“จีน” เร่งบทบาททางการทูต ยุติสงครามอิหร่าน ก่อนซัมมิต “ทรัมป์” เดือน พ.ค.69
"จีน" เร่งบทบาททางการทูต ยุติสงครามอิหร่าน รักษาสมดุลความสัมพันธ์กับอิหร่านและสหรัฐ ก่อนซัมมิต "ทรัมป์" เดือน พ.ค.69
วันที่ 17 เมษายน 2569 เวลา 09.21 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จีนกำลังเร่งบทบาททางการทูตเพื่อช่วยยุติสงครามอิหร่าน โดยต้องเดินเกมอย่างระมัดระวังระหว่างการเตรียมประชุมสุดยอดกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในเดือนพฤษภาคม และการรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่านไม่ให้สั่นคลอน
นักวิเคราะห์ระบุว่า การพบกันระหว่างสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กับทรัมป์ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดท่าทีของปักกิ่งต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยจีนในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ซึ่งพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางถึงครึ่งหนึ่ง จำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานไปพร้อมกับการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แนวทางที่ประคองสถานการณ์ของจีนช่วยให้ยังคงมีบทบาททางการทูตอยู่เบื้องหลัง จนทรัมป์ออกมากล่าวชื่นชมว่าจีนมีส่วนช่วยให้อิหร่านเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพที่ปากีสถานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย Eric Olander มองว่า แม้จีนจะไม่ได้มีบทบาทโดยตรงบนโต๊ะเจรจา แต่ก็มีอิทธิพลอยู่ในวงหารือ
แหล่งข่าวระบุว่า จีนมองว่าทรัมป์เป็นผู้นำที่เน้นผลประโยชน์และตอบสนองต่อการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก ดังนั้นจีนจึงพยายามใช้เวทีการประชุมครั้งนี้ผลักดันประเด็นสำคัญของตน เช่น การค้า และข้อเรียกร้องเกี่ยวกับไต้หวัน โดยมีแนวทางต้อนรับอย่างเต็มที่และรักษาเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์
ในช่วงที่สหรัฐเพิ่มแรงกดดันผ่านการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน จีนได้เร่งกิจกรรมทางการทูตในตะวันออกกลาง แต่หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินสงครามของสหรัฐอย่างรุนแรง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการประชุมสุดยอดที่เคยต้องเลื่อนออกไปก่อนหน้านี้
ผู้นำจีนได้เสนอแผนสันติภาพ 4 ข้อ ซึ่งเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การเคารพอธิปไตย กฎหมายระหว่างประเทศ และการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาและความมั่นคง ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเพียงแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดความตึงเครียด
ด้าน หวัง อี้ ได้หารือกับประเทศต่าง ๆ เกือบ 30 ครั้ง เพื่อผลักดันการหยุดยิง ขณะที่ทูตพิเศษ Zhai Jun เดินสายเยือนประเทศอ่าวอาหรับและอาหรับหลายแห่ง แม้ต้องเผชิญสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยในพื้นที่
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า อิหร่านมีความจำเป็นต้องพึ่งพาจีนมากกว่าที่จีนต้องพึ่งอิหร่าน ทำให้ปักกิ่งสามารถกดดันให้เกิดการหยุดยิงได้ ขณะเดียวกันยังคงรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามความสามารถของจีนในการกำหนดทิศทางสถานการณ์ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากไม่มีอิทธิพลทางทหารในภูมิภาค
บางฝ่ายมองว่าการทูตของจีนในตะวันออกกลางเป็นเพียงภาพลักษณ์ มากกว่าการมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์จริง โดย Patricia Kim ระบุว่า แม้อิหร่านต้องการให้จีนเป็นผู้ค้ำประกันข้อตกลงหยุดยิง แต่จีนไม่ได้แสดงความสนใจที่จะรับบทบาทดังกล่าว และยังคงยืนอยู่ข้างสนาม ขณะที่สหรัฐเป็นฝ่ายแบกรับแรงกดดันหลัก
สำหรับการประชุมสุดยอดจีน–สหรัฐครั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าจะเน้นประเด็นเฉพาะ เช่น การซื้อเครื่องบินจาก Boeing และการนำเข้าสินค้าเกษตร มากกว่าประเด็นใหญ่ เช่น AI หรือการเข้าถึงตลาด โดย Scott Kennedy มองว่า โอกาสที่จะเกิดข้อตกลงใหญ่ระหว่างสองประเทศแทบไม่มี
อ้างอิง : reuters.com