บีโอไอไฟเขียว 6 โครงการใหญ่ 9.5 แสนล้าน “TikTok” ลงทุนไทยกว่า 8.4 แสนล้าน ดันไทยฐานดิจิทัลภูมิภาค
บอร์ดบีโอไออนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 9.5 แสนล้านบาท โดยมีโครงการลงทุนของ “ติ๊กต๊อก” มูลค่ากว่า 8.4 แสนล้านบาท เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ สะท้อนบทบาทของไทยในการเป็นฐานธุรกิจดิจิทัลและ Data Center สำคัญของภูมิภาค
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท
โครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติส่วนใหญ่เป็นกิจการ Data Center และ Data Hosting จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 913,838 ล้านบาท นำโดยบริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม ประเทศไทย จำกัด เงินลงทุน 842,350 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา เพื่อขยายการติดตั้ง Server รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ในภูมิภาค
นอกจากนี้ TikTok ยังมีแผนพัฒนาหลักสูตรด้าน Digital Literacy และ e-Commerce เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย รวมถึงยกระดับศักยภาพบุคลากรดิจิทัลของประเทศ
อีก 2 โครงการในกลุ่ม Data Center ได้แก่ บริษัท สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือ DAMAC Group จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เงินลงทุน 46,869 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รองรับ IT Load รวม 200 เมกะวัตต์ และบริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอโอ ประเทศไทย จำกัด เงินลงทุน 24,619 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี รองรับ IT Load รวม 134 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกัน บอร์ดบีโอไอยังอนุมัติโครงการสำคัญอื่น ได้แก่ กิจการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลของบริษัท เพียวไซเคิล ประเทศไทย จำกัด เงินลงทุน 8,180 ล้านบาท ตั้งโรงงานที่จังหวัดระยอง กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมของบริษัท ด่านขุนทด วินด์ วัน จำกัด เงินลงทุน 4,728 ล้านบาท ขนาดกำลังผลิต 89.7 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดนครราชสีมา และกิจการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด มหาชน เงินลงทุน 31,422 ล้านบาท ที่จังหวัดชัยภูมิ
นอกจากการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่ประชุมยังเห็นชอบคัดเลือกโครงการลงทุนสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass ล็อตที่ 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ มูลค่ารวม 52,104 ล้านบาท ต่อเนื่องจากล็อตแรก 16 โครงการ ส่งผลให้ปัจจุบันมีโครงการเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass แล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท
โครงการที่เข้าสู่ระบบ Thailand FastPass จะได้รับการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านไฟฟ้า เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
อีกประเด็นสำคัญคือ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เริ่มมีข้อจำกัดของระบบส่งไฟฟ้า พร้อมผลักดันกลไกพลังงานสะอาด เช่น Direct PPA ที่เปิดทางให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง และ Utility Green Tariff 2 หรือ UGT2 เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านไฟฟ้าสีเขียวให้ภาคเอกชน
นายนฤตม์ระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังผันผวน การลงทุนในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ยังคงเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Tech Hub ของภูมิภาค โดยบีโอไอจะเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศการลงทุน ทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมใหม่ และการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงเร็วที่สุด