โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

“เหยา” พิธีกรรมรักษาใจ

เดลินิวส์

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
แม้วิทยาการทางการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในวันนี้ ทว่ารูปแบบในการบำบัดรักษาผู้ป่วยยังคงไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว และอีกมิติที่ดำรงอยู่เคียงข้างวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนก็คือ “เหยา” พิธีกรรมพื้นบ้านที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมอีสานและลุ่มน้ำโขง ซึ่งยังคงถูกสืบทอดและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในบางพื้นที่ ท่ามกลางโลกที่อยู่ในโลกเสมือนแบบออนไลน์มากกว่าโลกที่เป็นจริง และหนึ่งในพื้นที่ที่ยังคงมีพิธีกรรมที่ว่านี้อยู่ก็คือ “นครพนม”

วัชรินทร์ ธีระนันท์วัฒนา หรือ “หมอโจ้” หมอเหยาในนครพนมเล่าถึงแก่นแท้ของพิธีกรรมนี้ว่า พิธีเหยาและพิธีเลี้ยงผี แม้จะเป็นคนละอย่างกัน แต่กลับแยกออกจากกันไม่ได้ ได้ ในอดีตพื้นที่ชนบทตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในประเทศลาวหรือชุมชนบนภูเขาที่ยังเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุข พิธีเหยาจึงเปรียบเสมือน “ทางเลือกหลัก” ของการรักษา แต่ปัจจุบัน “เหยา”เป็นพิธีที่เกิดจากความต้องการของผู้ป่วยเอง โดยเฉพาะในกรณีที่การรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถบรรเทาอาการได้

“เมื่อก่อนจะไม่มีหมอ ไม่มีโรงพยาบาล คนก็ต้องพึ่งพิธีเหยา ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ป่วยหนักหรือเบา ก็ใช้วิธีนี้ทั้งหมด” หมอโจ้กล่าว

สภาพสังคมในอดีตของไทยเองก็ไม่ต่างกัน พิธีกรรมลักษณะนี้จึงมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คน แม้ปัจจุบันความเจริญด้านการแพทย์จะทำให้บทบาทของพิธีเหยาลดลง แต่ในบางชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์อย่าง “โซ่” “ผู้ไท” “ญ้อ” หรือ “กะเลิง” ยังคงยึดโยงกับความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ ผีไร่ ผีนา และยังคงใช้พิธีเหยาเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษา โดยมักดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาในโรงพยาบาลว

หมอโจ้ บอกว่า แก่นแท้ของเหยาคือการทำให้คนป่วยหาย หรืออย่างน้อยก็ทุเลาเบาบางลง และมีหลายกรณีที่ผู้ป่วยหายอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งไม่อาจอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของพิธีเหยา คือ “เสียงแคน” เครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ทำหน้าที่มากกว่าเสียงประกอบจังหวะ หากแต่เป็น “สื่อกลาง” ระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของผี ซึ่งในมุมมองทางวิชาการ เสียงแคนอาจเปรียบเสมือนภาษาที่ช่วยแปลสารให้ผีเข้าใจ

ขณะที่หมอโจ้มองว่า เสียงดนตรีผสานกับถ้อยคำเฉพาะในพิธี ซึ่งมักเป็นภาษากลอน หรือ “ผญา” ที่สละสลวยเหนือธรรมชาติ ช่วยสร้างการสื่อสารในอีกระดับหนึ่ง ที่ลึกซึ้งกว่าภาษาพูดทั่วไป

ในระหว่างประกอบพิธี ผู้ป่วยบางรายจะเกิดอาการที่เรียกว่า “ผีเทียม” หรือภาวะคล้ายการทรง ซึ่งในความเชื่ออีสานไม่ใช่เรื่องของ “วิญญาณ” แต่เป็นเรื่องของ “ผี” และ “ขวัญ” ที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับร่างกายมนุษย์ หากมีการฟ้อนรำเกิดขึ้นนั่นอาจหมายถึงการที่ผีต้องการเข้ามา “อยู่ร่วม” กับผู้ป่วย หรือที่เรียกว่า “คุมลง” ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนถึงกระบวนการ “คัดเลือกหมอเหยา” โดยบุคคลที่จะกลายเป็นหมอเหยา มักเริ่มจากการเจ็บป่วยเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ก่อนจะเข้าสู่พิธีเหยาและหายดี จากนั้นหมอเหยาจะทักว่า “ผีอยากมาอยู่ด้วย” ผู้ถูกเลือกจึงยอมรับบทบาทและกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมในเวลาต่อมา

อีกมุมเป็นเสียงสะท้อนจากผู้ป่วยที่เข้าร่วมพิธีเหยาบอกเล่าประสบการณ์ที่ยากจะปฏิเสธ โดยก่อนหน้านี้ไปรักษามาหลายโรงพยาบาล ทั้งทานยา ฉีดยา ก็ยังไม่หาย จึงลองเหยาตามความเชื่อของบรรพบุรุษ ยอมรับว่า หลังจากเข้าพิธีครั้งที่สองอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน รู้สึกเบาตัว โล่งใจ และเริ่มลดยาจากโรงพยาบาลได้

ประสบการณ์เช่นนี้ อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกายแต่ยังเกี่ยวข้องกับ “จิตใจ” และ “ความเชื่อ” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเยียวยา

ดร.อนุชิต สิงห์สุวรรณ นักวิชาการผู้ศึกษาพิธีกรรม มหาวิทยาลัยนครพนม อธิบายว่า หมอเหยาเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมที่พบได้ทั่วโลก ในลักษณะของ “ทรงเจ้าเข้าผี” ซึ่งมีมาก่อนการเกิดขึ้นของศาสนาหลัก ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ พราหมณ์-ฮินดู หรือพุทธศาสนา

“ร่างทรง คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นฟ้า น้ำ หรือทรัพยากรต่าง ๆ และดึงพลังนั้นมาใช้ในการรักษาผู้คน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการรักษาทางจิตวิญญาณที่มีอยู่ในหลากหลายวัฒนธรรม เพียงแต่เรียกชื่อแตกต่างกัน เช่น ฟ้อนผีหมอ นางเทียม หรือการเข้าทรงรูปแบบอื่น”

ดร.อนุชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเชิงโครงสร้าง พิธีเหยามีระบบของตนเอง โดยมี “แม่เมือง” หรือ “คูบา” เป็นผู้มีอำนาจในการเรียกผีชั้นสูงมาใช้รักษา ขณะที่ผู้เข้าร่วมอื่น ๆ อาจเป็นเพียง “ผีหมอ” ที่ทำหน้าที่เข้าทรงเพื่อเยียวยาตนเอง ไม่ได้มีบทบาทในการรักษาผู้อื่น สิ่งที่น่าสนใจ คือ การดำรงอยู่ของพิธีเหยา ไม่ได้ขัดแย้งกับการแพทย์สมัยใหม่ แต่จะสะท้อนถึงการปรับตัวของชุมชนที่เลือกผสมผสานองค์ความรู้ทั้งสองเข้าด้วยกัน ตามพื้นฐานความเชื่อและบริบททางวัฒนธรรมของตนเอง การรักษาโรคไม่ใช่แค่เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อดั้งเดิมจะเป็นตัวกำหนดว่าชุมชนจะรับเอาการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาอย่างไร

ปัจจุบัน แม้พิธีเหยาจะไม่ได้แพร่หลายเหมือนในอดีต แต่กลับมีแนวโน้มการฟื้นตัวในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในหลายพื้นที่ เช่น นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร บางท้องถิ่นยังสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมภูมิปัญญานี้ในงานประเพณี เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของชุมชน หรือในบางพื้นที่พิธีเหยายังทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ทางสังคม” ที่เชื่อมโยงผู้คน สร้างความสามัคคี และตอกย้ำรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชุมชน นับเป็นอีกบทหนึ่งของภูมิปัญญาที่ยังคงหายใจอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนแถบลุ่มน้ำโขง

นราภรณ์ แสงวิจิตร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...