โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'Ray-Ban' จากของถูกในปั๊มน้ำมัน สู่แบรนด์แว่นตาระดับโลก

SpringNews

อัพเดต 17 เม.ย. เวลา 06.30 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. เวลา 05.25 น.

ถ้าพูดถึงเครื่องแต่งกายที่ใครหลายคนที่ไม่ว่าจะเป็นสายแฟชั่นหรือไม่ ต้องมีติดตู้เสื้อผ้ากัน นอกจากเสื้อยืดสีขาวและกางเกงเดนิมแล้วก็คือ'แว่นกันแดด' และสำหรับแบรนด์ที่โด่งดังจนกลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลกจนมีสินค้าเลียนแบบออกมามากมาย ก็คงหนีไม่พ้น 'Ray-Ban' หรือ เรย์แบน ที่มีต้นกำเนิดมาจากอเมริกา

ที่มา: Ray-Ban

แต่รู้หรือไม่ ก่อนที่ Ray-Ban จะครองใจใครหลายคนจนขายดีไปทั่วโลก และมีเทคโนโลยีล้ำสมัยเหมือนอย่างในทุกวันนี้ ก็เคยเป็นแบรนด์ที่ขายไม่ออกมาก่อน จนถึงขั้นต้องเอาสินค้าไปวางขายตามปั๊มน้ำมันในราคาถูก จนกระทั่งการเข้ามากอบกู้วิกฤตโดยบริษัทสัญชาติอิตาลีอย่าง Luxottica

จากแว่นที่ทำมาเพื่อ 'นักบิน' สู่ 'แฟชั่นไอคอน'

ในอดีตก่อนที่จะมีแว่นตา Ray-Ban นักบินต้องสวมก๊อกเกิลในขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องดวงตา แต่ด้วยความที่มันและดูเหมือนหน้ากากดำน้ำ ทำให้นักบินผู้เชี่ยวชาญ John Macready ติดต่อไปยังบริษัท Bausch & Lomb (B&L) เพื่อให้ช่วยออกแบบแว่นที่ปกป้องดวงตาจากแสงจ้าและรังสีจากดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า

ทำให้ในปี 1937 ทาง B&L เปิดตัวแว่นรุ่น Ray-Ban Aviator เลนส์สีเขียวตัดแสง ซึ่งกลายเป็นที่นิยมทันทีในกองทัพ ต่อมาผู้คนก็เริ่มรู้จักแว่นตาแบรนด์นี้มากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่นายพล MacArthur สวมใส่ขณะยกพลขึ้นบกที่ฟิลิปปินส์ จนกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของประวัติศาสตร์

หลังจากนั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แบรนด์ได้พัฒนาต่อยอดแว่นตารุ่น Outdoorsman และ Shooter สำหรับบุคคลทั่วไป ที่มาพร้อมนวัตกรรมเลนส์ไล่เฉดสี และเลนส์ฉาบปรอท ทำให้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 50 ที่นอกจากจะเป็นยุคของเครื่องบินเจ็ท และร็อกแอนด์โรลแล้ว ก็ยังเป็นยุคที่ Ray-Ban Wayfarer ถือกำเนิดขึ้นมาอีกด้วย และสิ่งที่ทำให้แว่นตารุ่นนี้โด่งดังได้รับความนิยมสุดๆ จนเรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นที่แมสในยุคนั้นก็เพราะดาราฮอลลีวูดอย่าง Audrey Hepburn, James Dean และ Marilyn Monroe ต่างสวมแว่นรุ่นดังกล่าวบนจอเงิน ทำให้แว่นกันแดดไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ป้องกันดวงตาอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องประดับแฟชั่นที่สายแฟต้องมี

ที่สำคัญความฮิตของแบรนด์นั้นไม่ได้มาจากกระแสของดาราอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการออกแบบแว่นตาให้มีความทันสมัยแปลกใหม่ เช่น เลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติเมื่อเจอ UV รวมถึงเปิดตัวกรอบรุ่น Signet, Caravan และไลน์สินค้าสำหรับผู้หญิง

จากจุดสูงสุด เข้าสู่ยุคตกต่ำ

ในช่วงยุค 80 Ray-Ban ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะจากอิทธิพลของป๊อปคัลเจอร์ เมื่อ Michael Jackson สวม Ray-Ban ในทัวร์ Bad และ Tom Cruise สวมในหนังดังอย่าง Top Gun และ Risky Business ส่งผลให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้นถึง 40%

และนี่คือจุดที่ Ray-Ban ตัดสินใจผิดพลาด เพราะความต้องการเร่งยอดขายให้กับแบรนด์ ทำให้พวกเขาตัดสินใจลดราคาและลดคุณภาพการผลิต เพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ผลที่ตามมาคือมันทำให้แบรนด์ถึงจุดอิ่มตัว เพราะผู้คนมองว่าเป็นสินค้าที่ทั้งโหลและล้าสมัยแม้จะปรากฏในภาพยนตร์ดังหลายเรื่องก็ตาม แต่ยอดขายก็ยังตกลงอย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่แค่นั้นแต่ยังมีคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง Oakley เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดอีกด้วย ทำให้จากแบรนด์แว่นตาหรู กลายเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วๆ ไป ไปจนถึงในปั๊มน้ำมัน แถมสินค้าบางชิ้นยังจำเป็นต้องลดราคาลงด้วย

การเริ่มต้นใหม่ ภายใต้ปีกของ 'Luxottica'

ที่มา: Ray-Ban

จากปัญหาด้านความนิยมและยอดขายที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทแม่ของแบรนด์อย่าง Bausch & Lomb มองว่า Ray-Ban คือความล้มเหลว แต่ในทางกลับกันในสายตาของ Luxottica บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแว่นตาที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากอิตาลี กลับมองว่า Ray-Ban คือโอกาส

ในปี 1999 Luxottica เข้าซื้อกิจการ Ray-Ban และเริ่มล้างภาพจำของแบรนด์ทันที โดยเริ่มจากการย้ายฐานการผลิตไปที่อิตาลี ปรับปรุงวัสดุให้ทนทานและเลนส์ให้มีคุณภาพสูงขึ้น และที่สำคัญในแง่ของการตลาด บริษัทได้ตัดสินใจนำสินค้าออกจากร้านสะดวกซื้อและปั๊มน้ำมันออกทั้งหมด เพื่อนำกลับไปวางขายในห้างหรู เช่น Neiman Marcus และ Saks Fifth Avenue เพื่อกู้คืนภาพลักษณ์แบรนด์หรู

จากที่มีราคาไม่ถึง 20 ดอลลาร์ (ประมาณ 640 บาท ถ้าเทียบกับค่าเงินในปัจจุบัน) ในปี 1999 เพียงแค่สิบปีให้หลัง Ray-Ban Aviator ถูกวางขายในราคากว่า 130 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,000 บาท) ในบูติกชั้นนำ

นอกจากนี้ในแว่นตารุ่นหลังๆ ก็เริ่มมีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้เพิ่มขึ้น เช่น เลนส์ตัดแสงสะท้อน 99%, เคลือบสารกันน้ำและทำความสะอาดง่าย ไปจนถึงเลนส์เร่งสีและคอนทราสต์ และเมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2010 แบรนด์เริ่มนำไทเทเนียมอัลลอยด์ และ คาร์บอนไฟเบอร์ ที่ทั้งเบาและทนทาน เข้ามาใช้ในการทำแว่นตา

และเทคโนโลยีล่าสุดก็คือแว่นตาเอไออย่าง Ray-Ban Meta ที่มีทั้ง กล้อง ลำโพง และระบบการสั่งงานผ่านเสียง ซึ่งก็ทำออกมาหลายรุ่นเช่นกัน เช่น RAY-BAN META BLAYZER OPTICS - GEN 2 ราคา 499 ดอลลาร์ หรือประมาณ 16,000 บาท

แม้ว่า Ray-Ban จะพัฒนาแว่นตาให้มีความทันสมัยมากขึ้นแต่ก็ยังไม่ทิ้งความเป็นแฟชั่นไอคอน เพราะล่าสุดได้มีการเลือกให้ Jennie BLACKPINK ขึ้นมารับตำแหน่ง Global Brand Ambassador ของแบรนด์ พร้อมแคมเปญเปิดตัว Styles for Unfiltered Confidence

ท้ายที่สุดนี้เรียกได้ว่าทุกวันนี้ Ray-Ban ไม่ใช่แค่แบรนด์แว่นกันแดดที่โด่งดังและประสบความสำเร็จที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่สำคัญว่า คุณค่าของแบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ยอดขายอย่างเดียว แต่อยู่ที่การรักษาความขลังและความเชื่อมั่นในคุณภาพด้วย

อ้างอิงข้อมูล : Ray Ban, Primer magazineและ Hypebeast

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...