โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"ณัฐพงษ์" ลั่นมี 5 กลุ่มแบ่งผลประโยชน์ลงตัว แต่ไม่มี ปชช.อยู่ในสมการ

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 09 เม.ย. เวลา 04.44 น.

"ณัฐพงษ์" ลั่น หลังฟังแถลงนโยบาย ยังไม่มองเห็นความหวังในอนาคต ฉะ รบ.มีอำนาจเบ็ดเสร็จ มี 5 กลุ่มแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ลงตัว แต่ไม่มี ปชช.อยู่ในสมการ เหน็บ เพื่อไทย ขายวิญญาณร่วมรัฐบาลไร้อำนาจต่อรอง ด้าน ‘จุลพันธ์’ ไม่พอใจลุกขึ้นประท้วง ให้ถอนคำ ด้าน โสภณ ปธ.สภา วินิจฉัยว่าเป็นการใส่ร้าย ขณะที่ "เท้ง" ยอมเปลี่ยนเป็นคำว่า ทิ้งจุดยืนเดิม

วันที่ 9 เม.ย. 69 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ประธานรัฐสภาเป็นประธานในที่ประชุม โดยหลังจากที่นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายเสร็จสิ้น ได้เปิดให้สมาชิกรัฐสภาอภิปราย เริ่มต้นด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปราย ว่า อยากให้ทุกคนลองตั้งคำถามกับตัวเองว่าหลังจากที่ฟังการ แถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีได้รู้สึกอย่างไร มีความหวังมองเห็นอนาคตของตัวเองควบคู่ไปกับอนาคตของประเทศที่นายกรัฐมนตรีได้ฉายให้พวกเราเห็นหรือไม่ ทำไมเป็นเพราะอะไร

โดยเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุด ชุด 1 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่ได้มาจากการปฏิวัติรัฐประหารเพราะรัฐบาลชุดนี้สามารถคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จทั้งสภาบน สภาล่าง รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ ที่สามารถจัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่ารัฐบาลชุดนี้แบ่งการบูรณาการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 5 คลัสเตอร์ ของกลุ่มอำนาจที่เกิดจากการรวมขั้ว จัดตั้งรัฐบาลร่วมกันและแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างลงตัว ประกอบไปด้วย
1. บรรดามุ้งการเมืองต่างๆที่อดีตเคยสังกัดอยู่พรรคการเมืองอื่นๆแต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาได้ย้ายมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยในฐานะที่เป็นพรรคอันดับ 1 แต่เป็นพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่มีสส.ย้ายพรรคแล้วชนะการเลือกตั้งมาอยู่สภาชุดที่ 27 มากเป็นอันดับ 1 การรวมอำนาจจากมุ้งต่างๆเข้ามาแบบนี้ทำให้ เห็นรัฐมนตรีมาจากบ้านสงขลา สุพรรณบุรี และชลบุรีเป็นต้น

2. ดุลอำนาจในการค้ำจุนรัฐบาลชุดนี้คือพรรคการเมืองอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ที่ยอมขายวิญญาณของตัวเองเพราะไม่สามารถต่อรองอะไรกับพรรคภูมิใจไทยได้ สมมุติหากพรรคการเมืองอันดับ 2 ขู่ว่าจะออกจากการร่วมรัฐบาลสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้ โดยที่ไม่ต้องมีข้อกังวลใจใดๆทั้งสิ้นคือ ดึงพรรคการเมืองที่ปัจจุบันอยู่ในฝั่งฝ่ายค้านไปร่วมรัฐบาลได้ทันทีกลายเป็นรัฐบาล 270 กว่าเสียงก็ยังเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้

3. บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ มีจำนวนเสียงในการร่วมรัฐบาลอยู่ประมาณ 20 กว่าเสียงถือเป็นดุลอำนาจที่สำคัญที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคที่ตั้งใจไปร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคการเมืองอันดับ 2 ซึ่งถ้าหากปราศจากเสียงเหล่านี้ในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ชักเข้าชักออกดึงพรรคอื่นๆเข้ามาร่วมรัฐบาลได้ สลับได้ตลอดเวลาเช่นนี้

4. บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือองค์กรอิสระอื่นๆที่อาจจะได้รับการแต่งตั้งมาจากพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นไพ่โจ๊กเกอร์ที่รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยจะหยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ ใช้คุมเกมก็ได้ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามหน้าตาที่อยากเห็น ใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามก็ได้แบบที่ตนเองกำลังโดนดูอยู่ในคดี 44 สส.ใช้ปกป้องพวกพ้องตัวเองที่เมื่อวานนี้กกต.พึ่งมีการรับรองผลการเลือกตั้ง สุพรรณบุรี เขต 2 ทั้งที่ยังมีข้อครหาอยู่เต็มกระดาน ยังปกป้องพวกพ้องอะไรได้อีกคดีบาร์โค้ด ขณะนี้อยู่ในมือของศาลรัฐธรรมนูญไพ่ใบนี้ถือเป็นดุลอำนาจที่สำคัญที่สร้างสถานภาพให้กับรัฐบาลชุดนี้ที่พรรคการเมืองอื่นไม่มี

5. บรรดากลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมในประเทศนี้ให้คงอยู่ต่อไปมีหน้าที่ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาลภูมิใจไทยคอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่นๆว่ามาเถอะอยู่ข้างนี้ทำอะไรก็ไม่ผิดคนกลุ่มนี้คือคนที่ถือตั๋วใบที่ 2 และให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง

โดยในระหว่างที่นายณัฐพงษ์อภิปรายอยู่นั้น นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โลก สส.พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงประธานให้ควบคุมการประชุมให้อยู่ในนโยบายที่รัฐบาลแถลง นายโสภณจึงวินิจฉัยให้นายณัฐพงษ์ได้เข้าประเด็นในการอภิปราย เพราะอาจจะพาดพิงหน่วยงานอื่นได้

นายณัฐพงษ์ได้อภิปรายต่อว่า เพียงต้องการชี้แจงให้เห็นว่า 5 คลัสเตอร์นี้ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการ การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้เมื่อเริ่มต้นจากดีลของกลุ่มอำนาจต่างๆการจัดตั้งรัฐบาลก็ลงตัวไร้ซึ่งเจตจำนงหรือวาระในการผลักดันร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรามีความรู้สึกลึกๆว่าเมื่อฟังนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายทั้ง 23 ข้อจบตนเองยังไม่รู้สึกว่าพวกเรากำลังจะมีอนาคตร่วมกับอนาคตของประเทศที่นายกรัฐมนตรีพยายามฉายภาพให้เราเห็นแต่อย่างใด

นายณัฐพงศ์ ยังกล่าวต่อว่า เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีได้ วางหลักการที่เหมือนจะท่องไว้เป็นคาถาอยู่ 3 ข้อว่า1.จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ 2. การยึดมั่นในระบอบการปกครอง ในระบบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรมบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค
หลักการทั้ง 3 ข้อนี้ไม่ว่า พรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาลก็ต้องยึดหลักการเหล่านี้อยู่แล้ว

"แต่สิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินมากกว่าว่าหลักการทั้ง 3 ข้อนี้ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ"อนุทิน ชาญวีรกูล"นั้นจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด ตลอดระยะเวลาที่ฟังการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรียังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน เหล่านั้นและยังไม่เห็นพันธกิจหรือเจตจำนงร่วมกันของรัฐบาลชุดนี้เลยว่าตกลงแล้วอะไรคือวาระของประเทศที่แต่ละพรรคมาตกลงร่วมกันในการตั้งรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาบ้าง"นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เช่นเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จัดแสดงออกทางการเมืองไม่เห็นการให้น้ำหนักหรือบรรจุในการแถลงนโยบายเลย จึงอยากสอบถามภาคร่วมรัฐบาลเจตจำนงทางการเมืองของท่านความเป็นนักประชาธิปไตยของท่านอยู่ตรงไหนทำไมถึงไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้

"ปัญหาใหญ่สุดในประเทศ อาจไม่ใช่วิกฤตภายนอกแต่คือวิกฤตภายใน เพราะไม่ว่าเราจะเจอวิกฤตภายนอกที่รุมล้อมเข้ามาขนาดไหนแต่ถ้ารัฐบาลอยู่เคียงข้างประชาชนเราก็จะพอมีหลักยึดได้บ้าง อย่างวิกฤตน้ำมัน วิกฤตทุนเทาสแกมเมอร์ วิกฤตความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านและวิกฤตปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน ซึ่งวิกฤตเหล่านี้เป็นวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับคนในประเทศเราทั้งสิ้นแต่สิ่งที่รัฐนี้ปกป้องอยู่มาโดยตลอดเสมอมาไม่ได้เลือกที่จะปกป้องประชาชนแต่เลือกที่จะปกป้องคนที่อยู่ใกล้ชิดกับรัฐบาลก่อน"นาย ณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวต่อว่าวิกฤต น้ำมันที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมืองได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงเพิ่มขึ้นหรือไม่ จะใช้โรงกลั่นที่เรามีอยู่ในประเทศกำกับราคาน้ำมันให้มีความเหมาะสมสะท้อนกับต้นทุนจริงไม่ได้เอารัดเอาเปรียบประชาชนอยู่ในขณะนี้ หรือแม้แต่วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในขณะที่สูญเสียอาสาสมัครดับไฟป่าเป็นรายที่ 2 มีประชาชนนับล้านได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 รัฐบาลที่มั่นคงได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงหรือไม่ว่าพร้อมที่จะใช้กลไกทุกอย่างที่มีในมือเพื่อผ่านกฎหมาย อากาศสะอาดให้ผ่านสภาโดยเร็วที่สภาชุดที่แล้วค้างอยู่ที่สว. ไม่ใช่ใช้ไพ่โจ๊กเกอร์ที่มีอยู่ในมือเพื่อกลุ่มอำนาจของรัฐบาลอย่างเดียวเท่านั้น

"ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่รัฐบาลมีอยู่ในมือหากรัฐบาลประสงค์จะทำสิ่งใดก็สามารถทำได้ประสบผลสำเร็จอยู่ที่ความแน่วแน่และความกล้าหาญทางการเมือง นี่คือสิ่งที่ตนเองและพรรคประชาชนกำลังมองหาในตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกคน สิ่งที่เราต้องการในตอนนี้คือรัฐบาลที่จะเข้าไปทำในสิ่งที่ผิดให้ถูกไม่ได้ทำให้สิ่งถูกกลายเป็นสิ่งผิด วิกฤตภายในที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือสถานการณ์ที่บรรดากลุ่มคนผู้มีอำนาจในประเทศพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป"นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวจบการอภิปรายว่าการอภิปรายของสมาชิกพรรคประชาชนต่อจากนี้จะทำให้เห็นว่าสิ่งที่ประเทศกำลังมองหาอาจจะไม่ได้อยู่ในเล่มคำแถลงของนโยบาย แต่คือรัฐบาลที่ไม่ได้เลือกรักษาระเบียบเดิมแต่เลือกที่จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับประชาชนพอได้แล้วกับระบบพวกพ้องแสวงหาผลประโยชน์ ให้กับกลุ่มพวกตนไม่ไหวแล้ว กับวิกฤตรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับเริ่มได้แล้วการเมืองของประชาชนของพวกเราทุกคน

จากนั้น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์หัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ลุกขึ้นขอให้นายณัฐพงษ์ถอนคำพูดว่าพรรคอันดับ 2 เข้าร่วมรัฐบาล และขายวิญญาณ เพราะกระบวนการเข้าร่วมของพรรคเพื่อไทยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกลไกทางการเมืองตามระบอบรัฐสภาเมื่อพรรคอันดับหนึ่งได้มีการเชื้อเชิญพรรคอันดับ 3 ให้มีการเข้าร่วมก็ได้มีการหารือถึงนโยบายและการขับเคลื่อนความเป็นรัฐร่วมกัน และพรรคเพื่อไทยได้ตอบตกลง

นายโสภณ วินิจฉัยว่าคำพูดคำว่าขายวิญญาณเหมือนเป็นการกล่าวหาใส่ร้าย จึงอยากให้เปลี่ยนคำพูดได้หรือไม่ ด้านนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุลสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ไม่เช่นนั้นในการกล่าวหาในสภาแห่งนี้ต้องถอนกันหมด การใช้บรรทัดฐานนี้ไม่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นหลังจากนี้ใครกล่าวหาอะไรก็ทำไม่ได้ ประธานในที่ประชุมจึงขอให้เปลี่ยนคำพูดไม่ได้ให้ถอน

จากนั้นนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนได้ลุกขึ้นหารือกับประธานว่าที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายก็มีการใช้คำพูดที่ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและคิดว่าคำพูดนี้ประชาชนที่ติดตามก็เป็นผู้พิจารณาเอาเองส่วนหากนายจุลพันธ์จะไม่เห็นด้วยกับการใช้คำพูดนี้มีสิทธิ์ในการชี้แจง แต่ถ้ามีการให้ถอนคำพูดแทบจะทุกคำพูดตนคิดว่าสภาแห่งนี้เดินต่อไม่ได้

นายจุลพันธ์ ได้ประท้วง บุคคลที่กำลังประท้วงอยู่ว่าก็มีการยอมรับเองว่าเป็นคำพูดที่ใส่ร้าย ซึ่งในข้อบังคับได้ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามไม่ให้แสดงกิริยาวาจาอันไม่สุภาพ ป้ายสีบุคคลใดห้ามใส่ร้ายมีความชัดเจนอยู่ในข้อบังคับการประชุมอยู่แล้วไม่ใช่ว่าจะลุกขึ้นมาใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นแล้วบอกว่าให้ออกมาแก้ตัวก็ได้ไม่ใช่เช่นนั้น

จากนั้นนายปกรณ์วุฒิ ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่าการเปลี่ยนคำพูดหรือถอนคำพูดมีค่าเท่ากัน สุดท้ายนายณัฐพงษ์ ได้เปลี่ยนคำพูดจาก คำว่าขายวิญญาณ เป็นคำว่า ละทิ้งจุดยืนเดิม

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...