‘งบฯฝืด-หนี้ชนเพดาน’ ‘ทอ.-ทร.’พลิกเกมรับมือ
ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และข้อจำกัดของงบประมาณของประเทศไทย จากผลพวงของสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่มีความแน่นอน รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญของแผนโครงการใช้งบประมาณใหม่ บางโครงการของหน่วยราชที่ยังไม่มีความจำเป็นในการตั้งต้นงบฯ ผูกพันที่กระทบต่อเพดานหนี้ ก็ได้เจรจาให้หน่วยรับงบประมาณชะลอโครงการไปก่อน และไปเริ่มตั้งงบฯ ในปีงบฯ 2571 แทน
ทางด้านสถานการณ์ของ “เหล่าทัพ” ที่เพิ่งจบการสู้รบระลอกที่ 2 กับกัมพูชาไปไม่นาน เป็นช่วงของการ “เติมของ” ให้อยู่ในสภาพพร้อมรบ เสริมสร้างความแข็งแกร่งและพัฒนาขีดความสามารถในเชิงรุก ไม่ประมาทกับประเทศเล็กอย่างกัมพูชาที่มี “พี่ใหญ่” สนับสนุนยุทโธปกรณ์ให้หลังบ้าน
แต่เมื่อต้องเจอกับข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงต้องมี “แผน 2” รับมือ เพื่อไม่ให้กระทบต่อแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถที่วางไว้ และไม่ให้เหล่าทัพเสียโอกาสในการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
“กองทัพอากาศ” มอง “จังหวะเวลา” ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ในระยะที่ 2 และ 3 ในคราวเดียวกัน เดินหน้าตั้งต้นงบฯ ผูกพันในปี 2570 รวม 8 เครื่อง (ในงบฯ ปี 2569 ในระยะที่ 1 จัดหาแล้ว 4 เครื่อง) เพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มค่า เทคโนโลยีและระบบอาวุธที่ทันสมัย โดยคณะของ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เดินทางไปเจรจากับ Saab สวีเดน เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา
โดย “แนวทาง” การจัดซื้อแบบ 2 ระยะพร้อมกันจะบริหารงบฯ ผูกพันในห้วงเวลาเดิม ไม่กระทบภาพรวมในการพัฒนาขีดความสามารถในโครงการอื่น ที่สำคัญมูลค่าของโครงการในขณะนี้ยังอยู่ในระดับเดิม แต่หากมีความต้องการในหลายประเทศสูงขึ้น ราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
เพราะต้องยอมรับว่า GripenE/F กลายเป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีที่ได้รับความสนใจในตลาด ล่าสุดมียูเครน และโปรตุเกส กำลังจัดหาเข้าประจำการ รวมถึงอีก 2 ประเทศที่กำลังตัดสินใจ
ขณะที่ “กองทัพเรือ” ประสบปัญหาเรื่อง “หนี้” จากภาระผูกพันงบฯ หลายโครงการใหญ่พร้อมกัน ไล่ตั้งแต่ปี 2569-2570 ซึ่งมีโครงการใหญ่อยู่ 3 โครงการ ได้แก่
-เรือฟริเกตลำที่ 1 จำนวน 1 ลำ (เริ่มงบฯ ปี2569) ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกเอกชนเข้าดำเนินการ
-เรือดำน้ำ S26T จำนวน 1 ลำ (เริ่มงบฯ ปี 2570) จ่ายเป็นเงินงวด จนถึงปลายปึ 71 หรือต้นปี 72 พร้อมส่งมอบ
-เครื่องบินลำเลียง C-295 จำนวน 2 ลำ (เริ่มงบฯ ปี 2568-2573)
ทำให้สำนักงบประมาณขอให้เลื่อนโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตลำที่ 2 ออกไปในปี 2571 เพื่อไม่ให้เกินจากอัตราเพดานหนี้ของรัฐบาลที่ตั้งไว้ และขยับไปตั้งโครงการในปี 2571 แทน
อย่างไรก็ตาม เหลือระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนต่อเรือฟริเกตลำใหม่ของกองทัพเรือ จะตัดสินเลือกบริษัทจากชาติใดได้รับงานนี้ จาก 6 บริษัท 4 ประเทศ ที่ยื่นเอกสารเข้ามา และต้องผ่านขั้นตอนการจัดทำสัญญา และลงนาม ซึ่งคาดว่าจะทันในยุคของ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ คนปัจจุบันที่จะเกษียณในช่วงปลายปี 2569
สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกต 1 ลำ ประจำปีงบประมาณ 2569 ผูกพันงบประมาณระหว่างปี 2569-2574 (ระยะเวลาโครงการรวม 6 ปี) วงเงินรวม 17,500 ล้านบาท
โครงการดังกล่าวถูกจับตามองจากผู้ที่สนใจเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหาร ว่ากองทัพเรือจะใช้แนวทางใดในการคัดเลือกเอกชนเข้าดำเนินการ เพื่อให้สังคมมั่นใจว่างบประมาณที่ใช้นั้นมีความคุ้มค่า ไม่รั่วไหล และไม่มีปัญหาเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
เมื่อ 26 พ.ย.2568 กองทัพเรือได้ร่วมกับคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (คณะกรรมการ ค.ป.ท.) กรมบัญชีกลาง ได้จัดพิธีลงนามการเข้าร่วมจัดทำข้อตกลงคุณธรรมตามโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ ที่มีมูลค่าโครงการเกินกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โดยจะมีผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เข้าร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่ต้นจนมีการส่งมอบเรือ
กองทัพเรือได้วางกรอบจัดซื้อจัดจ้างมีคุณลักษณะเฉพาะเป็นพิเศษ หรือซับช้อนในการผลิต โดยผู้ประกอบการที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ หรือมีทักษะสูง และผู้ประกอบการนั้นมีจำนวนจำกัด
โดยจะใช้ “เกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์อื่น” (Price Performance) ในอัตราส่วน 90:10 โดยแบ่งเป็นเกณฑ์คุณภาพ 90 คะแนน และเกณฑ์ราคา 10 คะแนน สำหรับเกณฑ์คุณภาพ ประกอบด้วย ข้อเสนอทางเทคนิค 75 คะแนน และข้อเสนอชดเชยทางด้านเทคนิค และส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรม 15 คะแนน
ดังนั้น เอกชนจะต้องนำเสนอเรื่องราคาและรายละเอียดเกณฑ์อื่นๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การชดเชยทางเศรษฐกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ (Offset) ซึ่งหมายถึงแผนการดำเนินงาน และมูลค่าการชดเชยที่ประเทศไทยจะได้รับ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ และถือเป็นโครงการแลกที่กองทัพเรือจะใช้ offset policy
โดยรายละเอียดได้กำหนดไว้ว่า ในส่วนของ direct offset หรือมูลค่าที่จ่ายจริงในกิจกรรมการชดเชยในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ15 ของมูลค่าโครงการ หรือไม่น้อยกว่า 2,550 ล้านบาท หรือผลกระทบทางเศรษฐกิจของทุกกิจกรรมการชดเชยตามที่จะยื่นข้อเสนอไว้ในโครงการนี้รวมกันทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ 100 ของมูลค่าโครงการ หรือไม่น้อยกว่า 17,000 ล้านบาท
ซึ่งรายละเอียดของการชดเชยประกอบด้วย การลงทุนในไทย การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และการถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะให้บุคลากรไทย การร่วมผลิตกับไทย และการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ เช่น การใช้แรงงานไทย การใช้วัสดุหรือสินค้าภายในประเทศ รวมถึงการติดตั้งระบบต่างๆ ได้ด้วยแรงงานและอู่ต่อเรือในประเทศ หลังจากการสร้างเรือฟริเกตลำที่ 2 เป็นต้นไป
เฉพาะในส่วนของการสร้างเรือ ต้องดำเนินการสร้างบางส่วนหรือทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมต่อเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งมีเอกชนไทยอย่างน้อย 8 รายมีความพร้อมที่จะใช้อู่ต่อเรือในประเทศสนับสนุนในเรื่องนี้
มีการลงทุนเพื่อสร้างโรงงาน ศูนย์พัฒนาการออกแบบและวิศวกรรมเรือ โรงงานซ่อมบำรุงในประเทศไทย หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มีการร่วมกับสถานศึกษาของรัฐ รวมถึงสถาบันวิจัย หน่วยงานวิจัยของรัฐหรือเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน หรือการสนับสนุนทุน ปริญญาโท เอก ด้านวิศวกรรมหรือวิทยาศาสตร์ทางทะเล
มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการต่อเรือฟริเกตให้กับบุคลากรของ ทร. หรือ ภาคเอกชนไทย เพื่อนำไปใช้พัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือฟริเกตในประเทศ โดยมุ่งเน้นการต่อเรือและระบบที่มีความสำคัญ เช่น ระบบอำนวยการรบ ระบบเดินเรือแบบรวมการ ระบบบริหารตัวเรือแบบควบคุมการยิง ระบบ sonar ระบบเชื่อมโยงทางยุทธวิธี เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็นอยู่และข้อจำกัดงบฯ กับสถานการณ์ด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังไม่รู้ว่าจะปะทุขึ้นเมื่อไหร่ และถ้ากำลังเดินเข้าสู่การเจรจาเรื่องผลประโยชน์ของชาติ ทางด้านกองทัพมีเขี้ยวเล็บพอที่จะทำให้การพูดคุยของฝ่ายเราได้เปรียบหรือไม่
ดังนั้น กลยุทธ์ของเหล่าทัพในการปรับแนวทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ไม่สูญเสียขีดความสามารถในการพัฒนาจึงเป็นเรื่องจำเป็น.