GCAP GOLD ชี้ทองรีบาวด์ระยะสั้นรับข่าวหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน จับตาช่องแคบฮอร์มุซตัวแปรคุมเงินเฟ้อ
ตลาดคลายกังวลชั่วคราวหลังเจรจาดีลหยุดยิงบรรลุผลเบื้องต้น ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงหนุนราคาทองคำฟื้นตัว จับตาการเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ หากล่าช้าเสี่ยงดันราคาพลังงานพุ่งกระทบนโยบายการเงินธนาคารกลาง นักวิเคราะห์แนะกลยุทธ์เล่นรอบตามจังหวะข่าว เฝ้าระวังแรงขายหากราคายังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 4,900
ภาวะการลงทุนในตลาดทองคำเริ่มกลับมามีความเคลื่อนไหวเชิงบวกในระยะสั้น โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการผ่อนคลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว พร้อมมีสัญญาณบวกเกี่ยวกับการพิจารณาเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภาคพลังงานและทำให้ตลาดลดคาดการณ์เรื่องการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) ระบุถึงภาพรวมสถานการณ์ว่า แม้ตลาดจะรับข่าวเชิงบวกแต่ความเสี่ยงในเชิงโครงสร้างยังคงไม่สิ้นสุด โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือความคืบหน้าของการเจรจาและมาตรการปฏิบัติจริงในพื้นที่ความขัดแย้ง ซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพของราคาพลังงานในตลาดโลก
"ตลาดตอบรับเชิงบวกต่อข่าวหยุดยิง ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัว และกดดันราคาทองคำในบางช่วง อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวยังเป็นเพียงระยะสั้น สิ่งที่ต้องจับตาคือการเจรจาจะมีความคืบหน้าเพียงใด และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะหากสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ราคาพลังงานและเงินเฟ้อจะกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดทันที"
ในเชิงเศรษฐกิจ การรีบาวด์ของราคาทองคำในรอบนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวลดลงตามความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม GCAP GOLD ประเมินว่านี่ยังไม่ใช่การกลับตัวของแนวโน้มหลัก (Primary Trend) เนื่องจากทิศทางของธนาคารกลางในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันกลับมาผันผวนจากการที่การเจรจาหยุดชะงัก จะกลายเป็นปัจจัยจำกัดเพดานการปรับตัวขึ้นของทองคำทันที
ในทางเทคนิค ราคาทองคำโลกยังเผชิญกับแนวต้านสำคัญ โดยหากยังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 4,900 ได้อย่างมั่นคง มีโอกาสสูงที่จะเผชิญกับแรงขายทำกำไร (Profit Taking) ออกมาเป็นระยะ ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในระดับมหภาค
สำหรับการบริหารพอร์ตการลงทุนในสภาวะที่มีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก นักวิเคราะห์ให้มุมมองแบ่งตามประเภทนักลงทุน ดังนี้:
1. นักลงทุนระยะสั้น:
แนะนำให้เน้นการลงทุนแบบเล่นรอบ (Swing Trading) ตามจังหวะข่าวสารที่เกิดขึ้น โดยกำหนดจุดทำกำไรและจุดรับคืน ดังนี้:
- แนวต้าน (จุดขาย): 4,900 และ 4,970
- แนวรับ (จุดซื้อ): 4,700 และ 4,650
2. นักลงทุนระยะกลาง-ยาว:
ยังคงแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ทยอยสะสม (Accumulate) ในช่วงที่ราคาเกิดการปรับฐาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเข้าซื้อในช่วงที่ราคารีบาวด์รุนแรง
3. ตลาดทองคำในประเทศ:
ราคาทองคำไทยมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ต้องระมัดระวัง โดยแนะนำการบริหารจัดการต้นทุนดังนี้:
- โซนขายทำกำไร: 73,600 - 74,500 บาท
- โซนรอเข้าซื้อสะสม: 71,500 - 71,000 บาท
ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น "คีย์หลัก" ที่จะตัดสินทิศทางเศรษฐกิจในไตรมาสนี้ หากการเดินเรือกลับมาเป็นปกติจะช่วยลดแรงกดดันต่อระบบ Supply Chain พลังงาน ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางมีช่องว่างในการพิจารณานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากการเจรจาล้มเหลว ทองคำอาจกลับมาได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อีกครั้ง ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
“ภาพระยะยาวยังต้องติดตามทิศทางเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง หรือกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง จะเป็นปัจจัยจำกัดการปรับขึ้นของทองคำ”