ไม่ว่าจะสนิทกันแค่ไหน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผย ‘ร่างกาย’ , ‘จุดลับ’ หรือ ‘อวัยวะสงวน’ ให้คนในครอบครัวเห็น และเด็กควรได้เรียนรู้การกำหนดขอบเขตให้ร่างกายตัวเอง ดราม่าคอนเทนต์ TikTok เมื่อพี่ชายและแม่เข้าไปดู ‘น้องสาว’ เลเซอร์ขนอวัยวะเพศ ชาวเน็ตจึงตั้งคำถามถึงความเหมาะสม เพราะปัจจุบันยังมีปัญหาล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัวเกิดขึ้น
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในสื่อสังคมออนไลน์มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคอนเทนต์เชิงครอบครัวของบัญชี TikTok ที่มีชื่อว่า “Nanfa ครอบครัวสุขสันต์” โดยคลิปดังกล่าวนำเสนอเรื่องราวการพา ‘น้องสาว’ ไปเลเซอร์ขนบริเวณอวัยวะเพศ ทว่า ทั้ง ‘แม่’ และ ‘พี่ชาย’ กลับเข้าไปดูกระบวนการทำนี้ด้วย พร้อมทั้งบรรยายถึงลักษณะอวัยวะเพศของน้องสาวในเชิงขำขัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นการล้อเลียนรูปลักษณ์ของผู้อื่น (Body Shaming)
ส่งผลให้ความคิดเห็นของผู้ชมแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งหลักๆ โดยฝั่งแรกไม่ได้มองว่าคอนเทนต์นี้มีปัญหา และอาจจะมีประสบการณ์ร่วมด้วย เช่น “บ้านเราก็เห็นกันทั้งบ้าน เดินเปลือยโทงเทงๆ กันตลอด มันก็ธรรมดาๆ นะ ปกติเลย”, “…เห็นจนเบื่อแล้ว55555” หรือ “ถ้าไม่มีโซเชียล มันก็แค่เรื่องของคนคนหนึ่ง” เป็นต้น
ขณะที่ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยก็ได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสม เช่น “ด้วยความปรารถนาดีนะคะ เข้าใจว่าครอบครัวสนิทกัน แต่อย่างไรมันทำให้เด็กที่เข้ามาดูสับสนกับขอบเขตของตัวเองกับผู้ใหญ่ เขาจะไม่รู้ว่าแบบไหนคือพอดี ปัจจุบันมีนักจิตฯ เด็กมากมายพยายามสอนให้สร้างขอบเขตในครอบครัว คอนเทนต์คุณหากจะช่วยได้ก็อยากให้ตระหนักเรื่องนี้ด้วยค่ะ” หรือ “ต่อให้สนิทกันขนาดไหน ความเป็นส่วนตัวก็ต้องมีบ้าง โดยเฉพาะพ่อกับพี่ชายไม่สมควรเข้าไป” เป็นต้น
‘เห็นจนเบื่อ’ หรือ ‘เห็นจนชิน’ ? ประเด็นสำคัญของกระแสวิพากษ์วิจารณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องความสนิทสนมในครอบครัว แต่คือการกำหนดขอบเขต ‘ความเป็นส่วนตัว’ ของกันและกัน เพราะไม่ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหน ก็ไม่ควรเปลือยร่างกาย หรือเปิดเผย ‘อวัยวะส่วนสงวน’ ให้สมาชิกในครอบครัวเห็นโดยไม่จำเป็น
ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียง ‘คอนเทนต์’ หรือไม่ แต่คลิปข้างต้นก็ยังคงส่งผลกระทบต่อสังคมอยู่ดี เนื่องจากเป็นการส่งต่อแนวคิดที่ว่า การเปิดเผย ‘อวัยวะส่วนสงวน’ ให้คนในครอบครัวเห็นเป็น ‘เรื่องปกติ’ ทั้งที่จริงแล้วไม่ควรเป็นเช่นนั้น อีกทั้งในกลุ่มผู้ชมอาจมี ‘เด็ก’ และ ‘เยาวชน’ ที่ยังไม่มีวิจารณญาณในการรับชมคอนเทนต์มากพอรวมอยู่ด้วย
โดย TNN Thailand รายงานผลการดำเนินงานของศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรอบปี 2567 (มกราคม - ธันวาคม 2567) เกี่ยวกับประเด็น ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ ไว้ว่า “กลุ่มเด็กเป็นผู้ประสบปัญหามากที่สุด 1,429 ราย โดยถูกทำร้ายร่างกาย ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกกระทำอนาจาร ทารกถูกทอดทิ้ง” ส่วนความรุนแรงนอกครอบครัว พบว่า “กลุ่มเด็กเป็นผู้ประสบปัญหามากที่สุด 1,032 ราย โดยถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกกระทำอนาจาร”
จากปัญหาความรุนแรงทางเพศที่ ‘เด็ก’ ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด ทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเริ่มออกมารณรงค์ให้ความรู้เรื่อง ‘สิทธิความเป็นส่วนตัว’ และ ‘สิทธิในร่างกายตัวเอง’ ของเด็กมากขึ้น ทางด้าน ‘มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล’ ได้ระบุวิธีการแก้ไขปัญหาเด็กถูกล่วงละเมิดจากคนใกล้ตัวไว้ 4 ข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้นอธิบายถึงเรื่อง ‘การเปิดเผยร่างกายหรืออวัยวะส่วนสงวน’ ไว้ว่า
“ต้องปลูกฝังให้เด็กรู้ว่าเนื้อตัว ร่างกาย เป็นเรื่องที่สำคัญ ร่างกายบางส่วนแตะต้องไม่ได้ เช่น ก้น หน้าอก อวัยวะเพศ ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ ครอบครัวหรือในโรงเรียนเองก็ต้องสอนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นเด็กจะไม่กล้าป้องกันตัว ไม่กล้าบอกคนอื่น และไม่มีทางรู้เลยว่าผู้ใหญ่กำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากโดยที่เด็กเองก็ไม่รู้ว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ”
ในขณะเดียวกัน ‘กรมอนามัย’ เผย 8 เทคนิคสอนลูกให้ปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็พูดถึงประเด็นเดียวกันว่า “บอกพื้นที่ส่วนตัว บอกลูกว่าส่วนไหนบนร่างกายที่คนอื่นห้ามสัมผัส ห้ามจ้องมอง ห้ามถ่ายรูป เช่น หน้าอก อวัยวะเพศ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทำสิ่งนี้กับลูกได้ ส่วนไหนบนร่างกายที่พ่อแม่เท่านั้นที่สัมผัสได้ และเมื่อลูกโตเป็นหนุ่มสาวแล้ว พ่อแม่ต้องคอยดูแล แนะนำ โดยให้ระมัดระวังการสัมผัสร่างกายของลูก และให้ลูกมีพื้นที่ส่วนตัว เช่น การแยกห้องนอน”
จากดราม่าที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยบางส่วนยังขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเคารพ ‘สิทธิในร่างกาย’ ของตัวเองและผู้อื่น ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร คนนอกครอบครัว หรือคนในครอบครัว แต่ ‘ขอบเขตพื้นที่ส่วนตัว’ ในร่างกายยังถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแม้ ‘พ่อแม่’ หรือ ‘พี่น้อง’ บางคนจะไม่ได้มีเจตนาไม่ดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาการล่วงละเมิด-คุกคามทางเพศในครอบครัว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง
https://www.tiktok.com/@nanfa06_pun/video/7623349554754211090?is_from_webapp=1&sender_device=pc
https://www.tnnthailand.com/social/186234/
https://www.wmp.or.th/blog/3304/
https://resourcecenter.thaihealth.or.th/content/81143
https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/sexual-harassment-2/
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ความหมายของ ‘บ้าน’ ที่หมายถึง ‘หมา’ ในหนัง ‘โกฮัง’ กับพลังวิเศษของเจ้าน้อน ซึ่งทำให้เจ้านุด เป็นมนุษย์ที่ดีมากขึ้น
- Tolyamory ความสัมพันธ์ที่เจ็บแต่ทน ของคนที่ปิดหู ปิดตา ทั้งที่รู้ว่ากำลัง ‘กอดแฟนที่นอกใจ’ เพราะยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับการเลิกรา จนดูเหมือน ‘อนุญาต’ หรือ ‘ยินยอม’ ซึ่งต่างจาก Polyamory ที่ทุกฝ่ายตกลงกันด้วยความเต็มใจจริงๆ
- มนุษย์เมนส์อยากเล่นน้ำสงกรานต์? เราขอให้เปิดใจกับ ‘ถ้วยอนามัย’ ที่มาพร้อม 5 ข้อดี ซึ่งอาจไม่ชินในตอนแรก แต่รับรองว่ามันเริ่ดรับทุกกิจกรรม (ยกเว้น..กิจกรรมเสียวตัว)
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com