุกช่องทาง และใช้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลทางการแพทย์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน 5.ให้เฝ้าระวังและตรวจสอบแนวกันไฟของโรงพยาบาลกลุ่มเสี่ยง 35 แห่ง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยบริการ 6.รวบรวมสรุปสถานการณ์ การดำเนินงาน และการดูแลประชาชน การเตรียมพร้อมด้านต่างๆ เพื่อใช้ในการชี้แจงต่อสาธารณะ 7.ให้ศูนย์วิชาการในเขต ทั้งสำนักงานป้องกันควบคุมโรคและศูนย์อนามัย ดูแลให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลในพื้นที่ 8.บริหารจัดการทรัพยากรแบบเครือข่าย One Region One Hospital โดยตรวจสอบคลังเวชภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ บริหารจัดการหรือสนับสนุนอุปกรณ์ระหว่างจังหวัดภายในเขต เพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการประชาชน และ 9.ปรับปรุงและพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ให้แสดงผลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อวางแผนและบริหารสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"สำหรับการดูแลสุขภาพประชาชนใน 8 จังหวัดของเขตสุขภาพที่ 1 ได้คัดกรองเชิงรุกในพื้นที่สีแดงแล้ว 75 อำเภอ รวม 29,324 คน ดูแลกลุ่มเปราะบางได้ครบ 100% ทุกจังหวัด มีการสำรองหน้ากากอนามัยรวม 1.7 ล้านชิ้น N95 รวม 1.82 แสนชิ้น และหน้ากากอนามัยเด็ก 6.8 หมื่นชิ้น นอกจากนี้ หน่วยบริการในพื้นที่ค่าฝุ่นสีแดงยังมีการคัดกรองสุขภาพประชาชนในแผนกผู้ป่วยนอกหรือฉุกเฉิน ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือ อสม. จะคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในพื้นที่ค่าฝุ่นสีแดงติดต่อกันเกิน 3 วันขึ้นไป รวมทั้งสื่อสารความเสี่ยงให้กับประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ โดยเน้นย้ำให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่ง และควรสวมหน้ากาก N95 เพื่อความปลอดภัยเมื่ออยู่นอกอาคาร" นพ.สมฤกษ์กล่าว