TREND TALK : DELTA
#ทันหุ้น- ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิดสัญญาณฟื้นตัวทางเทคนิคทะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ 1500 ขึ้นไป หลังจากปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 1440-1450 ทำให้แนวโน้มในระยะสั้นยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1540-1550 แต่มีแนวรับสำคัญที่ 1495 ถ้าหลุดแนวรับถัดไป 1460
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจวันนี้ คือ DELTA หรือ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านการจัดการระบบกำลังไฟฟ้า (Power management solutions) รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ได้แก่ พัดลมอิเล็กทรอนิกส์ (DC Fan) อีเอ็มไอ ฟิลเตอร์ (EMI) และโซลินอยด์ มีฐานการผลิตอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ เอเชีย ยุโรป และอเมริกาใต้
DELTA รายงานเผยผลประกอบการงวดไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้มีจำนวน 9,691 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร 15.8% เพิ่มขึ้นจาก 13.3% ของงวดเดียวกันในปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าที่แตกต่างกันควบคู่กับประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ บริษัทได้มีการบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคารโรงงาน พร้อมรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 318 ล้านบาท ร่วมกับรายได้ชดเชยการผิดสัญญาทางการค้าและรายได้อื่น ๆ รวมทั้งบันทึกประมาณการหนี้สินภาษีส่วนเพิ่ม 1,283 ล้านบาท ตามกฎการคำนวณภาษีเงินได้เสาหลักที่สอง (Pillar Two model rule) ที่ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD)
ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 9,081 ล้านบาท เติบโตสูง 65.4% จากปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 14.8% และ กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.73 บาท เทียบกับ 0.44 บาทต่อหุ้นในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
สำหรับยอดขายสินค้าและบริการในไตรมาสนี้อยู่ที่ 61,387 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 43.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และ ปรับตัวดีขึ้น 6.4% จากไตรมาสที่แล้ว สะท้อนการเริ่มต้นปีงบประมาณ 2569 อย่างแข็งแกร่ง บนแนวโน้มรายได้ขาขึ้นต่อเนื่องจากปี 2568 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของคำสั่งซื้อใหม่การเพิ่มขึ้นของผลผลิตโรงงาน และ การขยายกำลังการผลิต โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต
สอดคล้องกับความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร่งตัวขึ้นอย่างมาก ท่ามกลางความผันผวนของตลาดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านราคาพลังงาน แต่ความต้องการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกยังแข็งแกร่ง โดยบริษัทชั้นนำเร่งการใช้จ่ายเพื่อผลักดันการใช้งาน AI ในวงกว้าง ส่งผลให้แนวโน้มธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงมีทิศทางเชิงบวก ท้ังโซลูชั่นการบริหารจัดการพลังงานประสิทธิภาพสูงสำหรับศูนย์ข้อมูลระบบระบายความร้อน โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงาน
นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบอัตโนมัติสำหรับภาคอุตสาหกรรมและอาคารสีเขียวก็มีการเติบโตดีต่อเนื่องเช่นกัน ขณะที่รายได้กลุ่มโซลูชั่น สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ยังคงอ่อนตัวจากสถานการณ์ดีมานด์ที่ยังไม่ฟื้นตัว ท้ังนี้ บริษัทฯ คงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่มีปัจจัยกดดัน พร้อมปรับใช้แนวทางการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยืดหยุ่นเพื่อรักษาการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ควบคู่กับการขยายการลงทุนภายใต้กลยุทธ์การผลิตอัจฉริยะเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งมอบสินค้าและบริการให้ลูกค้าระดับโลก
ทางด้านกำไรข้ันต้นในไตรมาสนี้มีจำนวน 19,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สืบเนื่องจากการเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้นในภาพรวม ขณะที่อตัรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าพาวเวอร์อิเล็คทรอนิกส์และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอัตรากำไรดี
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (รวมการวิจัยและพัฒนา) มีจำนวน 9,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.5% จากไตรมาสที่แล้ว และ ปรับตัวสูงขึ้น 86.9% จากปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากบันทึกค่าใช้จ่ายด้านการขายในส่วนภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นภายใต้การเรียกเก็บของรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลให้บริษัทฯ เกิดค่าใช้จ่ายอากรเพื่อส่งออกสินค้าภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในการเรียกเก็บคืนจากลูกค้าตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งจำนวนเงินส่วนนี้จะถูกบันทึกในรายได้ตามหลัก IFRS
นอกจากนี้ บริษัทฯ มีค่าสิทธิจ่ายเพิ่มสูงขึ้นสอดคล้องกับการผลิตและแนวโน้มการขายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีจากสิทธิบัตรของบริษัทแม่ในไต้หวัน และค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสนี้ เพื่อรองรับการผลิตและส่งมอบสินค้าปริมาณสูงตามความต้องการของลูกค้า
ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นตามทิศทางเชิงกลยุทธ์เพื่อขยายขีดความสามารถด้านบุคลากรและเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ บริษัท ฯ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนการขายและการบริหารได้ดี ส่งผลให้มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายประเภทดังกล่าวต่อรายได้รวมลดลงจากปีที่แล้ว
นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน Earnings Call ว่า เดินหน้ากลยุทธ์เพื่อรักษาการเติบโตในระดับเลขสองหลักต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า
ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรขึ้นอยู่กับสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และเพิ่มการใช้กำลังการผลิตเพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ต้นทุนวัตถุดิบ เริ่มเห็นแรงกดดันจากราคาสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะกลุ่มเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมี แม้ขณะนี้ผลกระทบยังไม่มาก แต่หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ อาจทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบอื่นๆ ในอนาคต ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
แผนการลงทุนในปีนี้ ตั้งงบไว้ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เตรียมเพิ่มงบอีก 10% เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารใหม่ ติดตั้งเครื่องจักร ทดสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ เนื่องจากปัจจุบันกำลังการผลิตถูกใช้เต็มศักยภาพแล้ว โดยมีแผนเพิ่มสายการผลิตใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3/69 ที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู และเตรียมเปิดโรงงานใหม่เพิ่มเติมอีก 2 แห่งในช่วงกลางปีหน้า
แนวโน้มไตรมาส 2/69 คงเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตเลขสองหลัก มีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางธุรกิจ หลังไตรมาสแรกมีผลประกอบการแข็งแกร่ง เร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่ยังคงเข้ามาต่อเนื่อง แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์สงคราม
บริษัทมีคำสั่งซื้อล่วงหน้า โดยลูกค้ามักให้ประมาณการคำสั่งซื้อในระดับภาพรวมล่วงหน้าราว 6 เดือน ขณะที่คำสั่งซื้อที่ยืนยันแล้ว (Firm Order) อยู่ในช่วง 3–6 เดือน เป็นรายได้ในช่วงเวลาดังกล่าว
ช่วงที่ต้นทุนผันผวนจากสถานการณ์สงคราม บริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง ซึ่งบางรายการเริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว แม้จะยังมีสัดส่วนไม่มากในโครงสร้างต้นทุนโดยรวม หากเกิดภาวะขาดแคลนในระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อสินค้าอื่น ๆ ได้ บริษัทจึงมีแนวทางเจรจาปรับราคากับลูกค้าอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาสมดุลทางธุรกิจ
มองเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง IMF คาด GDP โลกปี 2026 โต 3.1% เงินเฟ้อเพิ่มเป็น 4.4% ก่อนลดลงในปี 2027 แนวโน้มอาจดีขึ้นหาก AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพหรือความตึงเครียดทางการค้าลดลง
ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ 320 ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ หลังจากปรับตัวลดลงจากแรงขายทำกำไรลงไปทดสอบแนวรับของกรอบแนวโน้มขาขึ้นที่ 276-280 ทำให้แนวโน้มของราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามกรอบแนวโน้มขาขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 340 และ 350 แต่มีแนวรับสำคัญที่ 300 ถ้าหลุดจะเป็นสัญญาณขายทางเทคนิค