“เหยา” พิธีกรรมรักษาใจ
วัชรินทร์ ธีระนันท์วัฒนา หรือ “หมอโจ้” หมอเหยาในนครพนมเล่าถึงแก่นแท้ของพิธีกรรมนี้ว่า พิธีเหยาและพิธีเลี้ยงผี แม้จะเป็นคนละอย่างกัน แต่กลับแยกออกจากกันไม่ได้ ได้ ในอดีตพื้นที่ชนบทตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในประเทศลาวหรือชุมชนบนภูเขาที่ยังเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุข พิธีเหยาจึงเปรียบเสมือน “ทางเลือกหลัก” ของการรักษา แต่ปัจจุบัน “เหยา”เป็นพิธีที่เกิดจากความต้องการของผู้ป่วยเอง โดยเฉพาะในกรณีที่การรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถบรรเทาอาการได้
“เมื่อก่อนจะไม่มีหมอ ไม่มีโรงพยาบาล คนก็ต้องพึ่งพิธีเหยา ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ป่วยหนักหรือเบา ก็ใช้วิธีนี้ทั้งหมด” หมอโจ้กล่าว
สภาพสังคมในอดีตของไทยเองก็ไม่ต่างกัน พิธีกรรมลักษณะนี้จึงมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คน แม้ปัจจุบันความเจริญด้านการแพทย์จะทำให้บทบาทของพิธีเหยาลดลง แต่ในบางชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์อย่าง “โซ่” “ผู้ไท” “ญ้อ” หรือ “กะเลิง” ยังคงยึดโยงกับความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ ผีไร่ ผีนา และยังคงใช้พิธีเหยาเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษา โดยมักดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาในโรงพยาบาลว
หมอโจ้ บอกว่า แก่นแท้ของเหยาคือการทำให้คนป่วยหาย หรืออย่างน้อยก็ทุเลาเบาบางลง และมีหลายกรณีที่ผู้ป่วยหายอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งไม่อาจอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของพิธีเหยา คือ “เสียงแคน” เครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ทำหน้าที่มากกว่าเสียงประกอบจังหวะ หากแต่เป็น “สื่อกลาง” ระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของผี ซึ่งในมุมมองทางวิชาการ เสียงแคนอาจเปรียบเสมือนภาษาที่ช่วยแปลสารให้ผีเข้าใจ
ขณะที่หมอโจ้มองว่า เสียงดนตรีผสานกับถ้อยคำเฉพาะในพิธี ซึ่งมักเป็นภาษากลอน หรือ “ผญา” ที่สละสลวยเหนือธรรมชาติ ช่วยสร้างการสื่อสารในอีกระดับหนึ่ง ที่ลึกซึ้งกว่าภาษาพูดทั่วไป
ในระหว่างประกอบพิธี ผู้ป่วยบางรายจะเกิดอาการที่เรียกว่า “ผีเทียม” หรือภาวะคล้ายการทรง ซึ่งในความเชื่ออีสานไม่ใช่เรื่องของ “วิญญาณ” แต่เป็นเรื่องของ “ผี” และ “ขวัญ” ที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับร่างกายมนุษย์ หากมีการฟ้อนรำเกิดขึ้นนั่นอาจหมายถึงการที่ผีต้องการเข้ามา “อยู่ร่วม” กับผู้ป่วย หรือที่เรียกว่า “คุมลง” ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนถึงกระบวนการ “คัดเลือกหมอเหยา” โดยบุคคลที่จะกลายเป็นหมอเหยา มักเริ่มจากการเจ็บป่วยเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ก่อนจะเข้าสู่พิธีเหยาและหายดี จากนั้นหมอเหยาจะทักว่า “ผีอยากมาอยู่ด้วย” ผู้ถูกเลือกจึงยอมรับบทบาทและกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมในเวลาต่อมา
อีกมุมเป็นเสียงสะท้อนจากผู้ป่วยที่เข้าร่วมพิธีเหยาบอกเล่าประสบการณ์ที่ยากจะปฏิเสธ โดยก่อนหน้านี้ไปรักษามาหลายโรงพยาบาล ทั้งทานยา ฉีดยา ก็ยังไม่หาย จึงลองเหยาตามความเชื่อของบรรพบุรุษ ยอมรับว่า หลังจากเข้าพิธีครั้งที่สองอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน รู้สึกเบาตัว โล่งใจ และเริ่มลดยาจากโรงพยาบาลได้
ประสบการณ์เช่นนี้ อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกายแต่ยังเกี่ยวข้องกับ “จิตใจ” และ “ความเชื่อ” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเยียวยา
ดร.อนุชิต สิงห์สุวรรณ นักวิชาการผู้ศึกษาพิธีกรรม มหาวิทยาลัยนครพนม อธิบายว่า หมอเหยาเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมที่พบได้ทั่วโลก ในลักษณะของ “ทรงเจ้าเข้าผี” ซึ่งมีมาก่อนการเกิดขึ้นของศาสนาหลัก ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ พราหมณ์-ฮินดู หรือพุทธศาสนา
“ร่างทรง คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นฟ้า น้ำ หรือทรัพยากรต่าง ๆ และดึงพลังนั้นมาใช้ในการรักษาผู้คน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการรักษาทางจิตวิญญาณที่มีอยู่ในหลากหลายวัฒนธรรม เพียงแต่เรียกชื่อแตกต่างกัน เช่น ฟ้อนผีหมอ นางเทียม หรือการเข้าทรงรูปแบบอื่น”
ดร.อนุชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเชิงโครงสร้าง พิธีเหยามีระบบของตนเอง โดยมี “แม่เมือง” หรือ “คูบา” เป็นผู้มีอำนาจในการเรียกผีชั้นสูงมาใช้รักษา ขณะที่ผู้เข้าร่วมอื่น ๆ อาจเป็นเพียง “ผีหมอ” ที่ทำหน้าที่เข้าทรงเพื่อเยียวยาตนเอง ไม่ได้มีบทบาทในการรักษาผู้อื่น สิ่งที่น่าสนใจ คือ การดำรงอยู่ของพิธีเหยา ไม่ได้ขัดแย้งกับการแพทย์สมัยใหม่ แต่จะสะท้อนถึงการปรับตัวของชุมชนที่เลือกผสมผสานองค์ความรู้ทั้งสองเข้าด้วยกัน ตามพื้นฐานความเชื่อและบริบททางวัฒนธรรมของตนเอง การรักษาโรคไม่ใช่แค่เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อดั้งเดิมจะเป็นตัวกำหนดว่าชุมชนจะรับเอาการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาอย่างไร
ปัจจุบัน แม้พิธีเหยาจะไม่ได้แพร่หลายเหมือนในอดีต แต่กลับมีแนวโน้มการฟื้นตัวในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในหลายพื้นที่ เช่น นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร บางท้องถิ่นยังสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมภูมิปัญญานี้ในงานประเพณี เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของชุมชน หรือในบางพื้นที่พิธีเหยายังทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ทางสังคม” ที่เชื่อมโยงผู้คน สร้างความสามัคคี และตอกย้ำรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชุมชน นับเป็นอีกบทหนึ่งของภูมิปัญญาที่ยังคงหายใจอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนแถบลุ่มน้ำโขง
นราภรณ์ แสงวิจิตร