คุยกับ ‘กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา’ ถึงมนุษย์ผู้แตกสลายเงียบงัน ท่ามกลางเสียงดังของเมืองใหญ่ ผ่านการแสดงละครเวที Fragments of Loneliness
ตั๋วเข้าชมละครเวทีเรื่องหนึ่งที่ดูจบไปแล้วถูกขยำอยู่ในมือเราโดยไม่ได้ตั้งใจ…
มองเผินๆ ทีเเรกมันมีหน้าตาเหมือนใบเสร็จทั่วไป แต่เมื่อคลี่ออกดูก็พบว่ารายการที่เรียงรายอยู่ในบิลนั้นกลับไม่ได้บอกราคาค่าที่นั่งชมการแสดงแต่อย่างใด ทว่ามันคือราคาของสิ่งที่เราต้อง ‘จ่าย’ ไปสำหรับการมีชีวิตอยู่แต่ละวันในเมืองแห่งนี้ อันได้แก่ คนรัก ความสัมพันธ์ ความสุข ความฝัน ครอบครัว อนาคต สุขภาพกายใจ และสุดท้ายที่น่ากลัวที่สุดคือสิ่งที่เขียนว่า ‘ตัวตน’ และ ‘ชีวิต’ ของเราเอง สรุปเป็นยอดรวมที่ประเมินค่าไม่ได้
และนี่คือคอนเซ็ปต์ชวนขนลุกของละครเวทีเรื่อง‘Fragments of Loneliness’ ที่มีคำอธิบายเพียงสั้นๆ ว่า ‘The experience for quiet people in loud cities’ ผลงานการเขียนบทและกำกับการแสดงของ ‘ไวน์ - ชาคร ชะม้าย’ ที่เล่าเรื่องประสบการณ์ของมนุษย์ผู้แตกสลายอยู่เงียบๆ ท่ามกลางเสียงดังอื้ออึงของเมืองใหญ่ ซึ่งพัฒนาบทละครมาจากกระบวนการสำรวจชีวิตคนเมืองในประเทศไทยและเกาหลีใต้ จนเคยได้รับการคัดเลือกเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลละครศิลปะการแสดงร่วมสมัยนานาชาติ กรุงเทพฯ (Bangkok International Performing Arts Meeting 2025) และยังเคยจัดการแสดงในรูปแบบ Stage Play Reading ในเทศกาล Asia Play-reading 2025 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้มาแล้ว
การแสดงที่ตัวละครเคลื่อนไหวและมีปฏิสัมพันธ์กันด้วยท่าทีประหลาด บทพูดที่ฟังราวกับบทกวี แต่เสียดสีทุกอย่างที่ประกอบสร้างขึ้นมาจนเป็น ‘วิถีชีวิต’ ที่เราต่างต้องก้มหน้าก้มตาใช้มันไป ไม่ว่าเราจะเลือกมันหรือไม่ก็ตาม งานออฟฟิศ เสียงแจ้งเตือนเงินเดือนเข้า นาฬิกาบอกเวลาเลิกงาน ฝนที่ตกลงมาทุกเย็น ขนส่งสาธารณะ ผู้คน บนถนนที่จอแจ รายงานข่าวรายวันร้ายๆ ที่ตามไปทุกที่ จนมาถึงงานเลี้ยงปีใหม่ การจับฉลากของขวัญ ข่าวร้ายอีกครั้งเรื่องโบนัสประจำปี เสียงตะโกนให้ความหวังของนักการเมืองกับนายทุน จบลงที่การกลับถึงบ้านด้วยสีหน้าว่างเปล่า ความรู้สึกเฉยเมยเหมือนไร้วิญญาณ แล้วทุกอย่างก็วนกลับมาเหมือนเดิมใหม่อีกครั้งเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น
‘Fragments of Loneliness’ คือละครเวทีเล็กๆ ที่ตั้งคำถามใหญ่ๆ ถึงวงจรของชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์เมืองใหญ่ซึ่งถูกบดขยี้ตลอดเวลาด้วยอำนาจของระบบต่างๆ ในทุกวัน จนกระทั่งร่อยหรอและร่วงหายเหลือแค่เศษเสี้ยวไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เหลือเพียงความเหงาและโดดเดี่ยวเท่านั้น ที่แม้แต่การมีความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ยังยากเกินไป ความรักยิ่งไม่ต้องพูดถึง
และ ‘กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา’ ก็คือหนึ่งในนักแสดงนำของเรื่องที่ต้องเรียนรู้ศาสตร์การแสดงละครเวทีใหม่แทบทั้งหมด เพื่อรับบทตัวละครหนุ่มผู้ถ่ายทอดความโกลาหลของชีวิตเหล่านี้ให้เราดู
Q : มีอะไรในบทละครเรื่องนี้ที่ทำให้รู้สึกว่ามันทัชคุณได้จนอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะถ่ายทอดมัน?
A : คำที่ผู้กำกับถามผมตอนได้คุยกันครั้งแรก เขาถามว่าผมรู้สึก ‘ขาด’ ไหม เคยคิดว่าที่นี่ ที่เมืองนี้ไม่ตอบโจทย์ไหม ซึ่งมันมีแวบหนึ่งผมก็เคยคิดว่า เออ บางทีก็ไม่ได้อยากอยู่กรุงเทพฯ เหมือนเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้วรู้สึกว่า ถ้ามีบ้านที่นี่ไว้ตอนแก่ก็คงดีนะ ไปใช้ชีวิตในที่ที่สงบกว่านี้ มันเป็นคำถามที่น่าสนใจสำหรับคนวัยผม ว่าถ้าไม่ต้องทำงานตรงนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแสดงก็ได้ เป็นคนทำงานออฟฟิศที่ต้องใช้ชีวิตวนลูปทุกๆ วัน ในเมืองนี้ ในที่ที่เราอยู่ มันเอื้อให้เราใช้ชีวิตที่มีความสุขได้จริงๆ เหรอ ทั้งที่โลกทุกวันนี้มันมีทุกอย่างพร้อมให้เราใช้ แต่ทำไมเรายังรู้สึกเหงา รู้สึกขาดได้ล่ะ
Q : ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะคุณเป็นคนเมืองแต่กำเนิดด้วยไหม?
A : ใช่ ผมเกิดกรุงเทพฯ แต่บ้านผมไม่ถึงกับอยู่ในเมืองขนาดนั้น ผมอยู่นนทบุรี แต่ในเวลาเดียวกันผมก็ต้องทำงานในเมือง ใช้ชีวิตในเมืองเยอะ เวลามาใช้ชีวิตในเมืองมักจะรู้สึกว่านี่เราต้องขับรถมาเพื่อเจอรถติดเป็นชั่วโมงๆ ไหนจะต้องหาที่จอด และต้องมาเครียดอีกว่าขากลับจะต้องรถติดอีกกี่ชั่วโมง ต้องคิดว่าอย่ากลับตอน 4-5 โมงเย็นนะ เพราะเวลานักเรียนเลิกเรียน คนเลิกงาน ทำให้ตั้งคำถามว่าชีวิตแบบนี้มันตอบโจทย์เราในฐานะมนุษย์จริงๆ หรือเปล่า ไอ้การใช้ชีวิตในเมืองแบบนี้ ไม่จำกัดว่าเป็นแค่กรุงเทพฯ นะ แต่หมายถึงเมืองอื่นๆ ที่มีวิถีประมาณนี้ด้วย
Q : มีสิ่งไหนไหมที่มักทำให้คุณรู้สึกแปลกแยกแตกต่างจากสังคมและคนอื่นๆ? แล้วคุณอยู่กับสิ่งนั้นอย่างไร?
A : ผมว่าทุกคนมีบางเรื่องที่สนใจ แต่คนอื่นอาจไม่ได้สนใจ มีหลายจังหวะในชีวิตเหมือนกันที่รู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็น หรือสิ่งที่เราอยากทำ มันไม่ได้ตรงกับสิ่งที่คนรอบตัวเขาทำหรือเป็นกัน สมัยเรียน ทุกคนก็เรียนตามๆ กันไป ทำให้ผมเกิดคำถามกับตัวเองว่า อ๋อ จริงๆ แล้วเราอาจแค่โดน Set up ให้มาเรียนแบบนี้ แต่ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วอยากทำอะไร พอวันหนึ่งที่ต้องก้าวออกไปเรียนต่อ ก็ต้องมาเลือกอีกว่าอยากเรียนอะไร หรืออย่างบางเรื่องพอโตขึ้น กับเพื่อนกลุ่มเดิมก็เริ่มคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วนะ ความชอบไม่ตรงกัน หนังหรือเพลงที่เราดู ที่เราฟังก็ไม่ได้เป็นแนวเดียวกันแล้ว ผมว่ามันไม่ได้ให้ความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว หรือแปลกแยกขนาดนั้นหรอก แค่รู้สึกเหมือนไม่ได้ Belong กับใครเลยมากกว่า
แต่พอถึงจุดหนึ่งในวัย 30 กว่าๆ ตอนนี้ มันกลับเป็นความรู้สึกที่ไม่จำเป็นต้อง Belong หรอก แค่ว่าเราสบายใจที่จะอยู่ตรงไหนก็พอแล้ว เพราะสุดท้ายผมว่ามนุษย์ก็ไม่ได้ Belong กับอะไรขนาดนั้น
Q : คุณคิดว่ามีปัจจัยอะไรในสังคมทุกวันนี้ ที่ผลักให้คนยิ่งรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว?
A : ผมว่าถ้าโลกปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือโทรศัพท์มือถือกับโซเชียลฯ มันมีข้อดีของมันนะ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนยิ่งรู้สึก Disconnect กันง่ายมากขึ้นด้วย ทำให้คนไม่ค่อยได้คุยกัน ถ้าไม่ใช่ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท พ่อแม่ ก็คงไม่ได้มานั่งคุยกันแบบ Face to Face มองตากันขนาดนั้น การที่คนเรา Connect กันจริงๆ มันเลยน้อยลงมาก แต่ก็เข้าใจว่ามันเป็นทั้งที่ที่เราใช้ทำงาน เป็นที่เก็บความทรงจำ เป็นที่ไว้สื่อสาร มันมีประโยชน์ แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อเสีย คือพอเรา Disconnect กัน มันก็ทำให้เรารู้สึกเหงา และในเวลาเดียวกันก็คงไม่แปลกหรอกที่สุดท้ายแล้วจะทำให้เกิดความรู้สึกเปรียบเทียบตามมา เช่น เห็นเพื่อนไปเที่ยว แต่ฉันยังนั่งทำงานอยู่เลย นึกออกไหม
แล้วเอาจริงๆ นะ สิ่งที่เราโพสต์ในโซเชียลฯ บางทีก็ไม่ใช่สิ่งที่เราทำตอนนั้นใช่ไหม เราทำมาสักพักแล้ว แต่เพิ่งมาโพสต์ก็มี โซเชียลฯ เป็นโลกที่เราสามารถสร้างขึ้นเองได้ มันถูก Curate มาแล้วประมาณหนึ่ง หลายครั้งมันน่าสนใจกว่าชีวิตจริงของเราซะอีก และเราก็ถูกมัน Manipulate กันไปโดยไม่รู้ตัวบ่อยๆ
Q : ในละคร Fragments of Loneliness ความเหงาและโดดเดี่ยวของตัวละครเกิดมาจากสาเหตุอะไร?
A : คือคนสองคนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นแฟนกัน แต่สุดท้ายแล้วอุปสรรคในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการงาน การค้นหาตัวตน ทำให้ความสัมพันธ์นี้เฟดลง และคำถามในเรื่องนี้ก็คือ เราจะอยู่อย่างไร ที่ทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่าตอนไหนที่อุปสรรคในชีวิตเหล่านี้เกิดขึ้น เราก็จะยังอยู่ด้วยกันได้ ผมว่าคำถามพวกนี้ ในชีวิตประจำวันที่เราใช้ไปเรื่อยๆ เราไม่มีโอกาสได้คิดถึงมันหรอก ถ้าไม่หยุดคิดไตร่ตรองดีๆ
นอกจากนั้นแล้ว ละครยังตั้งคำถามว่า อะไรคือความหมายของชีวิต จะใช้ชีวิตไปทำไม มีชีวิตเพื่ออะไร ไปจนถึงคำถามที่ว่า จะมีชีวิตอยู่ดีหรือเปล่า ผมว่ามันน่าสนใจมากที่รอบตัวเรามีทุกอย่างเต็มไปหมด อยากกินอะไรก็แค่เดินไปซื้อ เราอยากเอนเตอร์เทนตัวเองในรูปแบบไหนก็ทำได้หมด แต่ทำไมคนถึงยังรู้สึกขาด แม้กระทั่งมีกันและกันอยู่แล้วก็ยังขาด แล้วอะไรที่ขาด ละครไม่ได้ตอบคำถาม มันแค่ตั้งคำถาม และผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครที่ตอบคำถามพวกนี้ได้ชัดเจนหรอก แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้ว่าคำถามพวกนี้ยังมีอยู่ มันอาจจะไปสะกิดความคิดบางส่วนของคุณที่คุณมี แต่ไม่เคยนึกถึงมันเลยก็ได้
Q : ประโยคหนึ่งในละครเรื่องนี้ที่บอกว่า เมืองมันเหงา จนแม้แต่การมีความรักก็ยังทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว น่าสนใจเหมือนกันว่าทำไมการมีความสัมพันธ์ยังไม่สามารถเติมเต็ม ‘ข้างใน’ ของคนเราได้?
A : ผมว่าแต่ละคนต้องการความรักในรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน เหมือนตัวละครของผมที่พูดไม่เก่ง สื่อสารไม่เก่ง เลยทำให้ Connection หรือความรัก ไม่ถูกสื่อสารออกไปเท่าที่ควร กับตัวละครอีกคนที่พูดเก่งมาก แต่ไม่ถนอมน้ำใจ คนที่ Sensitive มากกว่าก็เลยได้รับผลกระทบ ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่เคย Connect กันมากๆ จึงกลายเป็นก้อนว่างๆ ไม่สามารถ Connect กันได้อีกต่อไป
เนื้อหาของละครมันมี Subtext คือการที่ตัวละครสื่อสารกันผ่านเครื่องมืออื่นๆ นอกเหนือจากคำพูดค่อนข้างเยอะ ซึ่งตอนแรกที่ผมอ่านบทก็รู้สึกว่ายากมากเหมือนกัน ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจพอสมควร และมันก็มีความเป็นบทกวีประมาณหนึ่ง คำที่ดีที่สุดที่ผมจะสามารถอธิบายได้ถึงละครเรื่องนี้คือ มันเป็น ‘เสียงในหัว’ เป็นเสียงที่เรามักจะไม่พูด แต่ตัวละครกลับทำหรือพูดเสียงที่อยู่ในหัวนั้นออกมา
Q : คิดว่ามีอะไรอีกบ้างในสังคมทุกวันนี้ ที่กระทบกับความสัมพันธ์ของคนเรา?
A : ในโลกปัจจุบัน ทุกอย่างเข้าถึงง่าย คนเลยไม่จำเป็นที่ต้องจริงจังกับอะไร คงเหมือนละครเรื่องนี้ที่ทุกอย่างมันกลายเป็นเศษเสี้ยว (Fragments) ที่เราสามารถหาความสุขจากเศษเสี้ยวต่างๆ โดยไม่จำเป็นว่าต้องได้จากแค่คนรัก หรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่ไปหาเศษเสี้ยวหนึ่งกับคนอื่นๆ ได้เหมือนกัน และสิ่งนี้เองก็ทำให้ระยะความกว้างของคำว่าความสัมพันธ์แบบคนรักหดเล็กลงด้วย
Q : คุณมีมุมมองต่อความสัมพันธ์ของมนุษย์ในโลกทุกวันนี้อย่างไร?
A : ผมว่ามันคือสีเทา สุดท้ายแล้วทุกอย่างมันปะปนกันไป ไม่ได้มีอะไรดีหรือไม่ดี ไม่มีอะไรถูกหรือผิดหรอก มันคือชีวิตแหละ ไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกัน เพราะตัวผมเองก็ไม่ได้เข้าใจโลกขนาดนั้น แต่รู้ว่ามันมีอยู่ และไม่ได้รู้สึกว่าแปลกที่จะเป็นแบบนี้ มนุษย์ก็เป็นไปตามพัฒนาการของโลก ถ้าอยากจะทำความเข้าใจ ผมว่าเราอาจต้องถอยตัวเองออกมา และดูมันแบบเส้นกราฟยาวว่าโลกนี้มันเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง แบบนี้คงจะเห็นชัดว่าเพราะอะไรถึงทำให้เป็นแบบนั้น ผมว่าพฤติกรรมมนุษย์บางครั้งก็ทั้งน่าสนใจและตลกดีนะ
Q : ในฐานะนักแสดง คุณว่าอะไรในตัวมนุษย์ที่น่าสนใจและอยากจะถ่ายทอดออกมาผ่านงานบ้าง?
A : ผมว่าหน้าที่ของนักแสดง คือต้องทำอย่างไรให้รู้สึกว่านี่คือ Reaction หรือพฤติกรรมที่เขาเลือกจะรับมือกับเหตุการณ์ที่เจอ ซึ่งส่วนมากผมสนใจปมที่ตัวละครตัวนั้นมี ผมว่านักแสดงต้องหาสิ่งเหล่านี้ เพราะมนุษย์น่าสนใจมาก ตรงที่สามารถเลือกได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปหลังจากเจอเหตุการณ์อะไรสักอย่างในชีวิต
อีกอย่างมันอาจไม่ได้เกี่ยวกับ Acting ว่าต้องเล่นอย่างไร แต่ต้องทำให้รู้สึกว่าไม่ได้กำลังเล่น แต่ ‘เป็น’ คนคนนั้นจริงๆ เหมือนหนังเรื่อง Hamnet ที่ตัวละครมีวิธีการรับมือกับความเสียใจไม่เหมือนกัน แล้วนักแสดงเขาก็ทำให้รู้สึกเหมือนเขาไม่ได้กำลังแสดง แต่เราหลุดเข้าไปอยู่ในชีวิตพวกเขาจริงๆ และพอหนังจบ ผมกลับไม่ได้รู้สึกว่าเสียใจกับเหตุการณ์ในนั้นต่อ เหมือนหลุดออกมาจากหนัง จากกวีเรื่องนั้นได้
Q : การถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ผ่านตัวละครและการแสดง จะช่วยเยียวยาผู้คนได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยวและโดดเดี่ยวเหลือเกิน?
A : เราคุยกันขำๆ อยู่เลยว่าว่าถ้าคนดูดูแล้วเครียด อยากหนีไปเที่ยว ไปนั่งกินเหล้าหลังดูจบ เราคงมาถูกทางแล้ว เพราะบทมันหนักมาก อาจทำให้เขาเครียดกว่าเดิม (หัวเราะ) แต่สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะให้คนดูได้ในฐานะนักแสดง อย่างน้อยคือทำให้เขาได้รู้สึกและเกิดคำถามถึงบางอารมณ์ที่อยากพยายามจะหนีไปจากอะไรสักอย่าง เพราะความเหงาหรือโดดเดี่ยว ในโลกทุกวันนี้ที่เราอยู่กับความเงียบได้ไม่เกิน 2 นาที ก็จะรู้สึกว่า ‘ต้องทำอะไรวะ’ ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่ได้เหงาขนาดนั้นหรอก แต่มันชินกับการที่ทุกเวลาต้องมีอะไร มีเสียง มีโน่นนี่ ไม่งั้นรู้สึกโดดเดี่ยว
ละครเรื่องนี้จะขยายความคำว่าเหงา ให้เห็นว่าความเหงาไม่ได้มี Definition เดียว ไม่ได้ตายตัว และไม่ได้มีแค่เหตุผลเดียว ขณะเวลาเดียวกันก็ไม่ได้ให้คำตอบที่บอกว่าต้องดีลกับมันอย่างไร เพราะคนเราดีลกับมันไม่เหมือนกัน ตัวละครอาจเป็นคนฟุ้งซ่าน คิดไปเองก็ได้ ตั้งคำถามเยอะมากไปก็ได้ มันอาจจะไม่ได้มีข้อสรุปอะไรเลย
Q : เหมือนคำพูดหนึ่งที่บอกว่า ความเหงาไม่ได้หมายถึงการอยู่คนเดียว แต่คือการอยู่ท่ามกลางคนเยอะแยะมากมาย โดยไม่มีใครสนใจและ Connect กันเลย
A : ใช่ ในสถานการณ์ของผมเองก็มี ทำงานเหมือนทุกคน เจอคนเยอะมาก แต่ก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ได้ Belong กับใครหรืออะไรเลย เชื่อว่าหลายคนเป็นแบบนั้น ถ้าละครเรื่องนี้ไปทัชใครได้ ให้เขารู้สึกว่าเขายังอยู่ในวัฏจักรนี้ หรือแค่เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาได้ ผมก็แฮปปี้แล้วจริงๆ
Q : เราจะเจอความสัมพันธ์ที่เข้าอกเข้าใจกันได้อย่างไรในทุกวันนี้?
A : ผมไม่ได้มีความคาดหวังอะไรแบบนั้นเลย ผมว่าผมอาจเป็นคนที่ยังเชื่อในการใช้ชีวิตไป อยู่ตรงไหนที่ดี สิ่งดีๆ จะมาหาเอง งานก็เหมือนกัน งานที่ดีบางงานมันเลือกเรา บางงานอยากได้มากๆ เล่นให้ดีตายอย่างไรมันก็ไม่เลือกเรา ผมเชื่ออย่างนั้น สุดท้ายอะไรที่เป็นของเรา อะไรที่ใช่ มันจะมาหาเราเอง หมายถึงทั้งหมดทุกเรื่องเลยนะ ผมว่าสิ่งนี้เป็นสรณะของผมอยู่
Q : มีสิ่งไหนที่มีความหมายสำหรับชีวิตคุณที่สุดในเวลานี้บ้าง?
A : ในวัยนี้ผมแค่พยายามไม่ยึดติดกับอะไร ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ให้ดีในทุกๆ วัน และอย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆ คิดถึงแม่ก็โทรหาแม่ มีน้องสาวบางทีก็ต้องบอกรักน้องสาว ต่อให้ปกติแล้วจะแมนๆ คุยกัน ก็รู้สึกว่าบอกได้ต้องบอก อะไรที่มีอยู่ก็ทำให้มันดี เชื่อว่าถ้าจริงใจกับสิ่งที่ทำ ต่อให้ออกมาไม่ดี ไม่ประสบความสำเร็จ ผมจะได้ประสบการณ์อะไรก็ตามกลับมาเสมอ อย่างน้อยมองกลับไปจะไม่เสียใจ เพราะได้ทำมันสุดๆ ไปแล้ว มันดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว สิ่งนี้ตอบหลายๆ อย่างในงานของผม เป็นสิ่งที่ผมทำ และยึดถือมานานแล้ว
Q : มีอะไรไหมที่ทุกวันนี้ยังทำให้คุณรู้สึกเหงาได้เสมอ?
A : มีนะ จะเป็นเชิงโดดเดี่ยวแบบติดตลกหน่อยๆ คือปกติผมอยู่บ้านกับแม่ แม่จะเป็นคนที่ถ้าเห็นผมทำงานหนัก เขาจะเตรียมข้าวเช้าไว้ให้ แต่ถ้าวันไหนที่ทำงานหนักมากๆ หรือกลับดึก ถึงบ้านตี 3 แล้วเกิดหิวข้าว เปิดตู้เย็นมาไม่มีอะไรกินเลย มันจะเหงาและเศร้ามาก แม่กับน้องสาวก็หลับแล้ว ใครบอกว่าเป็นนักแสดงสบายวะ (หัวเราะ)
Q : สุดท้ายแล้วละครเรื่องนี้สอนอะไรคุณบ้าง?
A : สอนเราว่า มันโอเคนะที่จะมีคำถามใหญ่ๆ เกี่ยวกับชีวิตตัวเอง มันไม่ได้แปลว่าเราคือคนป่วย เพราะบางทีคนชอบคิดว่าถ้าเกิดความรู้สึกเครียด เหงา หรือโดดเดี่ยว อยากปิดตัวเองคือความป่วย แต่ผมคิดว่าการอยู่คนเดียวและการรู้สึกโดดเดี่ยว มันสอนเรา เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เรามองกลับที่ตัวเอง แค่เราต้องเข้าใจตัวเองให้ได้ก่อนว่า เออ เรารู้สึกแบบนี้นะ นี่คือความเหงา นี่คือความโดดเดี่ยว แล้วจะเลือกทำอย่างไรกับมัน หรือลองกลับไปหาว่าอะไรที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ มีอะไรที่ไม่ดีกับเราเกิดขึ้นแล้วหรือเปล่า เหมือนเป็นการรีเซตตัวเองประมาณหนึ่งนะผมว่า
ตัวละครของผมคือคนที่โดดเดี่ยว รู้สึกว่าไม่มีใคร เพราะไม่ได้เอื้อมมือออกไปหาใคร ไม่กล้า Connect กลัวเสียใจ กลัวผิดหวัง มันมีความกลัวอยู่เยอะมากในความโดดเดี่ยว ทำให้รู้สึกว่าอยู่คนเดียวดีกว่า มีกำแพงดีกว่า ง่ายกว่า ไม่เจ็บด้วย สิ่งที่ผมได้จากละครเรื่องนี้คือการทำให้ตัวเอง Keep Open อยู่ตลอดเวลา และมันก็โอเคที่จะผิดหวัง มันโอเคที่จะเศร้า ชีวิตมันไม่ได้หวานทุกวัน ในวันที่มันขม วันที่มันไม่โอเค ก็ต้องอยู่ให้ได้
ผมว่ามันจะให้มุมมองที่น่าสนใจ ในฐานะมนุษย์ เราอาจจะมองแค่ความสุข แต่จริงๆ ความทุกข์ ความเศร้า ความเหงา มันก็เป็นอีกพาร์ตหนึ่งของชีวิตด้วยเหมือนกัน สุขบ้าง ทุกข์บ้าง บางทีความเหงาและโดดเดี่ยวก็อาจทำให้เราเข้าใจความสุขมากขึ้นก็ได้
บทความต้นฉบับได้ที่ : คุยกับ ‘กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา’ ถึงมนุษย์ผู้แตกสลายเงียบงัน ท่ามกลางเสียงดังของเมืองใหญ่ ผ่านการแสดงละครเวที Fragments of Loneliness
บทความที่เกี่ยวข้อง
- กลัวการถูกทอดทิ้ง รู้สึกว่างเปล่าหรือเป็นส่วนเกิน บางทีก็ไม่ไว้วางใจคนอื่น และพาลเกลียดตัวเอง รู้จัก ‘Borderline Personality Disorder (BPD)’ ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง ที่ Doja Cat และใครอีกหลายคนกำลังเผชิญ
- คุยกับ ‘ชานันท์ ยอดหงษ์’ ผู้เขียน ‘ประวัติศาสตร์ที่เพศสร้าง’ หนังสือที่สำรวจการต่อสู้ของผู้หญิงและ LGBTQ+ ผ่าน หนังโป๊ยุค 80s พล็อตละครไทย จนถึงชุมนุมเก้งเกาะเสม็ด
- คุยกับ ‘กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา’ ถึงมนุษย์ผู้แตกสลายเงียบงัน ท่ามกลางเสียงดังของเมืองใหญ่ ผ่านการแสดงละครเวที Fragments of Loneliness
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com