โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทุเรียนล้นตลาดราคาดิ่ง เร่งขายออนไลน์

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ปีนี้ผลผลิตทุเรียนมากกว่าปีที่แล้วถึง 33% ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องเตรียมพร้อม ระบายผลผลิตทั้งในประเทศ และต่างประเทศรวมถึงการใช้อีคอมเมิร์ซเข้ามาช่วยกระตุ้นตลาดเพื่อแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดและการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

ช่วงเทศกาลผลไม้ของไทยจะมีปริมาณผลผลิตทะลักออกสู่พร้อมกันจำนวนมหาศาลและมักจะมีปัญหาเรื่องของผลผลิตล้นตลาดและราตกต่ำ เกษตรกรถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางหรือล้งผลไม้ ทำให้ปีนี้รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์เตรียมการเข้าไปดูแลรับมือปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆในหลายวิธีการทั้งการหาช่องทางการขายใหม่ๆ ทั้งการไลฟ์ขายทุเรียนกับอินฟูลเอนเซอร์จีน การดึงแม่ค้าออนไลน์ชื่อดังอย่างพิมรี่พายมาไลฟ์ขายทุเรียนซึ่งสร้างกระแสความสนใจหันมาซื้อทุเรียนบริโภคกันอย่างล้นหลามแม้ว่าปริมาณที่ไลฟ์ขายจะไม่ได้มากหากเทียบกับปริมาณทุเรียนที่จะออกมาปีนี้มากกว่าปีที่แล้วกว่า 30% ทำให้ต้องมีการเจาะตลาดส่งออกใหม่ๆ โดยเฉพาะตลาดจีนที่เป็นตลาดหลักกว่า 90%ของทุเรียนไทยเช่นทางเมืองและมณฑลใหม่ๆที่ยังเข้าไปไม่ถึง

สำหรับการไลฟ์ขายทุเรียน โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับอินฟูลเอนเซอร์จีนก่อนหน้านี้ ขายไป 3 ชั่วโมงได้เงิน15 ล้านบาท ส่วนพิมรี่พายตั้งเป้าขายทุดเรียน 1 ล้านลูกราคาขั้นต่ำลูกละ 100 บาท ซึ่งในการขายมีหลายราคาอยู่ที่จำนวนและการคัดไซด์ด้วย โดยมีคนดูไลฟ์สดกว่า 7 แสนคนนับว่าเป็นอีกครั้งที่ “พิมรี่พาย” สร้างกระแสความสนใจผ่านช่องทางไลฟ์สินค้าที่เธอถนัด ใช้ความจริงใจและการลงมือทำเป็นจุดขาย นำมาสร้าง “เรื่องราว” รวมทั้ง ใช้ “ราคา” มาเป็นตัวกระตุ้นกระแสให้กับสังคม สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ Influencer มาเป็นกลไกสำคัญ

ที่สำคัญช่องทางออนไลน์ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถขายทุเรียนจากสวนส่งตรงถึงบ้าน โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และรับมือกับการถูกกดราคาหน้าสวนได้อีกทางหนึ่ง และทำให้คนไทยหันมาบริโภคทุเรียนกันมากขึ้นหากราคาไม่แพงจนเกินไป

นอกจากการไลฟ์สดที่กล่าวมาแล้วยังมีการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมการค้าภายในกับบริษัท TikTok Technologies Ltd. เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทยผ่าน TikTok Shop และ Live Commerce ซึ่งหลังจากนี้น่าจะได้เห็นการขายทุเรียนผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งนางศุภจีมองว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และขยายฐานผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย ผ่านการใช้คอนเทนต์ดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์ ในตอนเซ็ปต์ “Thailand: The Land of Tropical Fruits” โดยใช้ช่องทางออนไลน์และคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ทุเรียนไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วโลก

แล้วปีนี้ทำไมกระทรวงพาณิชย์ถึงต้องให้ความสำคัญกับการเร่งกระจายผลผลิตทุเรียนตั้งแต่ต้นฤดูกาล เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีนี้คาดว่าผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33%จากปี 2568 ซึ่งมีว่าผลิตรวม 1.68 ล้านตัน

โดยภาคตะวันออกเป็นพื้นที่สำคัญ เพราะมีผลผลิตประมาณ 0.998 ล้านตัน หรือคิดเป็น 48% ของทั้งประเทศ และผลผลิตจะออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การบริหารจัดการต้องทำทั้งระบบ

ทำให้กระทรวงพาณิชย์ทำงานเชิงรุก โดยเมื่อเร็วๆนี้ นางศุภจี ยังได้ลงพื้นที่หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี สมาคมทุเรียน ผู้ประกอบการล้ง หอการค้าจังหวัด และเกษตรกร เพื่อรับมือกับทุเรียนที่ในปีนี้เพราะหากผลผลิตออกมามากและส่งออกไม่ทัน ก็อาจจะส่งผลกระทบกับราคา ดังนั้น สิ่งที่คุยกันครอบคลุมตั้งแต่ต้องเพิ่มการแปรรูป เพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า และกระจายรายได้ทั้งปีด้วยวิธีที่หลากหลาย โดยเฉพาะการแปรรูป ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน เช่น การพัฒนาทุเรียนแช่แข็ง ที่กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือดูแลในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งห้องเย็นและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงเพื่อให้ทุเรียนผลสดของไทยสามารถขายได้ทั้งปี ด้วยคุณภาพที่ดี เพราะ “คุณภาพต้องมาก่อน” และต้องได้ราคาที่ดีด้วย

นอกจากนั้นกระทรวงพาณิชย์ยังมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการบริโภคในประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคา เนื่องจากปัจจุบันทุเรียนไทยส่งออกประมาณ 70% และบริโภคในประเทศ 30% โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งเป้าระบายผลผลิตตลาดในประเทศ ไม่ต่ำกว่า 450,000 ตัน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดกลาง ห้างโมเดิร์นเทรด กว่า 350,000 ตัน ควบคู่กับการขายผ่านไปรษณีย์ไทยและช่องทางออนไลน์

จากแนวทางที่กล่าวมาสะท้อนถึงการทำงานแบบบูรณาการด้วยการผนึกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล เราจะทำงานร่วมกันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของการควบคุมคุณภาพผลผลิต รวมถึงเร่งประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการบริหารน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรจากปัญหาภัยแล้ง

อย่างไรก็ตามอย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้สวนบางแห่งเร่งตัดเร็วส่งผลต่อเกรดทุเรียนส่งออกมีอัตราน้อยลง อีกทั้งเจอเวียดนามสวมสิทธิทุเรียนไทยและส่งออกไปจีนในราคาต่ำกว่าไทย 50 บาทต่อกก. ส่งผลให้การขายในประเทศราคาทุเรียนเกรด AB ช่วงต้นฤดูกาลปีนี้ลงมาอยู่ที่ประมาณ 135–140 บาทต่อกิโลกรัม จากที่ชาวสวนเห็นว่าควรจะอยู่ที่190 บาทขึ้นไป เพราะเมื่อเทียบกับราคาทุเรียนปี 2568 ในช่วงต้นฤดูกาล (ก.พ.-มี.ค.) หมอนทองเกรด AB ราคาอยู่ที่ประมาณ 230-280 บาท/กก. ส่วนพันธุ์กระดุมเริ่มต้นที่ 130-200 บาท/กก ซึ่งปีนี้จากผลผลิตที่มากขึ้นทำให้ช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันทั้ง3 จังหวัด คือ จันทบุรี ระยอง ตราด จะกดดันราคาตลาดให้ตกต่ำลงไปอีก

ในด้านการผลักดันการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ได้ส่ง ทีมด่านหน้าโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปที่ประเทศจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งออก โดยให้ไปประจำด่านสำคัญ ทั้งเส้นทางผ่านเวียดนามและลาว (ด่านเชียงของ) ไปยังจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ และกระจายการส่งออกไปยังตลาดต่างๆ รวมถึงจีนตอนในและตะวันตก และตั้งเป้าปีนี้ส่งออกทุเรียนไปจีนได้ ไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน จากปี 2568 ที่ผ่านมาที่ไทยมีการส่งออกทุเรียนไปจีน มูลค่า 150,000 ล้านบาท ปริมาณ 930,000 ตัน ส่วนปีนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 เมษายน 2569 มีการส่งออไปจีนแล้วกว่า 252,690 ตัน มูลค่า 29,288 ล้านบาท โดยมีเส้นทางขนส่งสำคัญผ่านด่านเชียงของและด่านนครพนม

ส่วนภาพรวมปี 2568 ไทยส่งออกทุเรียนสดไปตลาดทั่วโลก ปริมาณทั้งสิ้น 979,045 ตัน มูลค่า 4,368 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 125,737 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 15.71 ขณะที่ปี 2569 ช่วงสามเดือนแรก(มกราคม–มีนาคม) ส่งออกไปแล้ว 101,773 ตัน มูลค่า 506 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 16,000 - 16,500 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 181.05 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

การที่ปีนี้ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นรัฐบาลจึงตั้งใจจะเพิ่มยอดส่งออกให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งในจันทบุรี ภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่ก็ต้องดูแลควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนซึ่งในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทุเรียนไทยในตลาดโลก จึงต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด

ส่วนในระยะต่อไปการแปรรูปเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน โดยเฉพาะการพัฒนาทุเรียนแช่แข็ง ห้องเย็น และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพราะหากผลผลิตออกมากและส่งออกไม่ทัน อาจกระทบราคา ดังนั้นต้องเพิ่มการแปรรูป ทั้งเพื่อเพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า และกระจายรายได้ทั้งปี ในหลากหลายวิธี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...