โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เลวยันเงา

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 มีนาคม 2569 เวลา 7.23 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เวลานี้เรามีบุคคลสาธารณะจำนวนมากที่เป็นคนเลวแบบที่เขาพูดกันว่า “เลวยันเงา” หมายความว่า “เลวมาก” ไม่เพียงแต่ตัวเองเลว แม้แต่ “เงา” ก็เลว สำหรับคนประเภทนี้ บางคนด่าว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” ทั้งนี้เพราะว่าคนเรากว่าจะเติบโต จบการศึกษา ทำงานมีตำแหน่งหน้าที่ เราไม่ได้โตเอง เราต้องมีพ่อแม่เลี้ยงดู รวมทั้งอบรมสั่งสอนด้วย แต่จริงๆ แล้ว จะโทษพ่อแม่เท่านั้นไม่ได้ เพราะในวิชาจิตวิทยาสังคม ตำราบอกว่าการที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาเป็นสมาชิกของสังคมนั้น จะต้องผ่านกระบวนการอบรม เลี้ยงดู ขัดเกลาให้มีความพร้อม ตั้งแต่พร้อมที่จะไปโรงเรียน พร้อมที่จะมีเพื่อน พร้อมที่จะทำงาน

พร้อมที่จะแต่งงานมีครอบครัว กระบวนการนี้เรียกว่ากระบวนการ Socialization คือ กระบวนการอบรมสั่งสอนขัดเกลาให้เด็กเติบโตแต่ละช่วงวัยให้เป็นคนดี อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ โดยมีผู้ทำหน้าที่ในการขัดเกลาเด็กๆ ให้เป็นคนดีทั้ง 4 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือพ่อแม่ ดังนั้นเมื่อเด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมา แล้วเป็นคนไม่ดี ก็ต้องมีคนด่าว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” เรื่องนี้ปัจจุบันน่ากลัวมากขึ้น เพราะสังคมเรามีความขัดแย้งระหว่างวัย พ่อแม่เป็น Gen B และ Gen X ลูกเป็น Gen Y และ Gen Z และเด็กๆ ถูกปลูกฝังโดยนักการเมืองบางกลุ่มไม่ให้กตัญญูกับพ่อแม่ ไม่ต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่พ่อแม่สั่งสอน เพราะการทำตามที่พ่อแม่สั่งสอนคือการยอมถูกกดทับที่พวกเขาไม่ต้องการ พ่อแม่จึงไม่อาจสอนลูกได้ มิหนำซ้ำมีพ่อแม่บางคนยอมจำนนกับการกระทำของลูก ไม่ว่าลูกจะทำไม่ดีอะไร ก็จะพูดว่า “ช่างเขาเถอะ เขาโตแล้ว”

กลุ่มที่ 2 ในกระบวนการนี้คือการศึกษา คนเป็นครูนั้น ไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้ความรู้แก่ลูกศิษย์เพื่อให้ไปทำมาหากินได้ แต่มีหน้าที่ในการสอนลูกศิษย์ให้ใช้ชีวิตเป็นคนดีด้วย คน “เก่ง” อาจจะหาไม่ยาก แต่คน “ดี” นั้นหายาก เป็นหน้าที่ของครูที่ต้องสอนศิษย์ให้เป็นคนดีด้วย แต่ก็มีครูจำนวนมากยอมจำนนกับความชั่วร้ายของเด็ก เพราะไม่อยากมีปัญหากับลูกศิษย์ มิหนำซ้ำ ยังมีครูบางคนที่มีทัศนคติที่เป็นลบกับเรื่องกฎระเบียบ กติกามารยาท ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม เพราะมองสิ่งเหล่านี้เป็นการ “กดทับ” ที่ทำลายเสรีภาพของเด็กๆ แล้วเด็กๆ ก็เชื่อตามนั้น ทำให้พวกเขาไม่เคารพกฎระเบียบ กติกามารยาทของการอยู่ร่วมกับคนอื่นในฐานะที่เป็น “คนดี” ของสังคม

กลุ่มที่สาม ได้แก่สถาบันทางการเมือง การกระทำของนักการเมืองที่มีตำแหน่งสูง มีอำนาจจะเป็นแบบอย่างแก่เด็กๆ ว่า ถ้าหากเราต้องการความก้าวหน้า มีตำแหน่งที่มีอำนาจ เราควรปฏิบัติตนเช่นไร ให้เด็กๆ เห็นว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” แต่เวลานี้นักการเมืองชั่วๆ หลายคนได้ดิบได้ดี มีอำนาจ จนมีคนพูดว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ที่พูดกันเช่นนี้ก็เพราะว่าพวกเขาเห็นคนชั่วได้ตำแหน่งดีๆ มีอำนาจ และร่ำรวยเงินทอง พวกเขาจึงเลิกเชื่อเรื่องการทำดี เวลาเปิดบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองบางคน มีการตั้งคำถามว่าเขาทำอาชีพอะไร จึงร่ำรวยกันขนาดนั้น และคำตอบที่ได้ส่วนใหญ่ก็คือ ก็เขา “โกง” ไง และกฎหมายก็ทำอะไรคนโกงเหล่านี้ไม่ได้ พวกเขาใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินทำลายกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้กฎหมายทำอะไรเขาไม่ได้

กลุ่มที่สี่คือสื่อมวลชน เวลานี้ทุกคนเป็นสื่อได้หมด นอกจากสื่อที่มีสำนักคอยควบคุมการทำงานแล้ว ยังมีสื่อส่วนบุคคลที่ใช้ช่องทาง Social media เผยแพร่เรื่องราวและความคิดเห็นต่างๆ จะมีหลายคนเป็นคนดังที่มีสถานะเป็น Influencer เป็น TikToker เป็น YouTuber เป็น Key Opinion Leader เป็นคนดังที่มีอิทธิพลทางความคิด เพราะพวกเขาเป็นคนดัง เป็นคนมีชื่อเสียง เป็นคนมี “แสง” จากการแสดงความคิดเห็น เกิดวัฒนธรรม “หิวแสง” และการทำอะไรที่ไม่ดีแหวกกติการสังคม กลายเป็นพฤติกรรมที่ได้แสง เด็กๆ จำนวนมากจึงมีพฤติกรรมหาแสงด้วยการกระทำที่เป็นขบถของสังคม

19 มีนาคม สส.บัญชีรายชื่อของพรรคหนึ่ง โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า โหวตนายกฯ เสร็จแล้ว ได้ตำแหน่งแล้ว แต่สภาเพิ่งประชุมมาครึ่งวัน ยังเหลือเวลาทำงานต่อได้อีก พรรคของเขาแจ้งความประสงค์ ต้องการเสนอญัตติด่วนเรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” ที่กำลังส่งผลกระทบทุกชีวิตและทุกอาชีพ ตอนนี้ประชาชนไม่ว่าภูมิภาคไหน เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ประชาชนรอความชัดเจนจากรัฐบาล ปัญหารอการบรรเทา ประชาชนอยากเห็นสภาลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่ประธานสภาฯ ปิดประชุมหนี

ล่าสุด อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า (Knowing Buddha Foundation) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า รำคาญคนนี้จริงๆ พวกอยากหาแสง หากอยากช่วยแก้วิกฤตจริงๆ เสนอตรงที่รัฐบาลหรือศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบก็ได้ ความต่างของนักพูดกับนักทำงานของนักการเมืองคือ นักทำงานเห็นปัญหา พูดถึงเหตุแห่งปัญหาแล้วเสนอวิธีแก้ แต่นักการเมืองชอบพูด ชอบอภิปราย ยืดเยื้อเสียเวลา คำก็ท่านประธานฯ สองคำก็ท่านประธานฯ เหมือนเล่นละคร ในเวลาวิกฤต พวกคุณไม่ต้องมาอภิปรายเรื่องปัญหา ควรเสนอทางแก้ให้ตรงจุด พูดให้กระชับ ตีให้ตรงประเด็น 5 นาทีก็รู้เรื่องแล้วไม่ต้องรอออกทีวี

เขาโหวตเลือกนายกฯ 4 ปีมีครั้งเดียว ไม่ใช่มานั่งอภิปราย กว่า สส.ทุกพรรคเขาจะมาถึงตรงนี้ได้ เขาตรากตรำหาเสียง พอมาถึงจุดที่เขาจะได้ชื่นชมกับความสำเร็จ ก็ควรให้เขาได้บรรยากาศดีๆ มีการกระทำที่ดีๆ บ้าง ไม่ใช่มาต่อขออภิปรายเรื่องวิกฤตพลังงาน ปัญหาเกิดมาเกือบ 3 สัปดาห์ทำไมไม่ทำข้อเสนอไปยังรัฐบาล อยากเสนออะไรก็ตั้งโต๊ะแถลงกันเองยังได้ เดี๋ยวสื่อก็รุมทำข่าวให้เอง เพราะพรรคนี้เขามีสื่อใหญ่ๆ หนุนเยอะ

เก่งเรื่องโวยหาแสง แล้วไม่ต้องมาเทียบกับหมอวรงค์ที่พูด 1.20 นาที รู้เรื่อง ไม่ต้องอภิปรายอะไรยืดเยื้อ หมอพยายามทำเรื่องดี ไม่ต้องการหาแสง แต่ สส.บัญชีรายชื่อคนที่ว่านี้ไม่ได้พยายามทำเรื่องดี แต่พยายามหาแสงให้ตนเองโดยด่าคนอื่น ด้อยค่าคนอื่น พูดจาในสภา พูดจาในสื่อ และโพสต์ข้อความใน Social media ด้วยความเท็จบ้าง ด้อยค่าคนอื่นบ้าง เป็นการพูดจาเพื่อหาแสง แล้วเธอก็ได้แสงสว่างจ้า จนเด็กๆ อยากพูดจาชั่วๆ แบบเธอเพื่อให้ได้แสงบ้าง แบบนี้พูดได้ไหมว่ากระบวนการ Socialization ของประเทศไทยล้มเหลว และเราจะได้เด็กๆ ที่โตมาเป็น “คนเลวยันเงา” เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เศร้านะคะ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...